- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 120 - ถึงเมืองหลวง
บทที่ 120 - ถึงเมืองหลวง
บทที่ 120 - ถึงเมืองหลวง
บทที่ 120 - ถึงเมืองหลวง
สายเลือดนักดาบ มีมูลค่าสามร้อยแต้มกลืนกิน ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำความเข้าใจวิชากระบี่ และเพิ่มอานุภาพของวิชากระบี่ได้
แม้จะเป็นแค่สายเลือดระดับต่ำ แต่มันก็สามารถพัฒนาต่อไปเป็น สายเลือดปรมาจารย์ดาบ (ระดับกลาง), สายเลือดราชันย์ดาบ (ระดับสูง), สายเลือดจอมดาบ (ระดับสูงสุด) และ สายเลือดเทพดาบ (ระดับเทวะ) ได้ในอนาคต
สายเลือดระดับต่ำบางชนิดซื้อมาแล้วพัฒนาต่อไม่ได้ เย่เซวียนจึงเลือกเฉพาะสายเลือดที่สามารถต่อยอดได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียของ
"ผสานสายเลือดนักดาบสำเร็จ!"
หลังจากผสานสายเลือดนักดาบ เย่เซวียนก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เมื่อเขาจับกระบี่วารีพิฆาต เขารู้สึกราวกับว่ากระบี่เล่มนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเขา
ฟิ้ว!
เย่เซวียนตวัดกระบี่ฟันออกไปกลางอากาศ มันคือวิชายุทธ์ระดับเก้าของสำนักเลี่ยอวิ๋นนั่นเอง
"พลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นจริงๆ ด้วย อย่างน้อยก็แรงขึ้นสักสองส่วนเห็นจะได้" เย่เซวียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดูท่าแต้มกลืนกินสามร้อยแต้มที่เสียไปจะคุ้มค่าทุกเม็ด
ถ้าในอนาคตเขาอัปเกรดสายเลือดนักดาบให้สูงขึ้น อานุภาพของวิชากระบี่ก็จะยิ่งเพิ่มทวีคูณ ดีไม่ดีอาจจะยกระดับวิชายุทธ์ระดับเก้าให้ทรงพลังเทียบเท่าวาวิชายุทธ์ระดับสิบได้เลยทีเดียว
ขณะที่กำลังชื่นชมกับสายเลือดใหม่ จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
"ติ๊ง! โฮสต์ผสานสายเลือดนักดาบสำเร็จ ปลดล็อกสิทธิ์ซื้อวิชายุทธ์เซ็ตพิเศษ – คัมภีร์กระบี่บงกชเขียว"
"หืม?"
เย่เซวียนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ในระบบกลืนกินมักจะมีคำอธิบายไอเทมที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก อย่างเช่นสายเลือดร้อยบุปผาเป็นต้น
และก่อนที่จะซื้อสายเลือดนักดาบ เขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีวิชายุทธ์เซ็ตพิเศษขายพ่วงด้วย
แต่พอเหลือบไปเห็นราคาของคัมภีร์กระบี่บงกชเขียว เขาก็ถึงกับชะงักไป
"คัมภีร์กระบี่บงกชเขียว วิชายุทธ์ระดับวิญญาณ สามารถซื้อได้หลังจากผสานสายเลือดนักดาบแล้ว มูลค่าห้าร้อยแต้มกลืนกิน!"
"บ้าไปแล้ว วิชายุทธ์ระดับวิญญาณเรอะ!"
เย่เซวียนอ้าปากค้าง ตอนนี้เขาอยู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่สิบแล้ว สามารถซื้อวิชายุทธ์ระดับวิญญาณได้แล้ว แต่ในระบบขายแพงหูฉี่ ต้องใช้แต้มกลืนกินเป็นพันแต้ม เขาเลยต้องกัดฟันทนไปก่อน
คิดไม่ถึงเลยว่า พอผสานสายเลือดนักดาบแล้ว จะได้สิทธิ์ซื้อวิชายุทธ์ระดับวิญญาณในราคาโปรโมชั่นแบบนี้
"ซื้อเลย!"
เย่เซวียนตัดสินใจแบบไม่ต้องคิด
ระบบหักแต้มกลืนกินไปห้าร้อยแต้ม พริบตาเดียว ในหัวของเย่เซวียนก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้น
ภาพนิมิตนั้นแสดงกระบวนท่าต่างๆ ของคัมภีร์กระบี่บงกชเขียว ก่อนจะอธิบายรายละเอียดของวิชาแต่ละบท
"เคล็ดกระบี่บงกชเขียว"
"กระบี่หมื่นบุปผา"
"เกราะดอกบัว"
"ก้าวบงกชเขียว!"
ด้วยพลังของสายเลือดนักดาบ เย่เซวียนเพียงแค่ดูภาพนิมิตก็สามารถเข้าใจและจดจำกระบวนท่าทั้งหมดได้ในชั่วพริบตา ในขณะที่เวลาในโลกแห่งความเป็นจริงผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
"แม่เจ้าโว้ย วิชายุทธ์ระดับวิญญาณนี่มันเจ๋งโคตรๆ คัมภีร์กระบี่บงกชเขียวนี่มีครบเครื่องเลยแฮะ ทั้งวิชาบำเพ็ญพลัง วิชากระบี่ วิชาตัวเบา แถมยังมีวิชาป้องกันตัวที่หาได้ยากยิ่งอีกต่างหาก คุ้มสุดๆ เพิ่มทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันในเซ็ตเดียวเลย"
เย่เซวียนตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
เคล็ดกระบี่บงกชเขียวเป็นวิชาบำเพ็ญพลังที่แปลกประหลาดกว่าวิชาทั่วไปตรงที่ ต้องร่ายรำกระบวนท่าควบคู่ไปด้วย ถึงจะสามารถดูดซับพลังฟ้าดินมาเปลี่ยนเป็นพลังปราณได้
สำหรับเย่เซวียนที่พึ่งพาระบบกลืนกินในการอัปเลเวล เคล็ดกระบี่บงกชเขียวอาจจะไม่มีประโยชน์ในเรื่องการเพิ่มระดับพลังนัก แต่ถ้าเอามาใช้คู่กับสายเลือดร้อยบุปผา เพื่อฟื้นฟูพลังปราณล่ะก็ ถือว่าเวิร์กสุดๆ
ส่วนกระบี่หมื่นบุปผานั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความร้ายกาจของมันเหนือคำบรรยาย
การแทงกระบี่ออกไปหนึ่งครั้ง จะสามารถแยกร่างกระบี่ออกเป็นสิบแปดแฉกโจมตีศัตรูพร้อมกันได้ หากฝึกถึงขั้นที่สอง จะแยกได้ถึงสามสิบหกแฉก และขั้นที่สาม จะแยกได้ถึงเจ็ดสิบสองแฉก
เย่เซวียนที่มีสายเลือดนักดาบอยู่แล้ว สามารถฝึกกระบี่หมื่นบุปผาจนบรรลุขั้นที่สองได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่า การแทงกระบี่หนึ่งครั้งของเขา จะมีรังสีดาบสามสิบหกแฉกพุ่งเข้าหาศัตรู
เกราะดอกบัว เป็นวิชาป้องกันตัวที่สามารถใช้พลังปราณสร้างเป็นดอกบัวขึ้นมาคลุมร่าง เพื่อรับการโจมตีจากศัตรู
และก้าวบงกชเขียว ก็คือวิชาตัวเบา ที่เวลาวิ่งจะเร็วปรี้ดปร๊าด แต่ทุกย่างก้าวจะทิ้งรอยดอกบัวเอาไว้ เย่เซวียนรู้สึกว่ามันดูมุ้งมิ้งไปหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ
"ถ้ารู้ว่าสายเลือดนักดาบมันดีงามขนาดนี้ ซื้อมาตั้งนานแล้ว เซ็ตวิชายุทธ์สี่อย่างนี้ ถ้าไปซื้อแยก คงผลาญแต้มกลืนกินไปหลายพันแต้มแหงๆ"
เย่เซวียนบ่นอุบอิบด้วยความเสียดาย แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้มันมาครอบครองแล้วนี่นา
หลังจากสัมผัสได้ถึงพลังอันยอดเยี่ยมของสายเลือดนักดาบ เย่เซวียนก็ไม่รอช้า ตัดสินใจซื้อสายเลือดอีกชนิดหนึ่งมาครอบครองทันที
สายเลือดนักรนู!
สายเลือดนักรนู นอกจากจะช่วยเพิ่มระยะการมองเห็นแล้ว ยังช่วยเพิ่มอานุภาพและความเข้าใจในวิชาธนูอีกด้วย ราคาของมันอยู่ที่สองร้อยแต้มกลืนกินเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ มันมีวิชายุทธ์ระดับวิญญาณขายพ่วงมาด้วย!
และวิชายุทธ์ระดับวิญญาณวิชานี้ ก็ใช้แต้มกลืนกินแค่สองร้อยแต้ม แถมมีกระบวนท่าเดียวโดดๆ ชื่อว่า 'ร้อยลี้ทะลวงเป้า'
ร้อยลี้ทะลวงเป้า เป็นวิชาธนูที่มีพลังเจาะเกราะสูงส่ง หากนำไปใช้คู่กับธนูสมบัติวิญญาณ จะสามารถสอยศัตรูที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งพันห้าร้อยเมตรได้อย่างสบายๆ
ตามสุภาษิตที่ว่า ของถูกและดีมีในโลก จ่ายไปแค่สองร้อยแต้ม ได้วิชายุทธ์ระดับวิญญาณมาครอบครอง ถือว่ากำไรบานเบอะ
ตอนนี้ เย่เซวียนมีอาวุธครบมือ ทั้งการโจมตีระยะไกลและระยะประชิด เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะต้องเปล่งประกายในงานประลองเมืองหลวง และได้เป็นขุนนางใหญ่โต รับสินบนจนรวยเละแน่นอน
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เย่เซวียนเก็บตัวเงียบอยู่ในจวนโอวหยางอย่างสงบเจียมตัว
เขาเพิ่งจะฝึกวิชากระบี่หมื่นบุปผาได้แค่ขั้นที่สอง จึงตั้งใจจะใช้เวลาเจ็ดวันนี้ ฝึกปรือให้ทะลุถึงขั้นที่สามให้ได้
ขั้นที่สองแยกร่างกระบี่ได้สามสิบหกแฉก แต่ขั้นที่สาม แยกร่างกระบี่ได้ถึงเจ็ดสิบสองแฉก อานุภาพเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว! หากเขาใช้กระบี่หมื่นบุปผาขั้นที่สาม ผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิถีการต่อสู้ด้วยกันคงไม่มีใครรับมือได้ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแท้จริงก็ยังต้องขยาด
ในที่สุด วันที่เจ็ดก็มาถึง วันที่โอวหยางหมิงจะกลับมารับพวกเขา
เย่เซวียนเตรียมตัวพร้อมสรรพแล้ว
โอวหยางหมิงมาถึงจวน ก็พาทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังพระราชวังทันที
วันนี้คือวันจัดงานประลองเมืองหลวงจักรวรรดิ บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงคึกคักและตื่นเต้นยิ่งกว่างานอภิเษกสมรสขององค์หญิงเสียอีก
เพราะงานประลองเมืองหลวง ถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติของจักรวรรดิเสวียนหยาง ขุนนางใหญ่และแม่ทัพนายกองหลายคน ล้วนแจ้งเกิดจากงานประลองนี้ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิ หรือแม้แต่จวิ้นอ๋องบางคน ก็ยังเป็นผู้ที่องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานจากการแข่งขันท่ามกลางงานประลองนี้
ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคน ต่างพกพาความฝันที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโตมาด้วยกันทั้งนั้น
โอวหยางหมิงพาพวกเย่เซวียนมาถึงหน้าพระราชวัง หลังจากยืนยันตัวตนแล้ว ก็รับป้ายประจำตัวมาแจกจ่ายให้ทุกคน
แต่ทว่า ในจังหวะที่เย่เซวียนกำลังเอื้อมมือไปรับป้ายประจำตัวนั้น จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินปรี่เข้ามาหาพวกเขา
"แหมๆ โอวหยางหมิง ไม่นึกเลยนะว่าคราวนี้เจ้าก็พาลูกเจี๊ยบมาร่วมงานประลองด้วย ไม่กลัวว่าพวกมันจะเข้าไปตายหมู่ในนั้นหรือไง?"
เสียงห้าวทุ้มดังกังวานขึ้น โอวหยางหมิงยังไม่ทันหันไปมอง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นเสียแล้ว เสียงนี้ เขาจำได้ดีไม่มีลืม
เย่เซวียนหันไปประเมินผู้มาเยือน ชายคนนี้สวมชุดผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิเช่นเดียวกับโอวหยางหมิง รูปร่างใหญ่โตล่ำสัน ท่อนแขนล่ำๆ นั่นน่าจะหนากว่าลำคอของเย่เซวียนเสียอีก
และเบื้องหลังของเขาก็มีชายหนุ่มสามคนเดินตามมาติดๆ แต่สายตาของชายหนุ่มทั้งสามกลับจับจ้องไปที่โอวหยางหมิงเพียงคนเดียว โดยไม่ได้สนใจพวกเย่เซวียนเลยแม้แต่น้อย
"เถียนเจิ้น!"
โอวหยางหมิงหรี่ตาลงอย่างเย็นชา
เถียนเจิ้นคนนี้ คือคู่แค้นตลอดกาลของเขานั่นเอง!
(จบแล้ว)