- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 90 - ลูกหมาป่าตัวน้อย
บทที่ 90 - ลูกหมาป่าตัวน้อย
บทที่ 90 - ลูกหมาป่าตัวน้อย
บทที่ 90 - ลูกหมาป่าตัวน้อย
"พยัคฆ์เขี้ยวดาบงั้นเหรอ งั้นไปทำภารกิจเจ้าก่อนละกัน"
เย่เซวียนเอ่ยขึ้น
ตอนที่เขาเพิ่งเข้าสำนักเลี่ยอวิ๋น เขาเคยสู้กับพยัคฆ์เขี้ยวดาบมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นถือว่าสู้กันดุเดือดทีเดียว แต่ตอนนี้ ถ้าเจอพยัคฆ์เขี้ยวดาบอีกล่ะก็ หมัดเดียวก็จอดแล้วล่ะ
"อืม" กวนอวี่หลานพยักหน้ารับเบาๆ
พยัคฆ์เขี้ยวดาบเป็นสัตว์อสูรระดับแปด พวกเขาจึงต้องบุกเข้าไปลึกกว่านี้อีกหลายภูเขา
วันต่อมา พวกเขาก็มาถึงภูเขาลูกที่สิบสาม ระหว่างทาง เย่เซวียนได้เจอกับสัตว์อสูรหน้าตาแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหลายตัว
แน่นอนว่าสัตว์อสูรพวกนั้น ถูกเย่เซวียนสอยร่วงด้วยธนูจากระยะไกล แล้วเขาก็จัดการกลืนกินซากพวกมันจนเรียบ
ถึงกวนอวี่หลานจะอยู่ด้วย แต่เย่เซวียนก็เชื่อใจนาง เขาใช้แหวนมิติเป็นข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความจริง
กวนอวี่หลานเองก็ตกใจไม่น้อย เพราะแหวนมิตินั้นประเมินค่าไม่ได้ ในสำนักเลี่ยอวิ๋นไม่เคยมีใครมีมาก่อน นางเคยเห็นมันแค่ครั้งเดียวบนนิ้วของพ่อบุญธรรม
ศพสัตว์อสูรขายได้ราคาดี กวนอวี่หลานจึงไม่ได้สงสัยอะไรมาก
"โฮก..."
เพิ่งจะย่างกรายเข้าสู่ภูเขาลูกที่สิบสาม เย่เซวียนกับกวนอวี่หลานก็ได้ยินเสียงคำรามดังสนั่น เย่เซวียนจำได้แม่นว่านี่คือเสียงของพยัคฆ์เขี้ยวดาบ
"โชคดีแฮะ ไปทำภารกิจให้เสร็จก่อนดีกว่า"
เดินตามเสียงไปไม่นาน เย่เซวียนก็พบพยัคฆ์เขี้ยวดาบตัวหนึ่งกำลังฟาดฟันกับสัตว์อสูรอีกตัวอยู่
"นั่นมันสัตว์อสูรระดับแปด หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์นี่นา" เย่เซวียนจำสัตว์อสูรตัวนั้นได้
มันเป็นหมาป่ายักษ์ขนสีเงินเงางาม สัตว์อสูรระดับแปดเหมือนกับพยัคฆ์เขี้ยวดาบ แต่เมื่อโตเต็มวัย มันจะแข็งแกร่งกว่าพยัคฆ์เขี้ยวดาบมาก
เย่เซวียนและกวนอวี่หลานแอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ ปล่อยให้สัตว์อสูรสองตัวกัดกันเพื่อแย่งซากสัตว์อสูรไร้ชื่ออีกตัว
"มีพลังนี่มันดีจริงๆ นั่งดูเสือกัดกันสบายใจเฉิบ ถ้าเป็นพวกอ่อนแอ เจอฉากนี้คงเผ่นป่าราบไปแล้ว" เย่เซวียนแอบคิดในใจ
สัตว์อสูรทั้งสองตัวสังเกตเห็นเย่เซวียนกับกวนอวี่หลานแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่คิดจะเข้ามาสอด พวกมันก็ตั้งหน้าตั้งตากัดกันต่อไป
แต่สิ่งที่ทำให้เย่เซวียนแปลกใจคือ หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์ตัวนี้ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คิด แม้มันจะขย้ำพยัคฆ์เขี้ยวดาบจนตายได้ แต่มันก็บาดเจ็บสาหัสเอาการ
"กรร..."
หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์ส่งเสียงขู่ต่ำๆ ใส่เย่เซวียนและกวนอวี่หลาน ก่อนจะคาบซากสัตว์อสูรเคราะห์ร้ายเดินกะเผลกหนีไป
สำหรับเย่เซวียนแล้ว สัตว์อสูรไม่ใช่แค่ของมีค่า แต่เป็นเสบียงชั้นยอดให้เขากลืนกิน เขาไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้หลุดมือแน่
เขากำลังจะง้างธนูเล็งไปที่หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์ แต่จู่ๆ กวนอวี่หลานก็เอื้อมมือมาแตะแขนเขา เป็นเชิงห้ามไม่ให้ยิง
"มีอะไรเหรอ?" เย่เซวียนถามอย่างแปลกใจ
"หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์ตัวนั้น เหมือนมันกำลังท้องอยู่นะ" กวนอวี่หลานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอก
"หา?"
เย่เซวียนชะงัก ท้องงั้นเหรอ?
"มิน่าล่ะถึงได้อ่อนแอนัก ที่แท้ก็ท้องอยู่นี่เอง แต่ดูจากแผลมันแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก" เย่เซวียนมองตามหลังหมาป่าที่เดินกะเผลกทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางยาว
"แล้วเจ้าจะปล่อยมันไปงั้นเหรอ?" เย่เซวียนหันไปถามกวนอวี่หลาน
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่พวกเขาเจอกับสัตว์อสูรตั้งท้อง
ครั้งแรกคือตอนที่เจอหน้ามังกรมีเขาที่ภูเขาเฮยชุย
แต่ตอนนั้น เพื่อจัดการมังกรมีเขา พวกเขาจำใจต้องโจมตีไปที่ท้องของมัน
"ดูอาการมันก่อนเถอะ ต่อให้เราไม่ลงมือ มันจะคลอดลูกรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย" กวนอวี่หลานรู้สึกสงสารจับใจ
ตอนที่ถูกลู่ปู้ผิงหลอกไปฆ่ามังกรมีเขา นางก็รู้สึกผิดที่ต้องลงมือทำร้ายไข่มังกรไป พอกลับมา นางก็เก็บไปคิดมากอยู่ตั้งนาน
คราวนี้ นางไม่อยากเห็นเหตุการณ์แบบนั้นซ้ำสองอีกแล้ว
"ก็ได้ งั้นเราไปจัดการถอนเขี้ยวพยัคฆ์เขี้ยวดาบก่อนละกัน" เย่เซวียนพยักหน้ารับ
มีความเห็นอกเห็นใจก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถึงแม้บางครั้งอาจจะพาซวย แต่ก็ยังดีกว่าพวกเลือดเย็น ฆ่าคนไม่กะพริบตา
พวกเขาเดินเข้าไปหาซากพยัคฆ์เขี้ยวดาบ มันยังไม่ตายสนิท เย่เซวียนเลยแทงซ้ำไปอีกดาบให้พ้นทรมาน
จากนั้น เขาก็ใช้กำปั้นซัดเขี้ยวทั้งสองข้างจนหักกระเด็น แล้วจัดการกลืนกินซากพยัคฆ์เขี้ยวดาบจนเกลี้ยง
"จะตามไปดูไหม?" เย่เซวียนหันไปถามกวนอวี่หลาน
กวนอวี่หลานลังเลอยู่อึดใจ ก่อนจะพยักหน้า
ทั้งคู่เดินตามรอยเลือดไปจนถึงถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าไป เพราะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างใน
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย หมาป่าสีเงินจ้องจันทร์พอกลับถึงรังปุ๊บก็เจ็บท้องคลอดปั๊บ
ด้วยบาดแผลฉกรรจ์ มันส่งเสียงร้องครวญครางอยู่นานถึงห้านาที กว่าเสียงนั้นจะเงียบลง
เย่เซวียนสบตากับกวนอวี่หลาน ก่อนจะพากันเดินเข้าไปในถ้ำ
ถ้ำนั้นไม่ใหญ่มาก เดินเลี้ยวไปสองโค้งก็เจอหมาป่าสีเงินจ้องจันทร์แล้ว
แต่ทว่า หมาป่าตัวนั้นนอนนิ่งสนิท ไร้ลมหายใจไปเสียแล้ว ข้างๆ ร่างของมัน มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นอนอยู่สองตัว
เห็นดังนั้น เย่เซวียนก็ขมวดคิ้ว "เป็นอย่างที่คิด คลอดได้แค่ครึ่งเดียวก็ขาดใจตายซะแล้ว"
เขาพูดพลางเดินเข้าไปใกล้ พอมองดูชัดๆ ก็เห็นลูกหมาป่าสองตัวนอนนิ่งอยู่บนพื้น ส่วนตัวที่สามยังคาอยู่ที่ท้องแม่หมาป่า ดูเหมือนแม่หมาป่าจะสิ้นใจก่อนที่ลูกตัวที่สามจะคลอดออกมา
เย่เซวียนส่ายหน้าอย่างปลงตก
ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ การล้มตายเป็นเรื่องปกติ ทั้งคนและสัตว์อสูรก็มีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด
ในวิชาชีววิทยาตอนชาติก่อน เย่เซวียนเคยเรียนคำว่า 'กฎของธรรมชาติ' เขาจึงไม่ได้รู้สึกอินอะไรมากนัก
ถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างมืด เย่เซวียนกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบของมีค่าอะไรเลย พอเขาหันกลับมา ก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น
กวนอวี่หลานใช้เศษผ้าห่อร่างลูกหมาป่าตัวหนึ่งเอาไว้ แล้วอุ้มมันไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นเด็กทารก
"อวี่หลาน เจ้าทำอะไรน่ะ?"
เย่เซวียนตกใจ กวนอวี่หลานคิดจะทำอะไร ทำไมถึงอุ้มซากลูกหมาป่าขึ้นมาล่ะ?
ไม่สิ!
จู่ๆ แววตาของเย่เซวียนก็เปลี่ยนไป เขาสัมผัสได้ว่าลูกหมาป่าตัวนั้นยังมีลมหายใจอยู่
"ยังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย..." เย่เซวียนพึมพำพลางชะโงกหน้าเข้าไปดู
ลูกหมาป่าตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกตายังไม่ทันเปิด แม้จะมีลมหายใจ แต่มันก็รวยรินเต็มที เหมือนพร้อมจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อ
กวนอวี่หลานกอดลูกหมาป่าไว้แน่น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เย่เซวียนสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์จากแววตาของนาง
"ลูกหมาป่าตัวนี้อ่อนแอมาก คงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ข้ามียาของพวกสัตว์อสูรอยู่พอดี อาจจะช่วยชีวิตมันได้นะ"
เย่เซวียนเห็นกวนอวี่หลานมีท่าทีแบบนั้น จึงเอ่ยขึ้นมา
พอได้ยินแบบนั้น กวนอวี่หลานก็เงยหน้าขึ้นมามองเย่เซวียนด้วยความหวัง แต่ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก เย่เซวียนก็พูดดักขึ้นมาก่อน "สัตว์อสูรน่ะเลี้ยงให้เชื่องยากนะ ต่อให้ชุบเลี้ยงมันมาตั้งแต่เกิด มันก็อาจจะไม่ยอมรับเจ้าเป็นนายก็ได้"
ในชาติก่อน เย่เซวียนเคยดูหนังเกี่ยวกับสัตว์โลกอย่างเรื่อง 'Life of Pi'
เสือโคร่งที่อยู่บนเรือลำเดียวกัน พอขึ้นฝั่งได้ มันก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดีเลยไม่ใช่หรือไง?
(จบแล้ว)