- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 76 - ผู้อาวุโสลู่
บทที่ 76 - ผู้อาวุโสลู่
บทที่ 76 - ผู้อาวุโสลู่
บทที่ 76 - ผู้อาวุโสลู่
การเดินทางไปภูเขาเฮยชุยครั้งนี้ ถึงแม้จะต้องเสี่ยงตาย แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่ามหาศาล
เริ่มจากกวนอวี่หลานที่ได้ประโยชน์จากความโชคร้าย ทะลวงกำแพงคอขวดเลื่อนระดับเป็นวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดได้สำเร็จ
แต่คนที่ได้กำไรมากที่สุดก็คือเย่เซวียน การกลืนกินมีดสั้นระดับสมบัติวิญญาณขั้นต่ำ ช่วยให้เขาทะลวงเข้าสู่วิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายได้ทันที แถมยังได้แต้มกลืนกินมาอีกกว่าสี่ร้อยแต้ม
ตอนนี้เขามีแต้มกลืนกินเหลืออยู่ห้าร้อยแต้มพอดี
"โอย หน้าเลือดชะมัด สายเลือดระดับกลางที่ถูกที่สุดยังตั้งพันแต้ม เท่ากับเงินห้าร้อยล้านตำลึง หรือทองคำห้าล้านตำลึงเลยนะเนี่ย"
ในห้องพัก เย่เซวียนนั่งใจสลาย สายเลือดระดับกลางที่ถูกที่สุดคือสายเลือดเสือดาวล่าลมขั้นที่สอง ซึ่งมีราคาถึงหนึ่งพันแต้มกลืนกิน
ดูท่าในระยะเวลาสั้นๆ นี้ เขาคงยังอัปเกรดไม่ได้แน่ๆ
แต่โดยรวมแล้วเขาก็พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ เพราะตอนนี้เขาเข้าใกล้จุดทะลวงระดับอีกครั้งแล้ว การได้กลืนกินสมบัติวิญญาณมันส่งผลดีเกินคาดจริงๆ
"ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์กลับมาหรือยัง เอาเรื่องนี้ไปเซอไพรส์ดีกว่า เผื่อท่านอารมณ์ดีจะตกรางวัลให้ข้าสักร้อยล้านตำลึง" เย่เซวียนแอบหัวเราะในใจ
จงหยาง ศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งสำนักเลี่ยอวิ๋น อายุสิบแปดปีถึงจะบรรลุระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนกลาง แต่เย่เซวียนอายุแค่สิบห้า กลับบรรลุถึงขั้นที่แปดตอนปลายแล้ว อีกไม่นานก็คงทะลวงเข้าสู่ขั้นที่เก้าได้แน่
ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป สำนักเลี่ยอวิ๋นคงได้หน้าบานไปอีกนาน!
เย่เซวียนเดินออกจากห้องพัก ตรงดิ่งไปยังบ้านพักของโจวชาง แต่ยังไม่ทันจะก้าวข้ามธรณีประตู เสียงแหบพร่าของโจวชางก็ดังขึ้นจากด้านใน
"เข้ามาสิ"
เย่เซวียนสะดุ้งโหยงในใจ สมกับที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักเลี่ยอวิ๋นในตอนนี้ หูไวเป็นบ้า เขาเดินเข้าไปก็เห็นโจวชางกำลังนั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่ที่ลานบ้าน
"เย่เซวียน ได้ยินว่าเจ้าไปทำภารกิจมาพร้อมกับพวกลู่ปู้ผิง เป็นยังไงบ้าง?"
โจวชางมองเย่เซวียนพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
"ราบรื่นดีขอรับ แถมลูกศิษย์ยังโชคดีได้โอสถลึกลับมาเม็ดหนึ่ง พอกินเข้าไปตอนนี้ก็ทะลวงถึงระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายแล้วขอรับ!"
เย่เซวียนประสานมือตอบอย่างนอบน้อม
อะไรนะ?
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเย่เซวียน โจวชางก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง "วิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายงั้นรึ?"
"ขอรับ ลูกศิษย์ทะลวงผ่านแล้ว" เย่เซวียนพยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ คลายพลังปราณที่กดทับไว้ออกมา
โจวชางสัมผัสได้ถึงพลังนั้นทันที เป็นระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายจริงๆ แถมพลังปราณยังหนาแน่นมาก ดูเหมือนใกล้จะทะลวงถึงขั้นที่เก้าเต็มทีแล้ว
"อัจฉริยะ อัจฉริยะของแท้! เวลาเพียงไม่กี่วัน เจ้ากลับทะลวงถึงระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายได้ พรสวรรค์ของเจ้าทิ้งห่างจงหยางไปไกลลิบ สวรรค์เข้าข้างข้าจริงๆ!" โจวชางมีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
"สวรรค์เข้าข้างข้า? ใช้คำแปลกๆ แฮะ" เย่เซวียนแอบสงสัย แต่เมื่อคิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของโจวชาง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
"ฮ่าๆๆ ตอนนี้ เจ้าคือศิษย์เอกอันดับหนึ่งของสำนักเลี่ยอวิ๋นแล้ว! อีกครึ่งเดือนจะมีการประลองระหว่างสำนักเลี่ยอวิ๋นกับสำนักเลี่ยเทียน ถึงตอนนั้น เจ้าต้องกู้หน้าให้สำนักเราให้ได้ ถ้าเจ้าชนะ อาจารย์จะตกรางวัลให้สามหมื่นแต้ม!"
โจวชางรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที คำว่า 'สวรรค์เข้าข้าง' ที่เขาพูดถึง ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้หรอกนะ
สามหมื่นแต้ม!
เย่เซวียนตาโตเป็นไข่ห่าน แต้มเยอะขนาดนี้ไม่ใช่เล่นๆ เลย จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามว่า "ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่จงหยาง อันดับหนึ่งของศิษย์สายในยังไม่กลับมาเลย ศิษย์ยังไม่ได้ประลองกับเขาเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเลยนะขอรับ"
"อ้อ จริงสิ ไม่รู้ว่าจงหยางจะกลับมาเมื่อไหร่นะ" โจวชางพยักหน้าคล้อยตาม แต่ในใจกลับเยาะเย้ย 'จงหยางไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว!'
สำหรับตำแหน่งศิษย์เอกอันดับหนึ่ง เย่เซวียนไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก เขาแค่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์สำนักเลี่ยอวิ๋นก็พอ
"จริงสิขอรับ ท่านอาจารย์ การประลองสองสำนักคืออะไรหรือ?" เย่เซวียนถามด้วยความสงสัย เขานึกขึ้นได้ว่า จางเซียง นายน้อยเมืองว่านจิน เคยพูดอาฆาตไว้ว่าจะมาแก้แค้นในการประลองนี้
โจวชางอธิบายว่า "การประลองสองสำนัก ก็คือการคัดเลือกศิษย์จากสำนักเลี่ยอวิ๋นและสำนักเลี่ยเทียนมาประลองฝีมือกัน จัดขึ้นทุกๆ สองปี แน่นอนว่าต้องมีของเดิมพันด้วย ฝ่ายชนะจะได้ของเดิมพันจากอีกฝ่ายไป แต่ที่ผ่านมา... สำนักเราแพ้รวดมาห้าครั้งติดแล้วล่ะ"
"ของเดิมพันงั้นหรือ?" พอได้ยินคำนี้ ตาเย่เซวียนก็ลุกวาวขึ้นมาอีกรอบ ตอนนี้เขากำลังร้อนเงินสุดๆ
"สำนักเลี่ยเทียนแข็งแกร่งกว่าสำนักเรามาก ศิษย์หัวกะทิของพวกเขาก็เยอะกว่า ได้ข่าวว่ามีคนนึงอายุแค่สิบแปดก็บรรลุระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้ทะลวงถึงขั้นที่เก้าหรือยัง" โจวชางถอนหายใจ
"วิถีการต่อสู้ขั้นที่แปดตอนปลายเหรอ? กระจอกน่า ข้าจัดการได้ในสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ" เย่เซวียนคิดในใจอย่างหยิ่งผยอง ตอนนี้เขาแข็งแกร่งมาก เขามั่นใจว่าในระดับเดียวกัน ไม่มีใครสู้เขาได้แน่
"เย่เซวียน การประลองครั้งนี้ เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ" โจวชางมองเย่เซวียนด้วยแววตาพึงพอใจ ทว่าลึกๆ แล้วกลับมีประกายบางอย่างแอบแฝงอยู่
"ขอรับท่านอาจารย์!" เย่เซวียนรับคำหนักแน่น ก่อนจะทำท่าอึกอัก "เอ่อ... ท่านอาจารย์ ตอนนี้ศิษย์กำลังจะถึงคอขวดแล้ว ท่านพอจะ..."
"ฮ่าๆๆ ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า แต่เจ้าเพิ่งจะทะลวงระดับมา รีบกลับไปปรับพื้นฐานให้มั่นคงก่อนเถอะ การเร่งรีบเกินไปมีแต่จะส่งผลเสีย อย่าให้การประลองมาทำให้รากฐานการฝึกฝนของเจ้าเสียไปล่ะ" โจวชางลูบเคราหัวเราะร่วน
"เวรเอ๊ย ดูท่าจะไม่ได้ของฟรีซะแล้ว" เย่เซวียนหงุดหงิดอยู่ในใจ เขาลังเลว่าจะบอกความลับเรื่องระบบให้โจวชางรู้ดีไหม ถ้าบอกไป โจวชางต้องทุ่มเทสนับสนุนเขาสุดกำลังเพื่อเอาชนะสำนักเลี่ยเทียนแน่ๆ
แต่คิดไปคิดมา เย่เซวียนก็ตัดสินใจเงียบไว้ เขาเพิ่งเจอกับโจวชางแค่สองครั้ง ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์อาจารย์กันก็เถอะ
"ถ้าอย่างนั้น ศิษย์ขอตัวก่อนนะขอรับ" เย่เซวียนประสานมือคารวะ แล้วเดินจากไป
ทว่า หลังจากที่เย่เซวียนคล้อยหลังไป โจวชางก็มองตามไปที่ประตู พลางพึมพำกับตัวเอง "ไม่นึกเลยว่าไอ้เด็กนี่จะพรสวรรค์สูงกว่าจงหยางซะอีก จึ๊ๆๆ... จงหยาง อย่าโทษว่าข้าโหดเหี้ยมเลย จะโทษก็ต้องโทษเย่เซวียน ที่โผล่มาทำให้เจ้าหมดความหมายไปเลย"
พูดจบ เขาก็แสยะยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว
...
ตามหลักแล้ว โจวชางคืออาจารย์ของเขา หากบอกความลับเรื่องระบบให้รู้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่เย่เซวียนรู้สึกว่าไม่บอกจะดีกว่า ทุกครั้งที่เขาเผชิญหน้ากับโจวชาง เขาจะรู้สึกหวั่นใจลึกๆ อาจจะเป็นเพราะโจวชางแข็งแกร่งเกินไปก็เป็นได้
หลังจากออกมาจากบ้านพักของโจวชาง เย่เซวียนก็เตรียมตัวจะออกไปเดินเล่นนอกป่าไผ่
ทว่า เขากลับเห็นร่างของใครบางคนกำลังเดินสวนมา
"เอ๊ะ นั่นมันผู้อาวุโสนี่นา?" เย่เซวียนแปลกใจ รีบเดินเข้าไปทักทาย
ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปาก ผู้อาวุโสท่านนั้นก็ชิงถามขึ้นก่อน "เจ้าคือเย่เซวียนใช่หรือไม่?"
"ใช่ขอรับ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีธุระอันใดหรือขอรับ?" เย่เซวียนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ข้าคือลู่ฉือ ข้าได้ข่าวว่าเมื่อหลายวันก่อน เจ้าร่วมเดินทางไปทำภารกิจกับลู่ปู้ผิง แต่ทำไมวันนี้ถึงมีแค่เจ้ากับกวนอวี่หลานกลับมาล่ะ?" ลู่ฉือเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาพอจะรู้เรื่องของเย่เซวียนมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่เย่เซวียนซัดหลานชายเขาจนน่วม
(จบแล้ว)