- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 28 - คำโป้ปด
บทที่ 28 - คำโป้ปด
บทที่ 28 - คำโป้ปด
บทที่ 28 - คำโป้ปด
ค่ำคืนนี้ ทั่วทั้งตระกูลเย่ต่างก็ต้องตื่นตระหนกตกใจไปตามๆ กัน โดยเฉพาะเย่จางและเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูล ต่างก็ตกตะลึงจนแทบจะกลืนไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
เย่เซวียนสามารถสังหารเฉินเฉียงแห่งตระกูลเฉินได้สำเร็จ! ชายผู้นั้นเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่หกตอนกลางเชียวนะ!
และเย่เซวียน ผู้ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น... นี่เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่าเนี่ย?
หลังจากที่เย่จางและคนอื่นๆ ได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาก็รีบสั่งการให้คนไปจัดการสังหารผู้คุ้มกันตระกูลเฉินที่รออยู่ในป่าเล็กๆ แห่งนั้น พร้อมกับฝังศพของเฉินเฉียงอย่างมิดชิดราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้นเลย
...
หลังจากพักฟื้นมาตลอดทั้งคืน อาการบาดเจ็บภายในของเย่เซวียนก็ทุเลาลงบ้างแล้ว เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบเงาร่างอันงดงามสองสายกำลังฟุบหลับอยู่ข้างเตียงของตน... เซวียชิงชิงและหลิ่วเอ๋อร์นั่นเอง
"อูยยย ปวดชะมัดเลย" เย่เซวียนลุกขึ้นนั่ง พิงพนักเตียง พลางขมวดคิ้วแน่น
แม้ว่ายาและโอสถต่างๆ ที่เขาได้กินเข้าไปเมื่อวานนี้ จะถือว่าเป็นของชั้นดีที่สุดเท่าที่ตระกูลเย่จะหามาได้แล้วก็ตาม แต่มันก็คงเทียบไม่ได้กับน้ำค้างร้อยบุปผาเป็นแน่ เขาคาดว่าคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะหนึ่งถึงจะหายดี
"เย่เซวียน เจ้าตื่นแล้วเหรอ" จู่ๆ เซวียชิงชิงก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของนางมีรอยหมองคล้ำเล็กน้อย เนื่องจากนางเป็นห่วงเย่เซวียนมากจนนอนไม่หลับมาทั้งคืน
เสียงพูดของเซวียชิงชิงปลุกให้หลิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาด้วย นางไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ จึงไม่อาจอดหลับอดนอนได้เหมือนกับเซวียชิงชิง
"ฮือๆ นายน้อยตื่นแล้ว หลิ่วเอ๋อร์ตกใจแทบแย่เลยเจ้าค่ะ" ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา หลิ่วเอ๋อร์ก็โผเข้ากอดเย่เซวียนร้องไห้โฮทันที
"อูยย หลิ่วเอ๋อร์ เจ้ากอดโดนแผลข้านะ..." เส้นเลือดบนขมับของเย่เซวียนปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความเจ็บปวด
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วเอ๋อร์ก็รีบผละออกไปทันที
เย่เซวียนลูบผมของนางเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นมาว่า "นายน้อยไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า ขนาดนายท่านรองตระกูลเฉินที่มีระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่หกตอนกลาง ข้าก็ยังจัดการมันมาแล้วเลย เอาล่ะ เจ้ารีบไปตามท่านลุงมาพบข้าเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย"
"เจ้าค่ะ หลิ่วเอ๋อร์จะไปเดี๋ยวนี้" หลิ่วเอ๋อร์รีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย
หลังจากที่นางเดินออกไป เซวียชิงชิงก็พิจารณาเย่เซวียนอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ร่างกายของเจ้าไม่เป็นไรแน่ใช่ไหม?"
"ก็ยังไหวอยู่ คงไม่ตายหรอก แต่ถ้าฟื้นตัวตามปกติ คงต้องนอนซมเป็นผักต้มไปอีกสิบวันครึ่งเดือนแน่ๆ" เย่เซวียนถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย การจะให้เขานอนติดเตียงนานขนาดนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เขาจึงจำเป็นต้องหาแต้มกลืนกินมาแลกน้ำค้างร้อยบุปผาให้จงได้
"โชคดีนะที่เมื่อวานเจ้าไปช่วยข้าไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นข้าก็คงจะ..." เซวียชิงชิงหน้าแดงระเรื่อ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นางก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
"ฮ่าๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าก็คงโดนไอ้เฒ่าตัณหากลับสองคนนั้นปู้ยี่ปู้ยำไปแล้วล่ะสิ" เย่เซวียนยิ้มแฉ่ง
เพียะ!
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เซวียชิงชิงก็ฟาดมือลงบนต้นขาของเขาอย่างแรง พร้อมกับเอ็ดขึ้นมาว่า "ปู้ยี่ปู้ยำบ้าอะไรของเจ้า! ถ้าเจ้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะฟาดเจ้าให้ตายเลย แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุด้วยซ้ำ อย่าหวังเลยว่าข้าจะยอมพลีกายให้เจ้าน่ะ"
เย่เซวียนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พลางเอ่ยอย่างจนใจว่า "ใครจะไปอยากให้เจ้าพลีกายให้ล่ะ สาวงามเดินตามท้องถนนออกจะเยอะแยะไป"
"อะไรนะ? เจ้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับผู้หญิงพวกนั้นเหรอ?" เซวียชิงชิงถลึงตาใส่ พร้อมกับฟาดมือลงบนต้นขาของเขาอีกครั้ง
"โอเคๆ ผู้หญิงพวกนั้นเทียบกับเจ้าไม่ได้หรอก" เย่เซวียนรีบยอมรับผิด พลางคิดในใจว่า 'แน่นอนล่ะ ผู้หญิงพวกนั้นไม่มีทางป่าเถื่อนโหดร้ายได้เท่าเจ้าหรอก!'
ในความทรงจำของเขา เซวียชิงชิงในวัยเด็กคือเทพธิดาตัวน้อยๆ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี นางจะกลายเป็นหญิงสาวจอมโหดไปเสียแล้ว โลกเรานี่ช่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วจริงๆ
ไม่นานนัก เย่จางและผู้อาวุโสทั้งสี่ก็มาถึง
เมื่อพวกเขาเห็นว่าเย่เซวียนฟื้นแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความยินดีปรีดา ยิ่งกว่าตอนที่เย่เซวียนกลับมาที่ตระกูลเย่เสียอีก
การไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของพวกเขา ทำให้เย่เซวียนรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขาจึงตัดสินใจเอ่ยเข้าประเด็นทันทีว่า "ท่านลุง ศพของเฉินเฉียงกับศพที่คฤหาสน์ทางทิศตะวันตก จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?"
"ข้าส่งคนไปจัดการเรียบร้อยแล้ว ตระกูลเฉินจะไม่มีทางหาเบาะแสใดๆ พบอย่างแน่นอน ว่าแต่เจ้าเถอะ เจ้ารอดเงื้อมมือของเฉินเฉียงมาได้อย่างไร?" เย่จางเอ่ยถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจพวกเขามาตลอดทั้งคืน
"ข้าลอบโจมตีเขาทีเผลอ ประกอบกับได้กินโอสถระเบิดปราณที่บังเอิญได้มาจากเทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อม ทำให้ระดับพลังของข้าพุ่งสูงขึ้นถึงวิถีการต่อสู้ขั้นที่หกตอนกลางชั่วคราว ข้าจึงสามารถสังหารเขาได้สำเร็จ" เย่เซวียนแต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
"อะไรนะ? โอสถระเบิดปราณงั้นเหรอ?" เย่จางอุทานออกมาด้วยความตกใจ ทว่าเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่โอสถระเบิดปราณ เขาจึงรีบเอ่ยถามต่อว่า "โอสถระเบิดปราณสามารถช่วยเพิ่มระดับพลังของผู้ฝึกยุทธ์ได้เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น เป็นของล้ำค่าอย่างยิ่ง ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ก่อนที่เจ้าจะกินโอสถระเบิดปราณเข้าไป เจ้าย่อมมีระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่หกอยู่แล้วใช่ไหม?"
"ถูกต้องครับ!" เย่เซวียนยอมรับตามความจริงโดยไม่ปิดบังใดๆ อีกต่อไป
ตูมมม!
เมื่อได้รับการยืนยันจากเย่เซวียน ทุกคนในห้อง รวมถึงเซวียชิงชิง ต่างก็ตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามๆ กัน
เด็กหนุ่มอายุ 15 ปี ที่มีระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่หก! นี่มันอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะชัดๆ หากนำไปเปรียบเทียบกับศิษย์ของสำนักเลี่ยอวิ๋น เขาย่อมได้รับการทุ่มเททรัพยากรอย่างเต็มที่ หรืออาจจะถึงขั้นได้รับการถ่ายทอดวิชาจากยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว
"ฮ่าๆๆๆ สวรรค์เข้าข้างตระกูลเย่ของข้าแล้ว! ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ในอนาคตเจ้าย่อมก้าวขึ้นสู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่แปด วิถีการต่อสู้ขั้นที่เก้า หรือแม้กระทั่งวิถีการต่อสู้ขั้นที่สิบได้อย่างแน่นอน และบางที เจ้าอาจจะมีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแท้จริงด้วยซ้ำไป!" เย่จางเอ่ยขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะพูดจาไม่รู้เรื่อง
ขอบเขตวิญญาณแท้จริง คือระดับพลังที่เหนือล้ำกว่าวิถีการต่อสู้ขั้นที่สิบ ว่ากันว่าประมุขของสำนักเลี่ยอวิ๋น ก็เป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตวิญญาณแท้จริงเช่นกัน
เย่จางและเหล่าผู้อาวุโสต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้นไปตามๆ กัน พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกันอย่างออกรสชาติอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า "เย่เซวียน หากเจ้ายิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ โอกาสที่เจ้าจะได้รับการยอมรับจากสำนักเลี่ยอวิ๋นก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หากเจ้าต้องการสิ่งใด ก็จงบอกข้ามาได้เลย"
"โอ้! ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะครับ!"
ดวงตาของเย่เซวียนทอประกายวาววับ สิ่งที่เขาขาดแคลนที่สุดในตอนนี้คืออะไรน่ะหรือ?
แน่นอนว่าต้องเป็นเงินสิ!
เงินก้อนโตไงล่ะ!
"ตอนที่ข้าเดินทางไปฝึกฝนที่เทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อม ข้าบังเอิญได้รับมรดกสืบทอดจากผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เขาบอกว่าร่างกายของข้ามีความพิเศษอย่างยิ่ง สามารถกลืนกินของวิเศษต่างๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นพลังปราณได้ ดังนั้น หากท่านลุงมีของดีอะไร ก็เอามาให้ข้าเถอะครับ!" เย่เซวียนปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงพวกเขาสดๆ ร้อนๆ
"อะไรนะ?"
เย่จางและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงตาค้าง นี่มันร่างกายประเภทไหนกันเนี่ย?
"เย่เซวียน เจ้าไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม? สามารถกลืนกินของวิเศษทุกชนิด เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นพลังปราณได้อย่างนั้นเหรอ?" เย่จางเอ่ยถามด้วยความไม่อยากเชื่อหูตนเอง
"แล้วท่านลุงคิดว่าด้วยเวลาเพียงสั้นๆ จากคนที่ถูกมองว่าเป็นเศษสวะ ข้าจะสามารถก้าวขึ้นมาสู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่หกตอนต้นได้อย่างนั้นเหรอครับ?" เย่เซวียนย้อนถาม
เป็นความจริงที่ว่าความเร็วในการฝึกฝนของเย่เซวียนนั้นรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ในสำนักเลี่ยอวิ๋นก็ยังไม่เคยปรากฏอัจฉริยะที่มีพัฒนาการก้าวกระโดดได้ถึงเพียงนี้
"แล้ว... เจ้าต้องการของวิเศษมูลค่าเท่าไหร่?" ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยถามด้วยความลังเลใจ
"กะคร่าวๆ ก็น่าจะสัก 10 ล้านตำลึงเงินครับ แน่นอนว่าถ้าเป็นพวกอาวุธยุทโธปกรณ์ข้าก็ไม่เกี่ยง ร่างกายของข้าสามารถกลืนกินได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งซากศพของสัตว์อสูรก็ยังกลืนกินได้" เย่เซวียนตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังความจริงอีกต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มระดับพลังของตนเองให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด เผื่อว่าตระกูลเย่กับตระกูลเฉินจะต้องทำสงครามกันขึ้นมาจริงๆ เขาจะได้เป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ได้
"ของวิเศษมูลค่า 10 ล้านตำลึงเงิน จะ... จะช่วยให้เจ้าทะลวงระดับพลังได้เพียงครั้งเดียวอย่างนั้นเหรอ?" เย่จางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
"ใช่ครับ เนื่องจากร่างกายของข้ามีความพิเศษ จึงทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการฝึกฝนตามปกติหลายเท่าตัว แต่ท่านลุงก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ผู้อาวุโสท่านนั้นได้ถ่ายทอดวิชายุทธ์ไว้ให้ข้าด้วย เมื่อระดับพลังของข้าเพิ่มสูงขึ้น ข้าก็จะสามารถระลึกถึงวิชายุทธ์เหล่านั้นได้ และข้าก็จะนำมันมามอบให้เป็นสมบัติของตระกูลเราครับ ก้าวพริบตา เพลงกระบี่วายุคลั่ง และวิชายิงธนูล่าลม ที่ข้าใช้สังหารเฉินซง ก็ได้มาจากผู้อาวุโสท่านนั้นเช่นกัน" เย่เซวียนอธิบายอย่างไหลลื่น
(จบแล้ว)