เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - กลับเมือง

บทที่ 18 - กลับเมือง

บทที่ 18 - กลับเมือง


บทที่ 18 - กลับเมือง

หลังจากเฉินเฟิงสิ้นใจ เย่เซวียนก็ค่อยๆ หันกลับมามองเซวียชิงชิงที่กำลังยืนตะลึงงัน เอ่ยถามว่า "ข้าสู้กับเขากี่กระบวนท่า?"

เมื่อได้ยินคำถาม เซวียชิงชิงถึงเพิ่งได้สติ ส่ายหน้าอย่างอึ้งๆ ตอบว่า "มะ... ไม่ ข้าไม่ได้นับ..."

นางตกตะลึงในความแข็งแกร่งของเย่เซวียนเข้าให้แล้ว เพราะในความทรงจำของนาง ระดับพลังของเย่เซวียนควรจะต่ำกว่านางด้วยซ้ำ

ทว่า เฉินเฟิงที่อยู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าตอนต้น กลับถูกเย่เซวียนสังหารภายในไม่กี่กระบวนท่า

เย่เซวียนไม่ได้ถามต่อ เขาเดินไปนั่งยองๆ ข้างศพเฉินเฟิง ล้วงขวดยาออกมาหลายขวด ก่อนจะเก็บกระบี่ของอีกฝ่าย แล้วเดินกลับมา

"จะ... เจ้าคือเย่เซวียนจริงๆ เรอะ?" เซวียชิงชิงถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

"เหลวไหลน่ะสิ ตอนเด็กๆ เจ้ายังเคยบอกว่าจะแต่งงานกับข้าอยู่เลย ลืมไปแล้วเรอะ?" เย่เซวียนกลอกตาบน

เซวียชิงชิงฟังแล้วก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที แหวใส่ว่า "พูดบ้าอะไรของเจ้า ตอนเด็กข้ายังไม่ประสีประสา ก็เลยพูดส่งเดชไปงั้นแหละ"

ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า นี่คือเย่เซวียนคนที่เธอรู้จักจริงๆ

"งั้นเจ้าจะถามทำไม" เย่เซวียนเอ่ยอย่างจนปัญญา

"แต่ว่า ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเดือนก่อนเจ้าเพิ่งจะทะลวงถึงระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนต้นเองนี่นา" เซวียชิงชิงยังคงแคลงใจ

"เลิกถามได้แล้ว เอาเป็นว่าข้าเก่งกว่าเจ้าก็แล้วกัน" เย่เซวียนกล่าว จู่ๆ ก็เบนสายตาไปที่เซวียชิงชิง หัวเราะหึๆ "ถึงพวกเราจะรู้จักกัน แต่ยังไงข้าก็เป็นคนช่วยชีวิตเจ้านะ เจ้าจะไม่ตบรางวัลให้ข้าหน่อยเรอะ?"

"เจ้าคิดจะทำอะไร?" เซวียชิงชิงสัมผัสได้ถึงสายตาไม่ประสงค์ดี แม้จะรู้จักกับเย่เซวียน แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

"ไม่ได้จะทำอะไรหรอก ช่วยเหลือกันก็ต้องมีสิ่งตอบแทนสิ มาๆ แบ่งโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีนั่นให้ข้าครึ่งนึง" เย่เซวียนไม่อ้อมค้อม ทวงของรางวัลซึ่งหน้าเลย

ตอนนั้นเองเซวียชิงชิงถึงรู้ตัวว่าตัวเองเข้าใจผิด เมื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก นางก็เปิดห่อสัมภาระของเฉินเฟิง แล้วโยนห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งไปให้

"ถ้าไม่ได้เจ้า ข้าคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเขาแน่ โสมโลหิตอายุห้าร้อยปีต้นนี้ยกให้เจ้าหมดเลยก็แล้วกัน" เซวียชิงชิงเอ่ยอย่างใจป้ำ

"เอ่อ..." เย่เซวียนรับห่อผ้ามา เปิดดูก็พบโสมสีแดงสดนอนนิ่งอยู่ข้างใน

โสมโลหิตดูอายุจากสี โสมโลหิตต้นนี้สีเข้มมาก อายุต้องเกินห้าร้อยปีแน่นอน

"เจ้าแน่ใจนะว่าจะยกให้ข้าหมดเลย?" เย่เซวียนถามอย่างแปลกใจ โสมโลหิตอายุห้าร้อยปีต้นนี้มีมูลค่านับล้านตำลึงเงิน สามารถนำไปซื้อวิชายุทธ์ระดับห้าได้เลยนะ

"เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อข้าทำงานอะไร? แค่เงินล้านตำลึง คุณหนูอย่างข้าไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก" เซวียชิงชิงสวนกลับ

เมื่อนางเตือนความจำ เย่เซวียนก็นึกขึ้นได้

เซวียไห่ พ่อของเซวียชิงชิงเป็นพ่อค้าชื่อดัง กิจการของเขาเกรงว่าจะใหญ่โตกว้างขวางกว่าตระกูลเย่เสียอีก แถมเซวียไห่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยลำแข้งของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเย่อย่างสิ้นเชิง

เงินแค่ล้านตำลึง เขาคงไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ นั่นแหละ

มิน่าล่ะ เซวียชิงชิงอายุแค่สิบสี่ ก็บรรลุวิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนกลางแล้ว โตมากับการกินของดีๆ การฝึกฝนจะไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

"ฮ่าๆ ถ้างั้นข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ" เย่เซวียนไม่อิดออด เก็บมันเข้ากระเป๋าทันที

นี่มันเทียบเท่ากับโอสถรวมปราณมูลค่าล้านตำลึงเงินเลยเชียวนะ หากเขากลืนโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีต้นนี้เข้าไป อาจจะทะลวงถึงระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าตอนปลายได้โดยตรงเลยก็ได้

ทว่าพูดก็พูดเถอะ การที่แก้วตาดวงใจตระกูลเซวียมาโผล่ในเทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อมแบบนี้ มันดูผิดปกติไปหน่อย

ขณะนั้น เย่เซวียนจึงเอ่ยถาม "จริงสิ เจ้ามาทำอะไรที่นี่เนี่ย?"

"ข้าเรอะ..."

เซวียชิงชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ข้าอยากจะไปสำนักเลี่ยอวิ๋นน่ะ แต่พ่อไม่ยอม ข้าก็เลยหนีออกจากบ้าน แล้วข้าก็วิ่งตามหมาป่าวายุคลั่งที่มีจี้ห้อยคอมาจนถึงเทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อนี่แหละ"

"หมาป่าวายุคลั่งที่มีจี้ห้อยคอ?" เย่เซวียนงุนงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

"อืม เหมือนจะมีคนเอาไปห้อยไว้ให้มันน่ะ เจ้ารู้ไหมว่าจี้ห้อยคอนั่นคืออะไร?" เซวียชิงชิงถามกลับ

"อะไรล่ะ?" เย่เซวียนถามอย่างแปลกใจ พลางคิดในใจ หรือว่าจะเป็นเพชร?

แต่เพชรในโลกนี้ดูเหมือนจะไม่มีค่านี่นา

"มันคือผลึกศิลา ผลึกศิลามูลค่าล้านตำลึงเงิน!" เซวียชิงชิงตอบ

"ผลึกศิลา?"

เมื่อได้ยินชื่อนี้ เย่เซวียนก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ

ผลึกศิลาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง ว่ากันว่าในตระกูลเย่ก็มีผลึกศิลาระดับต่ำมูลค่าล้านตำลึงเงินอยู่ก้อนหนึ่ง

"ใช่ ผลึกศิลา ตอนนั้นข้าก็คิดอยู่ว่า ใครมันจะรวยขนาดเอาผลึกศิลาไปห้อยคอสัตว์อสูร ข้าก็เลยตามเข้ามา แต่ดันตามพลาดซะได้" เซวียชิงชิงพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย

ต่อให้เป็นแค่ผลึกศิลาระดับต่ำ ก็มีมูลค่าถึงล้านตำลึงเงิน เทียบเท่ากับโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีของเย่เซวียนเลยทีเดียว

"คิดมากไปแล้วมั้ง ของปลอมแหงๆ ผลึกศิลาของจริงใครจะเอาไปห้อยคอสัตว์อสูรระดับสี่อย่างหมาป่าวายุคลั่งล่ะ?" เย่เซวียนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ถามต่อ "แล้วตอนนี้เจ้าก็กลายเป็นเด็กหนีออกจากบ้านสินะ?"

"ใช่สิ ตอนนี้ข้าไม่มีที่ไป ขอไปอยู่กับเจ้าได้ไหม?" เซวียชิงชิงพยักหน้ารับ

"ก็ได้อยู่หรอก แต่ข้าก็เพิ่งหนีออกจากบ้านมาเหมือนกัน" เย่เซวียนเอ่ย ยังไงซะบ้านที่เขาเพิ่งซื้อมาก็ยังมีห้องว่างอีกหลายห้อง เพิ่มเซวียชิงชิงมาอีกคนก็ไม่เป็นไร รอผ่านพ้นปีใหม่ค่อยไปสำนักเลี่ยอวิ๋นด้วยกัน

"อ้าว ทำไมเจ้าถึงหนีออกจากบ้านล่ะ?" เซวียชิงชิงแปลกใจ

"เดี๋ยวเล่าให้ฟังระหว่างทางก็แล้วกัน"

...

ตอนขามาเย่เซวียนมาคนเดียว สะดวกสบายมาก ฆ่าสัตว์อสูรเสร็จก็กลืนกินได้เลย ทว่าตอนนี้มีเซวียชิงชิงเพิ่มมาอีกคน เขาก็เลยลำบากขึ้นนิดหน่อย ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องระบบกลืนกินจะให้เซวียชิงชิงรู้ไม่ได้เด็ดขาด

ทว่าเซวียชิงชิงก็ใจกว้าง โยนห่อสัมภาระของเฉินเฟิงให้เขาไปเลย ในนั้นมีของดีอยู่ไม่น้อย

เย่เซวียนคาดว่า ตอนนี้เขามีของมากพอที่จะทะลวงสู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าตอนปลายแล้ว แน่นอนว่าต้องรอให้กลับถึงเมืองเหลียนอวิ๋นก่อนถึงจะทำได้

ไม่ถึงสองวัน พวกเขาก็ออกจากเทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อม ซื้อม้าพันธุ์ดีสองตัวจากเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ แล้วรีบควบกลับเมืองเหลียนอวิ๋น

"หลิ่วเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว"

เย่เซวียนเปิดประตูบ้าน ตะโกนเรียกเข้าไปข้างใน ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

เขาจึงรีบเดินค้นหาทั่วบ้าน แต่ก็ไม่พบวี่แววของหลิ่วเอ๋อร์เลย

สีหน้าของเย่เซวียนดำมืดลงทันที เพราะหลิ่วเอ๋อร์เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาก ของที่เขาซื้อไว้ให้นางสามารถประทังชีวิตได้ตั้งครึ่งเดือน แต่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว หลิ่วเอ๋อร์กลับหายตัวไปเสียแล้ว

หนำซ้ำ เย่เซวียนยังพบรอยเท้าแปลกปลอมในลานบ้าน รอยเท้าเหล่านี้ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของหลิ่วเอ๋อร์ และไม่ใช่ของชายชราที่ขายบ้านให้เขาด้วย

รอยเท้าเหล่านี้หนักหน่วง ชัดเจนว่าเป็นรอยเท้าของชายฉกรรจ์ แถมยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์อีกต่างหาก

ขณะที่เย่เซวียนกำลังคิดว่า คนที่จับตัวหลิ่วเอ๋อร์ไปจะเป็นคนของตระกูลเฉินหรือเปล่า เขาก็พลันพบกระดาษแผ่นหนึ่งในห้องของหลิ่วเอ๋อร์

ที่แท้ หลิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ถูกตระกูลเฉินจับตัวไป แต่นางกลับไปที่ตระกูลเย่แล้วต่างหาก

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 18 - กลับเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว