- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 16 - ผู้นำสี่ยอดฝีมือตระกูลเฉิน
บทที่ 16 - ผู้นำสี่ยอดฝีมือตระกูลเฉิน
บทที่ 16 - ผู้นำสี่ยอดฝีมือตระกูลเฉิน
บทที่ 16 - ผู้นำสี่ยอดฝีมือตระกูลเฉิน
"เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ข้าคือเซวียชิงชิงไง..." หญิงสาวเอ่ยด้วยความดีใจ
เซวียชิงชิง!
เมื่อชื่อนี้กระทบโสตประสาท ร่างของเย่เซวียนก็สั่นสะท้าน ภาพของคนผู้หนึ่งผุดขึ้นมาในหัวทันที
ตอนที่เย่ชง พ่อของเขาออกเดินทางท่องเที่ยว บังเอิญไปพบกับขบวนสินค้าขบวนหนึ่งที่กำลังถูกโจรป่าปล้นชิง
ตอนนั้น เย่ชงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คลี่คลายวิกฤตให้แก่ขบวนสินค้านั้น และได้ทำความรู้จักกับเจ้าของขบวนสินค้า
เจ้าของขบวนสินค้าผู้นั้นมีนามว่า เซวียไห่ เขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของเย่ชงเป็นอย่างมาก เมื่อทราบว่าเย่ชงเป็นคนของตระกูลเย่แห่งเมืองเหลียนอวิ๋น เขาก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านเพื่อแสดงความขอบคุณอยู่บ่อยครั้ง
และพ่อค้าที่ชื่อเซวียไห่ผู้นี้ ก็คือพ่อของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเย่เซวียนนั่นเอง
"เจ้าเองรึ?" เย่เซวียนตั้งสติได้ ที่แท้เขาก็รู้จักหญิงสาวผู้นี้จริงๆ
"ก็ข้าน่ะสิ หึ ไม่เจอกันไม่กี่ปี เจ้าถึงกับจำข้าไม่ได้แล้วเรอะ" เซวียชิงชิงทำหน้างอนๆ
ทว่านางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่นางมาเยือนตระกูลเย่ที่เมืองเหลียนอวิ๋น ก็เมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นนางเพิ่งจะอายุสิบขวบเท่านั้น
"พ่อของเซวียชิงชิงคนนี้เป็นสหายของไอ้ซวยคนก่อน แถมยังเป็นสหายที่ไว้ใจได้เพียงคนเดียวด้วย ดูท่าเรื่องนี้คงต้องยื่นมือเข้าช่วยเสียแล้ว" เย่เซวียนตัดสินใจในใจ
ก่อนออกจากเมืองเหลียนอวิ๋น เขาได้กุเรื่องหลอกหลิ่วเอ๋อร์ไปว่า จะออกไปตามหาสหายของท่านพ่อ ซึ่งตอนนั้นคนแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาก็คือเซวียไห่ เพราะนี่คือสหายเพียงคนเดียวที่เย่ชงผู้เป็นบิดาไว้ใจได้
"ที่แท้ก็แม่หนูน้อยนี่เอง รีบมานี่เร็ว" เย่เซวียนรีบร้องเรียก พลางเหลือบมองไปไกลๆ เงาร่างที่กำลังตามมานั้นอยู่กลางทางแล้ว คาดว่าคงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาทีก็คงตามทัน
เซวียชิงชิงรีบวิ่งเข้าไปหาเย่เซวียน ทว่าวินาทีต่อมา นางก็พึมพำขึ้นว่า "แย่แล้วๆ ทำไมข้าต้องมาเจอเจ้าด้วยเนี่ย?"
"แม่หนู เจ้าหมายความว่าไง?" เย่เซวียนงุนงง แต่ก็ฟังออกว่าน้ำเสียงของเซวียชิงชิงนั้นเจือไปด้วยความรังเกียจเขาอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งอยู่แค่วิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนต้น อ่อนแอกว่าข้าเสียอีก พวกเราคงต้านเขาไม่อยู่หรอก" เซวียชิงชิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา มือเรียวบางแตะด้ามกระบี่เตรียมพร้อม
เย่เซวียนถึงกับพูดไม่ออก ในความทรงจำของเขา เซวียชิงชิงอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี แต่พรสวรรค์กลับสูงล้ำกว่าเขามาก อายุเพียงสิบสี่ก็บรรลุวิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนกลางแล้ว ถือว่าเป็นอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง
"ทำยังไงดี พลังปราณในตัวข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ขืนสู้กัน สองคนรวมกันก็คงไม่ใช่คู่มือของเขา..." เซวียชิงชิงเอ่ยด้วยสีหน้าวิตกกังวล
"เจ้าดูถูกข้าขนาดนั้นเชียว? ข้าก็เคยเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเย่เชียวนะ!" เย่เซวียนหันไปถาม
เซวียชิงชิงไม่สนใจเขา ได้แต่พูดด้วยความรู้สึกผิดว่า "ขอโทษด้วยนะที่ดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยว แถมอาจจะทำให้เจ้าต้องมาตายอีก ตอนนั้นท่านลุงช่วยชีวิตครอบครัวเราไว้ บุญคุณยังไม่ทันได้ทดแทน ข้าก็ดันมาทำร้ายเจ้าเสียแล้ว"
"อะแฮ่มๆ..." เย่เซวียนแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย
เขาไม่พูดอะไรต่อ ยืนเคียงข้างเซวียชิงชิง จ้องมองเงาร่างที่กำลังพุ่งใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
"เซวียชิงชิง เจ้าวิ่งหนีเร็วดีนี่ ขโมยของข้าไปแล้ว คิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้งั้นเรอะ?"
ผู้มาเยือนเป็นชายหนุ่มอายุมากกว่าเย่เซวียนราวๆ สามสี่ปี เขามองเซวียชิงชิงด้วยสายตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
"ขโมย?"
เย่เซวียนเลิกคิ้ว หันไปมองเซวียชิงชิงข้างกาย ก็เห็นนางยิ้มเจื่อนๆ กระซิบตอบว่า "ก่อนหน้านี้ข้าบังเอิญเจอเขา รู้ว่าเขาได้โสมโลหิตอายุห้าร้อยปีมา ข้าก็เลยฉวยโอกาสตอนเขาเผลอ ฉกห่อสัมภาระของเขามา..."
ที่แท้ เซวียชิงชิงก็ไม่ได้ถูกปล้นชิงทรัพย์แต่อย่างใด นางต่างหากที่เป็นคนไปขโมยของเขามา
โสมโลหิตอายุร้อยปีที่เย่เซวียนเคยกิน มีมูลค่าถึงหนึ่งแสนตำลึงเงิน ส่วนโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีต้นนี้ มูลค่าน่าจะสูงกว่าถึงสิบเท่า อย่างน้อยๆ ก็ขายได้ถึงหนึ่งล้านตำลึงเงินเลยทีเดียว
"เจ้านี่มันไม่กลัวตายจริงๆ ไปฉกของจากผู้ฝึกยุทธ์วิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าตอนต้น รนหาที่ตายชัดๆ" เย่เซวียนนับถือเซวียชิงชิงจริงๆ ตอนนี้เขานึกขึ้นได้ว่า ตระกูลเซวียน่าจะมีวิชาตัวเบาขั้นสูงระดับห้าอยู่
มิน่าล่ะ เซวียชิงชิงถึงสลัดชายหนุ่มคนนี้หลุดมาได้ เป็นเพราะวิชานี้นี่เอง ทว่าวิชาตัวเบาระดับห้านั้นกินพลังปราณมหาศาล พลังปราณในตัวเซวียชิงชิงคงมีไม่พอให้ใช้ได้นาน จึงถูกตามทันในที่สุด
"ข้าก็แค่อยากได้ของเท่านั้นแหละ เจ้านี่มันป้องกันตัวหละหลวมเอง ข้าไม่ได้ลอบฆ่ามันก็ดีแค่ไหนแล้ว" เซวียชิงชิงบ่นอุบอิบ
"พวกเจ้าสองคน ซุบซิบอะไรกัน?"
สีหน้าของชายหนุ่มเข้มขึ้น สายตาจับจ้องไปที่เย่เซวียน วินาทีต่อมา ดวงตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจ ร้องอุทานว่า "เย่เซวียน เป็นเจ้าเองเรอะ?"
เมื่อได้ยินเสียงอุทาน เย่เซวียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ อัจฉริยะอันดับหนึ่งควบตำแหน่งขยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลเย่นี่ช่างโด่งดังเสียจริง ไปที่ไหนก็มีแต่คนรู้จัก
เขาหันไปพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างละเอียด ก็พบว่าคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง
"ผู้นำสี่ยอดฝีมือตระกูลเฉิน เฉินเฟิง?" เย่เซวียนเอ่ยอย่างประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจับเฉินซงแห่งตระกูลเฉินแก้ผ้าโยนลงกลางถนน จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วเมืองเหลียนอวิ๋น และเฉินเฟิงผู้นี้ก็เป็นคนของตระกูลเฉินเช่นกัน ซ้ำยังเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลเฉิน อายุเพียงสิบแปดก็บรรลุวิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น เฉินเฟิงผู้นี้ยังเป็นศิษย์สายนอกของสำนักเลี่ยอวิ๋น ถือว่าเป็นศิษย์พี่ของเย่เซวียนเลยก็ว่าได้
"เจ้ารู้จักเขางั้นรึ?" เซวียชิงชิงหันมาถาม
"ใช่แล้ว ตระกูลเฉินเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองเหลียนอวิ๋น และเฉินเฟิงผู้นี้ ก็เป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลเฉิน" เย่เซวียนพยักหน้า อธิบายเบาๆ
เขาจำได้ว่า เฉินเฟิงทะลวงสู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่สี่ตอนอายุสิบหก และในช่วงสองปีต่อมา ก็ทะลวงสู่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่ห้าได้สำเร็จ
เดิมทีพรสวรรค์ระดับนี้ต้องด้อยกว่าเย่เซวียนแน่นอน ทว่าตระกูลเฉินต้องการดันให้เฉินเฟิงเข้าสำนักเลี่ยอวิ๋นให้จงได้ จึงยอมทุ่มเงินหลายล้านตำลึงซื้อยามาอัปเลเวลให้เขา ซึ่งสำหรับเย่เซวียนแล้ว นี่ถือเป็นข่าวดี
"นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมาเจอขยะอย่างเจ้าที่นี่ ได้ยินมาว่าเจ้าสูญเสียพลังยุทธ์ไปหมดแล้วไม่ใช่รึ ทำไมถึงยังมีปัญญาเข้ามาในเทือกเขาสิบแปดเมฆาเชื่อมได้อีกล่ะ?" มุมปากของเฉินเฟิงยกขึ้นเล็กน้อย ขณะที่พูด ดวงตาก็ทอประกายสังหารออกมาเป็นระยะ
ที่นี่เป็นป่าเขากันดาร หากเขาลงมือสังหารเย่เซวียน ก็คงไม่มีใครล่วงรู้
"พลังยุทธ์ของข้าจะเป็นเช่นไร ไม่รบกวนให้ศิษย์พี่เฉินต้องมาใส่ใจหรอก" เย่เซวียนยิ้มรับ เขาดูออกว่าเฉินเฟิงผู้นี้คิดจะสังหารเขา เพื่อบั่นทอนกำลังของตระกูลเย่
"หึ จะเป็นยังไงก็ช่างหัวเจ้าเถอะ"
เฉินเฟิงละสายตาจากเย่เซวียน สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการทวงโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีคืนมา เขาจ้องมองเซวียชิงชิง เอ่ยเสียงเย็นว่า "เซวียชิงชิง คืนของข้ามาซะ!"
"ถ้าข้าคืนโสมโลหิตอายุห้าร้อยปีให้ เจ้าจะปล่อยพวกเราสองคนไปงั้นรึ?" เซวียชิงชิงถามอย่างประหลาดใจ
(จบแล้ว)