- หน้าแรก
- อัปเวลทะลุพิกัดด้วยสุดยอดระบบกลืนกิน
- บทที่ 2 - พยัคฆ์ตกที่ราบ
บทที่ 2 - พยัคฆ์ตกที่ราบ
บทที่ 2 - พยัคฆ์ตกที่ราบ
บทที่ 2 - พยัคฆ์ตกที่ราบ
ตอนนี้เย่เซวียนหลอมรวมความทรงจำของไอ้ซวยคนก่อนแล้ว ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับตระกูลเย่เป็นอย่างดี ไม่ถึงกับหลงทาง
"ไอ้ขยะนี่กล้าออกมาเดินเพ่นพ่านอีก ไม่รู้จักอายบ้างเลย"
"นั่นน่ะสิ เขาต้องไปทำเรื่องระยำตำบอนอะไรมาแน่ๆ ถึงได้โดนสวรรค์ลงทัณฑ์จนสูญเสียพลังยุทธ์ กลายเป็นคนธรรมดาแบบนี้"
"จึ๊ๆ ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องฉันยังก้าวเข้าสู่วิถีการต่อสู้ได้แล้วเลย แต่เขากลับไม่มีพลังปราณแม้แต่นิดเดียว ดีไม่ดีอาจจะสู้ลูกพี่ลูกน้องฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ"
"น่าสมเพชจริงๆ จากอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเย่ กลายมาเป็นขยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหลียนอวิ๋น ถ้าฉันเป็นเขานะ คงเอาหัวโขกเต้าหู้ตายไปนานแล้ว"
"เฮอะ เขาก็เพิ่งจะกรีดข้อมือฆ่าตัวตายไปไม่ใช่หรือไง?"
"ฮ่าๆ บางทีเขาอาจจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีคู่หมั้นสาวสวยอยู่อีกคน ก็เลยไม่อยากตายแล้วมั้ง"
ลูกหลานตระกูลเย่บางคนจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน
ระหว่างทางไปคลังสมบัติ เย่เซวียนพบเจอผู้คนไม่น้อย ทว่าคนเหล่านี้ต่างมองเขาด้วยสายตาประหลาดๆ ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องที่พลังยุทธ์ทั้งหมดสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ เพิ่งเคยเกิดขึ้นในเมืองเหลียนอวิ๋นเป็นครั้งแรก
ทุกคนต่างสงสัยว่าเย่เซวียนไปทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าอะไรมา ถึงได้ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์
แม้ตระกูลเย่จะก่อตั้งมาไม่ถึงสองร้อยปี แต่ก็ถือเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองเหลียนอวิ๋น เดิมทีเย่เซวียนคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเย่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเย่เซวียนมาถึงคลังสมบัติของตระกูลเย่ ผู้ดูแลที่หน้าประตูคลังก็มองเขาด้วยสายตารังเกียจ พร้อมกับตวาดว่า "เย่เซวียน เจ้ามาทำอะไร?"
"ผู้ดูแล ข้าอยากจะมาเบิกโสมโลหิตอายุร้อยปี" เย่เซวียนได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อตนตรงๆ ก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้แสดงออก เพียงแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"โสมโลหิตอายุร้อยปี?"
ผู้ดูแลได้ยินดังนั้นก็ตวาดกลับ "เจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเย่อยู่อีกงั้นรึ? ของล้ำค่าอย่างโสมโลหิตอายุร้อยปี เอามาใช้กับคนไร้ค่าอย่างเจ้า มันเสียของเปล่าๆ ไปให้พ้นๆ"
"เจ้า... ท่านผู้นำตระกูลเคยบอกไว้ว่าข้าสามารถเบิกโสมโลหิตอายุร้อยปีได้เดือนละหนึ่งต้น" เย่เซวียนโต้แย้ง
"ผู้นำตระกูล? หึๆ เมื่อวานท่านผู้นำตระกูลเพิ่งออกคำสั่งมาว่า ตอนนี้เจ้าเบิกไม่ได้แล้ว" ผู้ดูแลคลังสมบัติวางท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง
"เบิกไม่ได้แล้ว?"
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ใจของเย่เซวียนก็เย็นเฉียบไปครึ่งท่อน
ท่านผู้นำตระกูลที่ผู้ดูแลคลังเอ่ยถึง ก็คือผู้นำตระกูลเย่คนปัจจุบัน และเป็นลุงแท้ๆ ของไอ้ซวยคนก่อนนั่นเอง
ตอนที่ไอ้ซวยคนก่อนยังมีพลังยุทธ์อยู่ ลุงของเขาก็ทุ่มเทสนับสนุนอย่างเต็มที่ อนุญาตให้เขาเบิกโสมโลหิตอายุร้อยปีได้เดือนละหนึ่งต้น เพื่อเสริมสร้างลมปราณและร่างกายให้แข็งแกร่ง
"ใช่ เบิกไม่ได้แล้ว ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้เจ้าจะฆ่าตัวตายอีกหรือเปล่า" ผู้ดูแลคลังสมบัติกล่าวอย่างเย็นชา
"เจ้า..." เย่เซวียนรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
คิดถึงเมื่อก่อน ตอนที่ผู้ดูแลคลังสมบัติคนนี้เจอเขา มักจะพูดจานอบน้อมถ่อมตนเสมอ ทว่าตอนนี้กลับวางท่าสูงส่งเหยียดหยามเขาสารพัด
"เจ้าอะไร นี่คือกฎ ไปให้พ้นๆ รีบไปเลย" ผู้ดูแลคลังสมบัติไล่
"ไม่ใช่ว่ายังมีโอสถเพิ่มพลังปราณอยู่อีกงั้นรึ ตราบใดที่เป็นลูกหลานตระกูลเย่ ไม่ว่าจะมีระดับพลังเท่าใด ก็สามารถเบิกโอสถเพิ่มพลังปราณได้เดือนละสามเม็ด" จู่ๆ เย่เซวียนก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
"ยังอุตส่าห์จำเรื่องนี้ได้อีกนะ แต่ท่านผู้นำตระกูลมีคำสั่งมาว่า สำหรับเจ้าตอนนี้ แม้แต่โอสถเพิ่มพลังปราณเม็ดเดียวก็เบิกไม่ได้แล้ว" ผู้ดูแลคลังแค่นเสียงเย็น
"อะไรนะ แม้แต่เม็ดเดียวก็ไม่ได้งั้นเหรอ?"
เย่เซวียนเบิกตากว้าง แทบจะคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
โอสถเพิ่มพลังปราณ เป็นยาที่ช่วยเพิ่มพลังปราณชนิดหนึ่ง ราคาเม็ดละหนึ่งร้อยตำลึง สามเม็ดก็สามร้อยตำลึง ส่วนโสมโลหิตอายุร้อยปีที่เย่เซวียนเคยเบิกก่อนหน้านี้ ต้นละหนึ่งแสนตำลึงเงิน
ตอนนี้เขาสูญเสียพลังยุทธ์ ลุงของเขาก็ขี้เหนียวถึงขนาดเงินแค่ร้อยตำลึงก็ยังไม่ยอมให้ นี่มันยิ่งกว่าตีสุนัขตกน้ำเสียอีก ไม่สิ นี่มันซ้ำเติมกันชัดๆ
เย่เซวียนไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ขบกรามแน่น พยัคฆ์ตกที่ราบถูกสุนัขรังแกจริงๆ เมื่อก่อนเขาสามารถตบผู้ดูแลคนนี้ปลิวได้ในฝ่ามือเดียว แต่ตอนนี้อีกฝ่ายใช้แค่นิ้วเดียวก็จิ้มเขาตายได้แล้ว
"รอข้าฟื้นฟูพลังได้เมื่อไหร่ ข้าจะสั่งสอนเจ้าแน่!" เย่เซวียนจดจำความแค้นนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ จดจำสายตาของผู้ดูแลคนนี้ไว้
ทว่า หากไม่สามารถฟื้นฟูพลังได้ ทุกอย่างก็คงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน
เย่เซวียนกลับมาที่ห้องของตัวเอง เริ่มครุ่นคิดอย่างละเอียด
ทว่าผ่านไปไม่นาน ก็มีคนเดินเข้ามาในลานบ้านของเขา
เมื่อเห็นผู้มาเยือน เย่เซวียนก็ร้องทักทันที "ท่านลุง!"
"เย่เซวียนเอ๊ย ข้าได้ยินว่าเจ้าไปที่คลังสมบัติมาแล้ว" ผู้มาเยือนก็คือลุงของเย่เซวียน นามว่าเย่จาง ผู้นำตระกูลเย่คนปัจจุบัน
"ขอรับ" เย่เซวียนพยักหน้า
"เจ้าก็อย่าโทษลุงเลย ตอนนี้พลังยุทธ์ของเจ้าตกต่ำ หากสามารถฟื้นฟูได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด แต่ว่า สามวันที่ผ่านมานี้ เจ้าใช้ของวิเศษล้ำค่าไปเป็นล้านตำลึงแล้ว ทว่ากลับไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นฟูได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจว่า ไม่สามารถให้เจ้าเบิกทรัพยากรการฝึกฝนใดๆ ได้อีกแล้ว" เย่จางส่ายหน้า แสดงความเสียดาย
"ถอดทิ้งข้าแล้วสินะ..." เมื่อฟังจบ เย่เซวียนก็รู้สึกขมขื่นเล็กน้อย
"ไม่ใช่ว่าทอดทิ้งเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถฝึกฝนเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว ดังนั้น รอให้ร่างกายเจ้าดีขึ้นสักหน่อย ก็เก็บข้าวของ ไปช่วยตระกูลดูแลกิจการเถอะ" เย่จางกล่าวอย่างเนิบนาบ
"ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว!" เย่เซวียนพยักหน้า
ดูท่า ตระกูลเย่คงจะตัดหางปล่อยวัดเขาแล้วจริงๆ มิเช่นนั้น เย่จางคงไม่ไล่ให้เขาเก็บข้าวของ เพราะนี่หมายความว่าต้องการให้เขาออกจากเมืองเหลียนอวิ๋น
ตอนนี้เขาคือขยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหลียนอวิ๋น ใครๆ ก็รู้ หากเขาออกจากเมืองเหลียนอวิ๋นไป ย่อมเป็นผลดีต่อตระกูลเย่ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็จะค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องนี้ไปเอง
ขณะที่เย่เซวียนกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้อง จู่ๆ เย่จางก็เรียกเขาไว้ "เย่เซวียนเอ๊ย อย่าเพิ่งไป ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
"ท่านลุง ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือขอรับ?" เย่เซวียนหันกลับมา
"คืออย่างนี้นะ ก่อนหน้านี้ตระกูลได้หมั้นหมายให้เจ้า นั่นก็คือการหมั้นระหว่างเจ้ากับหลินเสวี่ยเอ๋อร์แห่งตระกูลหลิน แต่หลังจากที่เจ้าสูญเสียพลังยุทธ์ไป ตระกูลหลินก็เลย..."
เย่จางไม่ได้พูดต่อ
แต่เย่เซวียนเข้าใจแล้ว เขาเอ่ยถาม "ท่านลุงหมายความว่า ตระกูลหลินต้องการถอนหมั้นหรือขอรับ?"
"อืม แถมคนตระกูลหลินก็มาถึงแล้ว อยู่ที่โถงใหญ่ ขนาดของหมั้นก็ยังเอามาคืนด้วย" เย่จางพยักหน้า
"ท่านลุง ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" เย่เซวียนกล่าวอย่างจริงจัง
เรื่องนี้ ตอกย้ำคำกล่าวที่ว่า พยัคฆ์ตกที่ราบถูกสุนัขรังแก ได้เป็นอย่างดี
แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ใครจะยอมให้แก้วตาดวงใจของตระกูลต้องแต่งงานกับคนไร้ค่า คนไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ คนไร้ค่าที่รับความกระทบกระเทือนใจไม่ไหวจนต้องกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย
ในเมืองเหลียนอวิ๋นนี้ แม้แต่ชาวนาที่ทำนาก็ยังฝึกยุทธ์ แม้พวกเขาจะไม่แข็งแกร่ง แต่ในร่างกายก็ยังมีพลังปราณอยู่บ้าง ทว่าเย่เซวียนในตอนนี้ไม่มีพลังปราณเลยแม้แต่น้อย เกรงว่าคงสู้ชายฉกรรจ์ที่ไม่เคยฝึกยุทธ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับผู้ฝึกยุทธ์
"เจ้าทำใจได้ก็ดีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลินเสวี่ยเอ๋อร์ยังถูกยอดฝีมือจากสำนักหนึ่งถูกใจ รับเป็นศิษย์แล้วด้วย ยอดฝีมือจากสำนักนี้ ว่ากันว่าแข็งแกร่งกว่าสำนักเลี่ยอวิ๋นมากนัก" เย่จางปรายตามองเย่เซวียนแวบหนึ่ง
(จบแล้ว)