- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 60 เรื่องราวหกราชวงศ์ สุดท้ายเป็นเพียงผลประโยชน์ของตระกูลตน
บทที่ 60 เรื่องราวหกราชวงศ์ สุดท้ายเป็นเพียงผลประโยชน์ของตระกูลตน
บทที่ 60 เรื่องราวหกราชวงศ์ สุดท้ายเป็นเพียงผลประโยชน์ของตระกูลตน
หลังจากซินชี่จี๋กลับมา ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ซินจ้านผู้เป็นปู่ฟังทันที
เมื่อซินจ้านได้ฟังก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แทบอยากจะไปสู้รบฟาดฟันกับทหารจินด้วยตัวเองเสียเดี๋ยวนี้ เพียงแต่เขาแก่ชรามากแล้ว ดังนั้นเขาจึงแสดงจุดยืนสนับสนุนซินชี่จี๋อย่างหนักแน่น
ซินชี่จี๋เอ่ยว่า "ท่านปู่ นี่คือยารักษาโรคที่ข้าไหว้วานพี่ใหญ่เฉินให้ซื้อมาจากยุคหลังขอรับ"
นี่คือสิ่งที่เฉินอี้ตั้งใจพาเขาไปซื้อที่ร้านขายยาเมื่อวันก่อน
เพราะในเวลานี้ซินจ้านป่วยหนัก ยาสมุนไพรทั่วไปไม่อาจรักษาได้แล้ว
ซินชี่จี๋อ่านประวัติศาสตร์มาแล้วจึงรู้ดีว่า ในตอนที่เขาลุกฮือขึ้นก่อตั้งกองกำลังอาสาสมัครในเวลาต่อมา ซินจ้านก็ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว
นั่นก็หมายความว่า ชายชราผู้นี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ปีสองปีเท่านั้น
เขาจึงทำได้เพียงพึ่งพายาจากยุคอนาคต
ซินจ้านผู้เป็นปู่รับถุงมา หลังจากแกะกล่องออก ก็เห็นยาเม็ดที่บรรจุอยู่ในแผงเป็นแผงๆ
"นี่ก็คือยาหรือ? ยุคหลังช่างมหัศจรรย์นัก"
ซินจ้านรู้สึกใฝ่ฝันถึงอยู่บ้าง ซินชี่จี๋จึงเล่าเรื่องราวของยุคอนาคตให้เขาฟังด้วยรอยยิ้ม
ทว่าต่อให้ได้ฟังซินชี่จี๋เล่ามามากมาย ซินจ้านก็ยังคงจินตนาการไม่ออกอยู่ดีว่าสภาพบ้านเมืองเช่นนั้นเป็นอย่างไร
"ทุกคนล้วนมีเสื้อผ้าสวมใส่ มีเนื้อให้กิน หรือว่านี่ก็คือสังคมอุดมคติที่ใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวตามที่ท่านปราชญ์ได้กล่าวไว้?"
ซินชี่จี๋เองก็ไม่รู้ว่านั่นคือโลกอุดมคติหรือไม่ แต่เขาเคยได้ยินเฉินอี้ทอดถอนใจว่า ระบอบการปกครองในยุคหลังก็ยังคงไม่สมบูรณ์แบบ
ดูเหมือนว่าอุดมการณ์ในตำราเหล่านั้น จะยังไม่บรรลุผลอย่างสมบูรณ์
เขารินน้ำให้ซินจ้าน จากนั้นก็มองดูซินจ้านกินยาลงไป
"ท่านปู่ ท่านนอนพักสักครู่เถิด ข้าจะไปหาเพื่อนสักหน่อยขอรับ"
ซินชี่จี๋เตรียมการเพื่อการนี้มาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ปกติก็มักจะคบหาสมาคมกับมิตรสหายอยู่เสมอ
อีกทั้งตระกูลซินก็เตรียมการอย่างลับๆ มาตลอด
ไม่อย่างนั้น ซินชี่จี๋คงไม่สามารถ 'รวบรวมกำลังคนได้ถึงสองพันนาย' อย่างง่ายดาย
ซินจ้านเหมือนจะไม่ได้ยิน เขากินยาแล้วก็หลับตาพริ้ม รู้สึกเพียงว่ายาออกฤทธิ์เร็วมาก
ส่วนซินชี่จี๋ก็ออกไปหาตั่งหวยอิง สหายของตน
ตั่งหวยอิงและซินชี่จี๋ร่ำเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก คนในยุคนั้นจึงขนานนามพวกเขาว่า 'ซินตั่ง'
ตอนนี้เขากำลังเร้นกายอยู่ที่เขาฉูไหล สร้าง 'อารามจู๋ซี' ขึ้นมาด้วยตนเอง
ในประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ของเขากับซินชี่จี๋นั้นแตกต่างกัน เขาไม่ยอมไปอยู่ราชวงศ์หนานซ่ง แต่เลือกที่จะรั้งอยู่รับราชการในแคว้นจิน
อันที่จริงชาวฮั่นที่เลือกเดินเส้นทางเดียวกับตั่งหวยอิงมีอยู่ไม่น้อย พวกเขาก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองของแคว้นจิน และได้รับอำนาจมาไม่น้อยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้จึงมีนักวิชาการมองว่า 'เหลียวล่มสลายเพราะพุทธศาสนา จินล่มสลายเพราะลัทธิหรู'
แต่ครั้งนี้ ซินชี่จี๋มั่นใจว่าจะโน้มน้าวตั่งหวยอิงได้
ไม่เข้าข้างจิน ไม่เข้าข้างซ่ง แต่มาเข้าข้างข้า!
……
วันรุ่งขึ้น ภายในโฮมสเตย์ เฉินอี้กำลังพิมพ์หนังสืออีกแล้ว
เขาให้พวกหลี่ชิงเจ้าเอาหนังสือติดตัวกลับไปบ้าง
ทางฝั่งเป่ยซ่งนั้นง่ายมาก จ้าวสวี่สั่งให้คนไปคัดลอกโดยตรง จากนั้นก็ใช้แท่นพิมพ์แกะสลักไม้เพื่อผลิตจำนวนมาก
แท่นพิมพ์แกะสลักไม้นั้นใช้งานได้ดีกว่าแท่นพิมพ์แบบเรียงพิมพ์มาตลอด แถมยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า และต้นทุนต่ำกว่าด้วย
ข้อดีของแท่นพิมพ์แบบเรียงพิมพ์ก็คือมีความยืดหยุ่นสูง
ส่วนพวกซินชี่จี๋ ก็พกติดตัวกลับไปอ่านเองเล็กน้อย
หลักๆ แล้วคือทำไว้ส่งให้ฝั่งตงฮั่น กองทัพปิ้งโจวของลิโป้ก็น่าจะเริ่มเรียนหนังสือหนังหาและหัดอ่านเขียนกันแล้ว ขาดก็แต่หนังสือ
"รอให้พวกลิโป้ยึดครองกวนจงได้ คงต้องพัฒนาเทคโนโลยีถึงจะดี"
เฉินอี้ครุ่นคิดในใจ
ไม่อย่างนั้นขืนใช้แค่เครื่องพรินเตอร์เลเซอร์เครื่องนี้ ต่อให้พิมพ์จนเครื่องไหม้ควันขึ้น ก็คงได้หนังสือไม่กี่เล่ม...
โชคดีที่พวกเทคโนโลยีการพิมพ์ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ขอเพียงมีข้อมูลเทคโนโลยีที่ครบถ้วน ก็สามารถสร้างขึ้นมาในยุคตงฮั่นได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้ง การปรากฏตัวของเทคโนโลยีการพิมพ์ ยังเป็นอาวุธชั้นยอดในการทำลายการผูกขาดทางวัฒนธรรมของพวกตระกูลใหญ่
พอนึกถึงลิโป้ ลิโป้ที่ไม่ได้เจอกันเสียนานก็ปรากฏตัวขึ้นในที่สุด
"น้องเสียนตี้ ข้าโมโหแทบคลั่งแล้ว!"
ลิโป้เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เฉินอี้ยังไม่เคยเห็นลิโป้ที่ดุดันเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกตกใจเล็กน้อย
เห็นเพียงลิโป้แผ่จิตสังหารออกมาทั่วร่างราวกับจับต้องได้ ทำให้เฉินอี้รู้สึกว่าบรรยากาศชวนให้อึดอัด คล้ายกับกำลังจะเผชิญพายุฝนฟ้าคะนอง
นี่คือขุนพลโบราณผู้ฆ่าคนเป็นผักปลาอย่างนั้นหรือ?
โชคดีที่จิตสังหารนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เฉินอี้
หากเป็นคนทั่วไป ตอนนี้คงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เฉินอี้หยิบเครื่องดื่มเย็นๆ ออกมาแก้วหนึ่ง เพื่อให้ลิโป้ได้ดับร้อน
"พี่เฟิ่งเซียน เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?"
รอจนลิโป้สงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อย เฉินอี้จึงเอ่ยถาม
ลิโป้นึกขึ้นมาก็ยังคงโมโหอยู่ดี เขาพรั่งพรูคำพูดออกมาเป็นชุด "น้องเสียนตี้ เจ้าไม่รู้อะไร ข้าเกือบถูกตาเฒ่าตั๋งโต๊ะฆ่าตายแล้ว!"
"ไอ้หมาบัดซบนั่น ถึงกับเขวี้ยงทวนสั้นใส่ข้า หากไม่ใช่เพราะพี่ชายอย่างข้ามีสเตปการหลบหลีกขั้นเทพนะ เจ้าคงไม่ได้เจอหน้าข้าอีกแล้ว!"
ลิโป้ยิ่งพูดยิ่งโมโห "รอให้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ ข้าจะต้องสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น แล้วเอาหมูตัวนี้ไปเจียวเป็นน้ำมันหมูให้จงได้!"
เฉินอี้เคยบอกแล้วไงว่าอย่าเล่นอินเทอร์เน็ตให้มันมากนัก...
คำพูดของลิโป้ประโยคนี้ เดิมทีควรจะฟังดูตึงเครียด แต่พอเฉินอี้ได้ฟังกลับรู้สึกขำ
แต่ว่ากันตามตรง หากลิโป้ไม่ปราดเปรียวว่องไว เกรงว่าคงถูกตั๋งโต๊ะฆ่าตายไปแล้วจริงๆ
เฉินอี้ปลอบใจลิโป้ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นว่า "ตั๋งโต๊ะมีนิสัยโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เลยหรือครับ?"
"ไม่ใช่ว่าเขามีนิสัยโหดเหี้ยม แต่เขาปอดแหกต่างหากเล่า!"
ลิโป้แค่นหัวเราะ "ตอนนี้ทั่วเมืองลั่วหยางเต็มไปด้วยข่าวลือที่ว่าพวกขุนนางบัณฑิตแห่งกวนตงจะยกทัพมาปราบตั๋งโต๊ะ ตาเฒ่าตั๋งโต๊ะจิตใจกระวนกระวายมาหลายวัน จนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว!"
ที่แท้ข่าวลือเรื่องการปราบตั๋งโต๊ะก็ไปเข้าหูตั๋งโต๊ะแล้วนี่เอง
หลายคนคิดว่าการปราบตั๋งโต๊ะเป็นแผนการลับ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย
พวกซื่อต้าฟูเหล่านั้นไม่ได้ปิดบังผู้คนเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายเกี้ยวมอยังปลอมตัวเป็นซานกงเขียนจดหมายส่งไปยังแคว้นต่างๆ สาธยายความผิดของตั๋งโต๊ะ เพื่อหวังให้กองทัพคุณธรรมจากทุกสารทิศยกทัพมาปราบตั๋งโต๊ะ
การกระทำที่เหิมเกริมเช่นนี้ ต่อให้ตั๋งโต๊ะโง่แค่ไหนก็ต้องรู้ตัว
ดังนั้น ตั๋งโต๊ะจึงเริ่มลุกลี้ลุกลน
เพราะตั๋งโต๊ะไม่เคยคิดจะแย่งชิงบัลลังก์ราชวงศ์ฮั่น เขาแค่อยากเป็นฮั่วกวง ไม่ได้อยากเป็นหวังหมั่ง
เขาเพียงแค่อยากลิ้มรสชาติของการเป็นขุนนางที่มีอำนาจล้นฟ้าเท่านั้น
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า ปฏิกิริยาของพวกขุนนางบัณฑิตกวนตงจะรุนแรงถึงเพียงนี้?
เดิมทีเขาคิดว่าแค่ปูนบำเหน็จตำแหน่งขุนนางให้คนอย่างพวกอ้วนเสี้ยว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถบรรลุ 'การปรองดองแห่งศตวรรษ' ได้แล้ว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า เขายื่นดาบสังหารให้ศัตรูของตนเองเสียอย่างนั้น
จนกระทั่งถึงเวลานี้ ตั๋งโต๊ะถึงได้เห็นธาตุแท้ของคนพวกนี้อย่างชัดเจน
ดังนั้นเขาจึงโหดเหี้ยมมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เปราะบางอย่างหาที่สุดไม่ได้ ลิโป้เพียงแค่เถียงเขากลับนิดหน่อย ก็แทบจะถูกเขาฆ่าตายเสียแล้ว
เพราะตั๋งโต๊ะก็เข้าใจแล้วว่า ตัวเองไม่มีทางถอยอีกต่อไป
และที่สำคัญที่สุดคือ ตั๋งโต๊ะไม่มีทายาทสืบทอด บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาก็ตายจากไปก่อนวัยอันควร เหลือเพียงหลานสาวคนเดียว
ดังนั้นเขาจึงไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย หรือจะให้ชิงบัลลังก์มาเพื่อส่งต่อให้ลูกเขยกับหลานชายอย่างนั้นหรือ?
พูดให้ชัดก็คือ ตั๋งโต๊ะมีความทะเยอทะยาน แต่ความทะเยอทะยานนั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
แถมเขาก็ยังนึกไม่ถึงอีกว่า ปฏิกิริยาของพวกตระกูลใหญ่จะรุนแรงถึงเพียงนี้
เพราะในสายตาของชาวกวนตง ไม่เคยมีใครเห็นหัวขุนพลชายแดนอย่างเขาเลย
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
สาเหตุที่พวกขุนนางบัณฑิตกวนตงยังไม่ลงมือ สาเหตุหลักก็คือพวกเขากำลังรออ้วนเสี้ยว
ไม่ใช่ว่าอ้วนเสี้ยวไม่อยากลงมือ แต่เป็นเพราะฮันฮกยังลังเลอยู่
ฮันฮก ผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ว่ากันตามเหตุผลแล้วเขาก็น่าจะมีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง
แต่เรื่องน่ากระอักกระอ่วนก็คือ อ้วนเสี้ยวเดินทางมาที่กิจิ๋ว
ฮันฮกมาจากตระกูลฮันแห่งอิ่งชวน ในการจัดอันดับตระกูลภายในอิ่งชวน ซุน จง เฉิน ฮัน ตระกูลฮันนั้นถึงกับถูกตระกูลเฉินที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานแซงหน้าไปเสียด้วยซ้ำ
ตระกูลที่อยู่ในอันดับสี่ของอิ่งชวน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลอ้วนแห่งยีหลำที่มีขุนนางตำแหน่งซานกงสี่ชั่วคน ความห่างชั้นอันมหาศาลนี้ทำให้ฮันฮกเกิดอาการปอดแหก
และที่สำคัญที่สุดคือ พี่ใหญ่ผู้นำของอิ่งชวนอย่างตระกูลซุนแห่งอิ่งชวน ก็พาคนไปสวามิภักดิ์ต่ออ้วนเสี้ยวกันหมดแล้ว
ดังนั้นในเวลาต่อมา เมื่ออ้วนเสี้ยวส่งซุนซิมไปหาฮันฮก ซุนซิมจึงได้ยิงคำถามแทงใจดำไปตรงๆ
"ตระกูลของท่านเทียบกับอ้วนเสี้ยวได้หรือไม่?"
"ความสามารถของท่านเก่งกาจเท่าอ้วนเสี้ยวหรือไม่?"
ภายนอกดูเหมือนจะเป็นการเปรียบเทียบความสามารถ แต่ที่จริงแล้วคือการที่ตระกูลซุนแห่งอิ่งชวนกำลังกดดันตระกูลฮันแห่งอิ่งชวน
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันเช่นนี้ ฮันฮกจึงยอมยกแคว้นกิจิ๋วให้ไปอย่างง่ายดาย
แน่นอนว่านั่นคือฮันฮกในอนาคต ส่วนฮันฮกในตอนนี้ยังคงอยากจะขัดขืนดูสักตั้ง
ดังนั้นเขาจึงเรียกประชุมผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อหารือ เขาถามลูกน้องว่า ตอนนี้ควรจะช่วยอ้วนเสี้ยว หรือว่าช่วยตั๋งโต๊ะ
ผลปรากฏว่า มีเพียงจื้อจงฉงซื่อ หลิวจื่อฮุ่ยที่โมโหขึ้นมา "การระดมพลก็เพื่อบ้านเมือง จะมาพูดเรื่องตระกูลอ้วน ตระกูลตั๋งอะไรกัน!"
จะเห็นได้ว่า ผู้คนในใต้หล้านี้ ล้วนมีความคิดเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว
ใต้หล้านี้เป็นของตระกูลหลิว แต่ทว่าหลายคนกลับมองเห็นเพียงอ้วนเสี้ยวและตั๋งโต๊ะ
และสาเหตุที่หลิวจื่อฮุ่ยเข้าข้างตระกูลหลิวนั้น ก็เพราะเขามาจากตระกูลหลิวแห่งจงซาน ซึ่งเป็นพระประยูรญาติ...
สิ่งที่เรียกว่าเรื่องราวของหกราชวงศ์ สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่การทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของตระกูลตนเท่านั้น