- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 31 สิบหกแคว้นเยียนอวิ๋น
บทที่ 31 สิบหกแคว้นเยียนอวิ๋น
บทที่ 31 สิบหกแคว้นเยียนอวิ๋น
"คุณชายเฉิน ข้ามาช่วยท่านเอง"
หลี่ชิงเจ้าเห็นเฉินอี้ง่วนอยู่คนเดียวก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา จึงวางขวดเหล้าลงในทันที
หลังจากนั้นพวกลิโป้ก็กะจะเข้ามาช่วยเหมือนกัน แต่กลับถูกเฉินอี้ปฏิเสธ
งานมีอยู่แค่นี้ คนยิ่งเยอะจะยิ่งวุ่นวายเสียเปล่า
ลิโป้กับหลิวอวี้พากัน 'เข้าใจอย่างถ่องแท้' ในทันที ทั้งสองสบตากัน แล้วปล่อยพื้นที่ตรงนี้ไว้ให้เฉินอี้กับหลี่ชิงเจ้า
"น้องชายกับแม่นางน้อยหลี่ช่างดูเหมาะสมกันดีแท้"
ลิโป้กระซิบกระซาบ
หลิวอวี้พยักหน้า ก่อนจะเอ่ยอย่างสงสัย "เพียงแต่ไม่รู้ว่าน้องชายเขามีความลำบากใจอันใดหรือไม่ อายุตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว ทั้งยังมีกิจการใหญ่โตถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังไม่ออกเรือนอีกเล่า?"
"เช่นนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ มิฉะนั้นแม่นางน้อยหลี่จะมีโอกาสหรืออย่างไร"
ลิโป้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "บางทีคนยุคปัจจุบันอาจต้องใช้เงินเยอะมากในการออกเรือนกระมัง?"
หลิวอวี้ถึงกับพูดไม่ออก ลิโป้นี่ช่างเห็นแก่เงินเสียจริง
ตอนที่เข้าไปในเมืองก่อนหน้านี้ ก็เป็นลิโป้นี่แหละที่คอยถามไปทั่วว่าอันนี้ราคาเท่าไหร่ อันนั้นราคาเท่าไหร่...
หลิวอวี้คิดในใจว่า บางทีเขาอาจจะต้องหาสาวงามสักสองสามคนมาให้น้องชาย เพื่อช่วยสืบทอดทายาท
อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีอะไรจะให้เฉินอี้ได้เลย ตัวเขาเองก็ยังเป็นเพียงผู้น้อยที่ต้องการการสนับสนุนจากเฉินอี้
การประจบประแจงน้องชายสักหน่อย ถือเป็นเรื่องปกติใช่ไหมล่ะ?
ส่วนปานเจาทำเพียงรับฟังเงียบๆ พร้อมกับจิบเหล้าของยุคปัจจุบัน มันรสชาติดีกว่าของยุคตงฮั่นมากนัก ทั้งไม่มีกลิ่นแปลกปลอมและยังหอมหวานอีกด้วย
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินอี้กับหลี่ชิงเจ้าก็เดินพูดคุยหัวเราะกันออกมาจากห้องครัว
ลิโป้กับหลิวอวี้เห็นดังนั้นก็พากันหลิ่วตาให้ทันที
"เอาล่ะ เริ่มประชุมได้!"
ทั้งห้าคนทยอยกันนั่งลง ล้อมวงกันรอบโต๊ะ
เฉินอี้ตัดสินใจว่าจะไล่เรียงจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เขาจึงกล่าวว่า "พี่สาวปานมาจากยุคตงฮั่น ถือว่าเก่าแก่ที่สุด งั้นเรามาคุยกันก่อนว่าเธอต้องการอะไร"
ถึงแม้ปานเจาจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แต่เฉินอี้ก็ไม่กล้าเรียกเธอว่าน้องสาว
นี่คือพี่สาวจากเมื่อเกือบสองพันปีก่อนเชียวนะ...
ทุกคนจึงหันไปมองปานเจา นั่นทำให้เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
"คุณชายเฉิน ตัวข้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องการหรอกเจ้าค่ะ"
ปานเจารีบตอบ
เฉินอี้จึงยิ้มและพูดว่า "ไม่ได้จะให้คุณหรอกครับ แต่จะให้พี่ปานเชา ปานติ้งหย่วนต่างหาก"
ในเวลาต่อมาปานเชาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นติ้งหย่วนโหว คนรุ่นหลังจึงเรียกเขาว่า 'ปานติ้งหย่วน'
ปานเจายังไม่ค่อยเข้าใจโลกยุคปัจจุบันนัก เฉินอี้จึงกล่าวต่อ "งั้นเอาเป็นของใช้จำเป็นสำหรับกองทัพไปก่อนก็แล้วกัน ถึงเวลาพี่สาวปานก็แค่ส่งคนนำไปมอบให้พี่ใหญ่ปานเชาก็พอ"
"เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายเฉินมาก"
ปานเจาไม่ปฏิเสธ เธอผุดลุกขึ้นยืนค้อมศีรษะขอบคุณ
เฉินอี้รีบทำความเคารพตอบและบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้
"คนต่อไป พี่ใหญ่เฟิ่งเซียน ตอนนี้พวกท่านต้องการอะไรบ้าง?"
เมื่อได้ยินคำถามของเฉินอี้ ลิโป้ก็เริ่มอธิบายทันที
เขานับนิ้วพลางกล่าว "พวกเราต้องการอาวุธและชุดเกราะของยุคหลังมาเป็นต้นแบบ เพื่อดูว่าจะสามารถตีขึ้นมาเองได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็คงต้องรบกวนน้องชายแล้ว"
"ไม่มีปัญหา"
เฉินอี้ตอบรับ ขณะที่หลี่ชิงเจ้าเอ่ยขึ้นว่า "เกราะปู้เหรินเจี่ยของราชวงศ์ซ่งเราน่าจะเหมาะสม ทั้งยังมีอาวุธอีกหลายชนิดด้วย"
เรื่องนี้ทำให้เฉินอี้ดีใจมาก การใช้ความรู้จากยุคหลังไปเกื้อหนุนราชวงศ์ก่อนหน้า นับเป็นการโจมตีข้ามมิติที่ได้ผลชะงัดจริงๆ
"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนแม่นางน้อยหลี่แล้ว"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
เมื่อทั้งสองสนทนากันจบ ลิโป้ก็พูดต่อ
"อ้อ แล้วก็ท่านเหวินเหอเตรียมจะสอนตัวอักษรของยุคปัจจุบันให้กับบรรดาขุนพลใต้บังคับบัญชาของข้า จากนั้นค่อยให้พวกเขาไปสอนทหารในสังกัดให้อ่านออกเขียนได้อีกที ดังนั้นจึงต้องการอุปกรณ์การเรียนการสอนสักหน่อย แล้วตอนกลางคืนก็ต้องมีแสงสว่างอะไรพวกนี้ด้วย..."
ลิโป้สาธยายออกมาทีละอย่าง ทำเอาหลิวอวี้และหลี่ชิงเจ้าถึงกับอ้าปากค้าง
ทุกคนยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรกันมาเลย ทำไมท่านถึงได้เตรียมตัวมาพร้อมขนาดนี้?
ตึงเกินไปแล้ว!
ส่วนเฉินอี้ก็จดบันทึกทุกอย่างลงไปทีละรายการ แล้วเอ่ยว่า "พวกกระดานดำหาได้ง่ายมากครับ ส่วนเรื่องแสงสว่างตอนกลางคืน... พวกคุณน่าจะต้องการเครื่องปั่นไฟแล้วล่ะ"
เขาจดคำว่าสายไฟและเครื่องปั่นไฟลงไป
สำหรับวิธีการของกาเซี่ยง เฉินอี้รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง สมแล้วที่เป็นคนฉลาด เรียนรู้ได้ไวเหลือเกิน!
เขารู้สึกยินดีมากเช่นกัน เพราะนี่พิสูจน์ให้เห็นว่ากาเซี่ยงอยากจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไปจริงๆ
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวที่เขาไม่สามารถไปร่วมสัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเองได้
ลิโป้เอ่ยขึ้น "ชั่วคราวคงมีเพียงเท่านี้ก่อน หากท่านเหวินเหอนึกอะไรออก ข้าค่อยบอกน้องชายอีกที"
ตอนนี้พวกเขามีเพียงแค่กองทัพ และควบคุมได้แค่กองทัพปิ้งโจวเท่านั้น การเอาของอย่างอื่นไปก็ยังไม่มีประโยชน์อะไร
เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการฝึกทหาร
รอจนกองทัพปิ้งโจวไร้พ่ายในแผ่นดิน เมื่อนั้นก็จะสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย
ดังนั้น เฉินอี้จึงถามขึ้นว่า "ยุคตงฮั่นยังไม่มีโกลนคู่กับเกือกม้าใช่ไหมครับ? พี่ใหญ่เฟิ่งเซียนจะเอาไหม?"
"ท่านเหวินเหอบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็น มิฉะนั้นจะถูกตั๋งโต๊ะเลียนแบบเอาไปใช้เสียก่อน"
ลิโป้ส่ายหน้า "รอให้พวกเรายึดกวนจงได้เมื่อไหร่ ค่อยนำของพวกนี้ออกมาใช้"
ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ตั๋งโต๊ะคือจอมมารที่กดหัวพวกเขาอยู่
แม้จะล่วงรู้อนาคต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะฆ่าให้ตายได้ง่ายๆ
อย่างน้อยการมีอยู่ของตั๋งโต๊ะ ก็จะทำให้กองกำลังพันธมิตรกวนตงก่อตั้งขึ้น จากนั้นตั๋งโต๊ะจึงจะเริ่มลงมือเข่นฆ่ากวาดล้างตระกูลใหญ่
พวกของลิโป้ในตอนนี้จำเป็นต้องให้ตั๋งโต๊ะทำเช่นนั้น...
มิฉะนั้น ดอกผลแห่งชัยชนะของพวกเขาก็จะถูกบรรดาตระกูลใหญ่และผู้มีอิทธิพลแย่งชิงไปอย่างง่ายดาย
เฉินอี้พยักหน้า ก่อนจะหันไปมองหลิวอวี้
"พี่ใหญ่หลิวอวี้ ทางคุณล่ะครับ?"
หลิวอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ข้าตั้งใจว่าจะทำตามที่น้องชายบอก ขอตำแหน่งขุนนางมาสักตำแหน่งก่อน ตอนนี้ขอแค่ของใช้ทางทหารให้ข้าสักหน่อยก็พอ ส่วนที่เหลือก็ขอเป็นของใช้จากยุคปัจจุบัน เอาไว้ใช้ตกรางวัลให้เหล่าพี่น้อง"
สถานการณ์ของหลิวอวี้ในตอนนี้ค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งของกองทัพเป่ยฝู่ เป็นเสนาธิการทหารของหลิวเหลาจือ ยังไม่มีตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก และยิ่งไม่มีดินแดนเป็นของตัวเอง
อีกทั้งเขาก็ไม่มีทางละทิ้งฐานะในกองทัพเป่ยฝู่ไปได้
กองทัพเป่ยฝู่คือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคตงจิ้น ในกลียุค จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่ากองทหารที่กล้าแกร่งอีก?
อำนาจปลายกระบอกปืน ย่อมสำคัญกว่าปลายพู่กันเสมอ!
ดังนั้น สิ่งที่หลิวอวี้ทำได้ก็คือต้องรีบไต่เต้าขึ้นไปให้สูง และแย่งชิงความจงรักภักดีจากทหารเป่ยฝู่มาให้ได้มากขึ้น
กองทัพในยุคนี้ ใครให้ข้าวพวกเขากิน พวกเขาก็เชื่อฟังคนนั้น
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเสบียงอาหาร
อันที่จริง ทุกห้วงมิติเวลาล้วนต้องการเสบียงอาหาร โชคดีที่ยุคปัจจุบันมีอาหารอุดมสมบูรณ์และราคาถูก
ไม่อย่างนั้นเฉินอี้ก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน
เฉินอี้จึงหันไปมองหลี่ชิงเจ้า
หลี่ชิงเจ้ากระแอมเบาๆ เธอมองลิโป้กับหลิวอวี้แล้วกล่าว "พี่ใหญ่ทั้งสอง น้องมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะจากพวกท่าน ต้าซ่งควรจะทำเช่นไรต่อไปดี?"
หญิงสาวผู้ชาญฉลาดได้ดาวน์โหลดแผนที่ของยุคเป่ยซ่งมาจากอินเทอร์เน็ต เธอหยิบแล็ปท็อปมาวางไว้ตรงหน้าทุกคน
จะว่าไปแล้ว ลิโป้กับหลิวอวี้ก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับราชวงศ์เป่ยซ่งเลยจริงๆ
ลำพังแค่เรื่องของตัวเองก็ยังยุ่งจนล้นมือแล้ว
แต่เมื่อหลี่ชิงเจ้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ พวกเขาจึงต้องจริงจังขึ้นมาหน่อย
ลิโป้มองไปที่แผนที่ของต้าซ่ง ก่อนจะอุทานด้วยความตกตะลึง "อาณาเขตของต้าซ่งเล็กจ้อยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
หลี่ชิงเจ้ารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่ง แต่นี่ก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ
ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือคือซีเซี่ย ส่วนทางเหนือคือแคว้นเหลียว
อาณาเขตของต้าซ่งเมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองของต้าฮั่นแล้ว รู้สึกเหมือนจะเล็กลงไปตั้งครึ่งหนึ่ง!
ที่สำคัญที่สุดคือ ด้วยสายตาของนักรบอย่างลิโป้และหลิวอวี้ เพียงแค่มองแวบเดียวก็เห็นปัญหาแล้ว
ทางเหนือของต้าซ่งไม่มีป้อมปราการสำหรับป้องกันเลย!
"เหตุใดยูจิ๋วถึงไปอยู่ในมือของแคว้นเหลียวได้ล่ะ?"
ลิโป้รีบถามขึ้นทันที
ยูจิ๋วในยุคราชวงศ์ฮั่นนั้นกว้างใหญ่มาก ทอดยาวไปเกือบถึงเลียวตั๋ง แต่ตอนนี้พื้นที่เกือบทั้งหมดกลับกลายเป็นดินแดนของแคว้นเหลียว
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เฉินอี้ก็ถอนหายใจและกล่าวเสียงเรียบ "นั่นก็เพราะไอ้ชาติหมาสือจิ้งถัง ยกสิบหกแคว้นเยียนอวิ๋นไปประเคนให้แคว้นเหลียวน่ะสิ"