- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 17 จ้าวสวี่ตายแล้ว ต้าซ่งก็หมดทางเยียวยา
บทที่ 17 จ้าวสวี่ตายแล้ว ต้าซ่งก็หมดทางเยียวยา
บทที่ 17 จ้าวสวี่ตายแล้ว ต้าซ่งก็หมดทางเยียวยา
ตงจิ้น ซานอิน หรือก็คือเมืองเส้าซิงในยุคหลัง
ก่อนหน้านี้หลิวอวี้ได้นำคนหลายสิบคนไปสอดแนมความเคลื่อนไหวของกองทัพกบฏซุนเอิน ทว่าบังเอิญไปเจอกับทัพกบฏนับพันคน เมื่อไม่มีทางหนี หลิวอวี้จึงต้องนำคนสู้ตายอาบเลือด
เพียงชั่วครู่ ผู้ติดตามของหลิวอวี้ก็ตายไปกว่าครึ่ง แต่เขายังคงกวัดแกว่งดาบใหญ่ สู้รบอย่างดุเดือดไม่หยุดพัก
โชคดีที่ไม่นาน หลิวจิ้งเซวียน บุตรชายของหลิวเหลาจือ ก็นำทหารม้าตามมาสมทบ จากนั้นทัพหลักก็มาถึง และบดขยี้กองทัพกบฏจนแตกพ่ายในคราเดียว
หลิวอวี้จึงนำเหล่าพี่น้องทหารไล่ล่าสังหารต่อไป
และศึกนี้นี่เอง ที่ทำให้หลิวอวี้ได้รับความสำคัญจากหลิวเหลาจือ
แต่ทว่า หลิวอวี้สู้ไปสู้มา กลับหายตัวไปเสียดื้อๆ
โชคดีที่ทหารที่ร่วมเดินทางล้วนเป็นคนสนิทของหลิวอวี้ จึงไม่ได้แตกกระสานซ่านเซ็นหนีไปไหน แต่กลับรอคอยเขาอยู่
ขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจอยู่นั้น หลิวอวี้ก็ปรากฏตัวขึ้น
"พี่ใหญ่หลิว!"
เหล่าคนสนิทรีบพากันเข้ามาหา พวกเขาพบเพียงว่าหลิวอวี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ราวกับได้เกิดใหม่ แม้แต่คราบเลือดบนตัวก็หายไปหมดแล้ว
"ท่านนี่มัน..."
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หลิวอวี้ไม่ตอบคำถาม เพียงแค่ยิ้มพลางกล่าว "พี่น้องทั้งหลาย รอข้าเสียนานคงจะหิวกันแล้วกระมัง? ข้าเอาเนื้อไก่มาฝากพวกเจ้าด้วย"
"เนื้อไก่หรือ?"
พอได้ยินคำว่าเนื้อไก่ หลายคนก็เริ่มน้ำลายสอ
แม้จะเป็นทหารจากกองทัพเป่ยฝู่ ก็ใช่ว่าจะได้กินเนื้อกันบ่อยๆ
"แต่ว่าพี่ใหญ่หลิว พวกเราจะไม่ไล่ล่าซุนเอินไอ้โจรชั่วนั่นแล้วหรือ?"
ซุนเอินเป็นนักพรตของลัทธิอู่โต่วหมี่ เป็นนิกายเดียวกับเตียวฬ่อในปลายราชวงศ์ฮั่น
ทว่ากองทัพของซุนเอินนั้นโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ทำเรื่องเลวทรามทุกอย่าง จนผู้คนต่างรังเกียจเดียดฉันท์
"ไม่แล้ว มันหนีออกทะเลไปแล้ว พวกเราแค่ยึดซานอินให้ได้ก็พอ"
หลิวอวี้เรียกให้เหล่าพี่น้องทหารเข้ามาหา แล้วแบ่งปัน 'ไคเฟิงไช่' ที่เหลือให้
พี่น้องหลายสิบคนที่ตามเขามา ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
เขาฉีกเบอร์เกอร์ออก แบ่งให้ทุกคนได้ลองชิมกันคนละนิด แล้วก็หั่นแตงโมเป็นชิ้นๆ แบ่งกันกิน
"เนื้อจริงๆ ด้วย!"
เมื่อทุกคนได้กินเข้าไปคำหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีคนร้องไห้ออกมา
หลิวอวี้เห็นดังนั้นก็หัวเราะร่วน "พวกเจ้าติดตามข้าไปในภายภาคหน้า รับรองว่าจะได้กินดีอยู่ดีอย่างแน่นอน"
"ไป เข้าเมือง!"
……
ช่วงบ่าย เฉินอี้หลบมาตากแอร์อยู่ในห้องโถง ถึงขั้นรู้สึกหนาวนิดๆ จนต้องหยิบผ้าห่มแอร์ออกมาคลุม
หลังจากงีบหลับไปครู่หนึ่งแล้วตื่นขึ้นมา ก็พบว่าในห้องมีคนเพิ่มมาหนึ่งคน เธอสวมกระโปรงจีบรอบตัวงดงามราวกับเทพธิดา กลิ่นอายดูสูงส่งเหนือโลกีย์
เห็นเพียงหลี่ชิงเจ้ากำลังจิบนมเบียร์จากขวดเบาๆ ในมือถือพจนานุกรมเล่มหนึ่ง นิ้วมือลูบไล้กระดาษเป็นระยะ ดูจะโปรดปรานจนวางไม่ลง
เนื่องจากตัวอักษรของแต่ละยุคสมัยนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เฉินอี้จึงตั้งใจไปซื้อพจนานุกรมจากร้านหนังสือมาหลายเล่ม กะว่ามีเวลาจะให้คนโบราณได้เรียนรู้ ไม่นึกเลยว่าหลี่ชิงเจ้าจะหยิบมาอ่านเองเสียแล้ว
"คุณชายเฉิน ท่านตื่นแล้วหรือ"
หลี่ชิงเจ้ารีบดื่มนมเบียร์จนหมดรวดเดียว แล้วเอ่ยขึ้น "ข้าเห็นท่านยังหลับอยู่ จึงไม่ได้ปลุก"
เฉินอี้พับผ้าห่มแอร์เก็บ แล้วถามว่า "อร่อยไหมครับ?"
"ก็พอใช้ได้ มีกลิ่นหอมของนมอยู่บ้าง เพียงแต่รสสุราไม่เข้มข้นพอ"
หลี่ชิงเจ้าวิจารณ์เล็กน้อย
นี่อาจจะเป็นตำนานที่ว่า 'คออ่อนแต่ชอบดื่ม' พอเจอเหล้าที่มีดีกรีจริงๆ เข้าไป แค่จิบเดียวก็แทบจะล้มพับแล้ว
เฉินอี้เอ่ยขึ้น "น่าเสียดายที่เมื่อเช้าคุณไม่ได้มา ไม่เช่นนั้นคงได้เจอคนใหม่ แถมยังได้กินไคเฟิงไช่ (KFC) ด้วยนะครับ"
"ไคเฟิงไช่หรือ? ข้าอยากกินเมื่อใดก็ย่อมได้กินนี่นา"
หลี่ชิงเจ้าถามด้วยความสงสัย "ว่าแต่คนใหม่คือผู้ใดหรือ? ข้ารู้จักหรือไม่?"
เฉินอี้ตอบ "แน่นอนครับ เขาชื่อหลิวอวี้"
"เอ๊ะ???"
หลี่ชิงเจ้าวางพจนานุกรมลง "ซ่งอู่ตี้หลิวอวี้แห่งยุคหนานเฉาหรือ?"
"ใช่ครับ"
เฉินอี้พยักหน้า จากนั้นก็เห็นหลี่ชิงเจ้าทำท่าทางเหมือนแฟนคลับตัวยง
เธอเด้งตัวลุกขึ้นทันที "แล้วซ่งอู่ตี้จะมาอีกเมื่อใดหรือ? ข้าต้องพบเขาให้ได้ ตอนนี้เขาอายุเท่าใดแล้ว? ดำรงตำแหน่งขุนนางใดอยู่?"
"เขาเพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อเองครับ เพิ่งจะเอาชนะซุนเอินแห่งลัทธิอู่โต่วหมี่เป็นครั้งแรก"
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของเธอ เฉินอี้ก็ถามด้วยความแปลกใจ "ทำไมคุณถึงดูตื่นเต้นขนาดนี้ล่ะครับ?"
คำถามนี้ทำเอาหลี่ชิงเจ้าค้อนขวับ "ย่อมต้องตื่นเต้นสิ นั่นคือซ่งอู่ตี้ผู้ยกทัพปราบปรามแดนเหนือเชียวนะ หากเขาอยู่ในต้าซ่งของพวกเราคงจะดีไม่น้อย"
เห็นเพียงหลี่ชิงเจ้ากำลังจินตนาการ "หากซ่งอู่ตี้คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันล่ะก็ อย่าว่าแต่พวกซีเซี่ยกับสุนัขเหลียวเลย แม้แต่สุนัขจินก็ต้องพ่ายแพ้แก่พวกเรา ไม่มีทางเกิดความอัปยศแห่งจิ้งคังขึ้นอย่างเด็ดขาด"
หลังจากได้รับรู้ประวัติศาสตร์ หลี่ชิงเจ้าก็เหมือนกับเฉินอี้ ที่เกลียดชังความไม่ได้เรื่องของฮ่องเต้ราชวงศ์จ้าวซ่งอย่างเข้ากระดูกดำ
คราวนี้เฉินอี้เข้าใจแจ่มแจ้งเลย คนเรานี่กลัวการเปรียบเทียบจริงๆ
เหมือนกับที่ซินชี่จี๋เคยกล่าวไว้ว่า 'แผ่นดินพันปี วีรบุรุษเช่นซุนจ้งโหมว ไร้ที่ให้เสาะหา' นั่นแหละ
หากเปลี่ยนไอ้สุนัขจ้าวโก้วให้กลายเป็นซุนกวน หนานซ่งก็คงไม่เหลวแหลกขนาดนี้เป็นแน่
ซุนกวนถึงจะกากก็กากเถอะ แต่ก็ไม่ได้ขี้ขลาดตาขาว
เผชิญหน้ากับกองทัพใหญ่ของโจโฉที่บุกตะลุยลงใต้ ก็ยังกล้าเปิดศึกเซ็กเพ็ก ภายหลังยังยกทัพขึ้นเหนืออีกหลายครั้ง น่าเสียดายที่ดันไปเจอดาวข่มอย่างเตียวเลี้ยวเข้า...
ในฐานะราชสำนักที่ตั้งมั่นอยู่มุมหนึ่งของแผ่นดินเหมือนกัน ผลงานของซุนกวนเมื่อเทียบกับจ้าวโก้วแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็น 'วีรบุรุษ' อย่างแท้จริง
ส่วนหลิวอวี้นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง การยกทัพปราบปรามแดนเหนือของเขา ทำให้ยุคหนานเฉาได้มองเห็นความหวังอยู่ช่วงหนึ่ง
เรียกได้ว่า 'ม้าเหล็กหอกทอง กลืนหมื่นลี้ดั่งพยัคฆ์' เลยทีเดียว
ดังนั้น ในยุคต้าซ่งที่ต้องการการปราบปรามแดนเหนือเป็นอย่างยิ่ง หลี่ชิงเจ้าจึงชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก
น่าเสียดายที่หลิวซ่ง ไม่ใช่จ้าวซ่ง
เฉินอี้เอ่ยขึ้น "เขาเพิ่งจะชนะศึกใหญ่มา คาดว่าคงต้องไปเรียกขวัญกำลังใจทหารก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะมาอีกเมื่อไหร่นะครับ"
หลี่ชิงเจ้าพยักหน้ารับ พลางกล่าวว่า "หากสามารถติดต่อเขาได้ก็คงดี"
ความจริงแล้วเฉินอี้ก็อยากจะติดต่อเหมือนกัน แต่มันทำไม่ได้เลย
ถึงอย่างไรก็ถูกขวางกั้นด้วยมิติเวลา นี่ไม่ใช่สิ่งที่เทคโนโลยีจะทำได้
"แม่นางน้อยหลี่ คุณรอสักครู่นะครับ ผมไปเอาผลไม้มาให้"
เฉินอี้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก จึงเดินออกไป
ตอนที่เขาอยู่คนเดียวก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยชอบกินผลไม้เท่าไหร่ อย่างมากก็แค่ซื้อแตงโมมากินตอนอยาก
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว โฮมสเตย์มีแขกมาพัก ย่อมต้องเตรียมผลไม้ไว้ให้พร้อม!
แอปเปิลหลิงเป่า สาลี่หิมะ กล้วยหอม องุ่นไชน์มัสแคท เขาซื้อมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย
กำลังกินได้จุใจพอดี
เมื่อยกมาเสิร์ฟ หลี่ชิงเจ้าก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"นี่คือแอปเปิล ส่วนนี่คือสาลี่... ล้วนเป็นผลไม้ที่เพาะพันธุ์ในยุคปัจจุบันครับ จะแตกต่างจากยุคของคุณอยู่บ้าง"
เฉินอี้แนะนำทีละอย่าง หลี่ชิงเจ้ารู้สึกอยากกินไปเสียทุกอย่าง
หลังจากลังเลอยู่นาน เธอก็หยิบองุ่นไชน์มัสแคทขึ้นมากินก่อนเป็นอันดับแรก
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ก็แค่มันดูน่าอร่อย
ผลไม้ในสมัยราชวงศ์ซ่งก็มีความหลากหลายมากแล้ว แต่ถึงอย่างไรสายพันธุ์ก็แตกต่างกัน ดูไม่เต่งตึงและน่าทานเหมือนผลไม้ในยุคปัจจุบัน
ผลไม้ในยุคปัจจุบันไม่เพียงแต่ดูดี แต่พอกัดเข้าไปคำหนึ่ง น้ำผลไม้ก็ฉ่ำเยิ้ม หลี่ชิงเจ้าก็เผยสีหน้าแห่งความสุขออกมาทันที
ทั้งสองคนกินผลไม้ไปพลาง พูดคุยกันไปพลาง
หลี่ชิงเจ้าบอกเล่าความคิดของตนให้เฉินอี้ฟัง "คุณชายเฉิน ข้าอยากช่วยเหลือต้าซ่ง"
"ช่วยยังไงล่ะครับ?"
"ข้าตัดสินใจว่าจะช่วยชีวิตฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียก่อน ไม่รู้ว่าจะมีหนทางใดบ้างหรือไม่?"
จ้าวสวี่เป็นโอรสสวรรค์ผู้ปรีชาสามารถที่หาได้ยากยิ่งในราชวงศ์ซ่ง การสวรรคตในวัยเพียงยี่สิบสามพรรษานั้นนับว่าน่าเสียดายเกินไป
อีกทั้งเมื่อหลี่ชิงเจ้าได้เห็นชะตากรรมอันน่าเวทนาของตนเองแล้ว ก็พบว่าจุดพลิกผันของเป่ยซ่ง ก็คือการสวรรคตของจ้าวสวี่นี่แหละ
หลังจากจ้าวสวี่สวรรคต ต้วนอ๋องจ้าวจี๋ก็ขึ้นครองราชย์ การกระทำของกษัตริย์ผู้ทำให้ชาติล่มจมผู้นี้ช่างเหลวแหลกสิ้นดี ทั้งแต่งตั้งขุนนางกังฉิน ไร้ความสามารถด้านการทหาร และยังหมกมุ่นในกามตัณหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด...
หลี่ชิงเจ้าเห็นแล้วถึงกับรู้สึกความดันขึ้นเลยทีเดียว
แถมยังมี 'ญาติ' ของเธออย่างช่ายจิง ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะกลายเป็นขุนนางกังฉิน ทำให้เธอรู้สึกละอายใจที่จะนับญาติด้วย
และจ้าวโก้วในยุคหลังจากนั้น ก็ยิ่งทำให้เธอตกตะลึงตาค้าง ฮ่องเต้จะเป็นคนไม่ได้เรื่องได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ดังนั้น หลี่ชิงเจ้าจึงรู้สึกว่าภารกิจแรกของตน ก็คือการช่วยชีวิตจ้าวสวี่
จ้าวสวี่ตายแล้ว ต้าซ่งก็หมดทางเยียวยา!