- หน้าแรก
- ท่านอ๋อง ลิโป้ และโฮมสเตย์สุดป่วนของผม
- บทที่ 14 หวนคิดถึงวันวาน ม้าเหล็กหอกทอง
บทที่ 14 หวนคิดถึงวันวาน ม้าเหล็กหอกทอง
บทที่ 14 หวนคิดถึงวันวาน ม้าเหล็กหอกทอง
วันรุ่งขึ้น เฉินอี้ตื่นแต่เช้าตรู่มาทำอาหารเช้า
เพราะเมื่อคืนมีลูกค้าครอบครัวหนึ่งมาพักแบบไม่คาดฝัน
สาเหตุคือฟ้ามืดเกินไป พวกเขาขี้เกียจเดินทางต่อ จึงมาเปิดห้องพักที่โฮมสเตย์สองห้อง
ประมาณเก้าโมงกว่า ลูกค้าก็ตื่นนอน หลังจากทานบะหมี่ที่เฉินอี้เตรียมไว้ให้ก็ยกนิ้วโป้งชื่นชม
กินเสร็จ พวกเขาก็จ่ายเงินแล้วจากไป
【อาลีเพย์ได้รับเงินโอนเข้าบัญชี 240 หยวน】
จากนั้นเฉินอี้ก็ออกไปซื้อกับข้าว และซื้อผลไม้ติดมือมาด้วย ปีนี้โดยเฉพาะลิ้นจี่ ราคาถูกกว่าปีก่อนๆ
ซื้อกับข้าวเสร็จก็เอาไปแช่ตู้เย็น ปรากฏว่าเฉินเฟยฉีผู้เป็นปู่ก็ส่งข้อความมาพอดี
【เฉินเฟยฉี: ของขายให้พิพิธภัณฑ์หมดแล้ว ได้เงินมาทั้งหมดห้าแสนหยวน】
【เฉินอี้: เยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ? ขอบคุณครับปู่!】
【เฉินเฟยฉี: นี่เยอะแล้วเหรอ? ถ้าไม่ใช่เพราะที่มาที่ไปไม่ชัดเจน มูลค่ามันสูงกว่านี้อีก】
ก็แน่ล่ะ เขาบอกว่าเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษ คนอื่นเขาก็ไม่เชื่อหรอก...
หลังจากนั้น ชายชราก็โอนเงินมาให้เฉินอี้
เงินห้าแสนหยวนเข้าบัญชี จู่ๆ เฉินอี้ก็รู้สึกว่ากับข้าวที่ซื้อมามันไม่น่ากินซะแล้ว
พอดีกับวันนี้เป็นวันพฤหัสบดี เตรียมตัวฉลองมื้อใหญ่แบบจัดหนักสักรอบ
แค่ไม่รู้ว่าลิโป้กับหลี่ชิงเจ้าจะมาไหม?
เรื่องที่ว่าจะสั่งอาหารเยอะแค่ไหน เฉินอี้เลยตัดสินใจไม่ค่อยถูก
ขณะนั้นเอง ประตูใหญ่ของโฮมสเตย์ก็ถูกเคาะ
"ก๊อกๆ!"
"มาแล้วครับ!"
เฉินอี้เก็บมือถือ ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
พอเปิดประตู กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็พุ่งปะทะจมูก ทำเอาเฉินอี้รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียนขึ้นมาทันที
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความพะอืดพะอม มองเห็นเพียงคนผู้หนึ่งสวมเกราะเหลียงตาง ซึ่งแผ่นเหล็กที่ซ้อนกันราวกับเกล็ดปลาบนนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดกรังยืนอยู่ตรงหน้า
คนผู้นี้อายุราวสามสิบสี่สิบปี ส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร เวลานี้ทั้งบนใบหน้าและเส้นผมล้วนเต็มไปด้วยรอยเลือด ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ยังมีหยดเลือดร่วงแหมะลงบนพื้น
หลังจากเฉินอี้เปิดประตู เขาก็กวาดสายตามองสถานการณ์ด้านหลังเฉินอี้ด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
'คนใหม่มาแล้ว!'
เฉินอี้คิดในใจ แต่ดูจากสภาพนี้แล้ว ค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว
ดวงตาคู่นั้นมองไปข้างหลังเขา หรือว่ายังอยู่ในระหว่างการเข่นฆ่ากันนะ?
เขารีบเอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีนามว่าอะไรครับ?"
ขุนพลวัยกลางคนผู้นั้นจึงได้ดึงสายตากลับมา แล้วมองมาที่เฉินอี้ "หรือว่าเถ้าแก่จะเป็นนักบวช?"
"เปล่าครับ ผมก็แค่เจ้าของร้านธรรมดา"
เฉินอี้ลูบเส้นผมของตัวเอง
คนโบราณมีคำกล่าวว่า: ร่างกาย เส้นผม ผิวหนัง ล้วนได้รับมาจากพ่อแม่
ดังนั้นพอเห็นเขาผมสั้นถึงได้รู้สึกประหลาดใจ
"ข้าคือชานจวินภายใต้สังกัดของแม่ทัพหน้าหลิวเหลาจือ มิอาจรับคำเรียกขานว่าแม่ทัพจากเถ้าแก่ได้ เรียกข้าว่าหลิวอวี้ก็พอ!"
หลิวอวี้!
เฉินอี้เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินอี้ หลิวอวี้ยังคงเอ่ยถามด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "หรือว่าเถ้าแก่จะรู้จักข้า?"
ระหว่างที่พูด มือของเขาก็เลื่อนไปจับด้ามดาบที่เอวแล้ว
เฉินอี้รีบพูดขึ้น "ท่านแม่ทัพหลิว ในใต้หล้านี้มีใครบ้างที่ไม่รู้จักท่าน"
คำพูดนี้หลิวอวี้ย่อมไม่มีทางเชื่อ
เขาก็เป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง จะไปมีชื่อเสียงปานนั้นได้อย่างไร?
แต่เวลานี้ เฉินอี้กลับเชิญเขาเข้าไปด้านในโดยตรง "ท่านแม่ทัพหลิวอย่ามัวแต่ยืนตากแดดอยู่เลย เข้ามาก่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะครับ"
"เช่นนั้นก็ได้"
หลิวอวี้เห็นเฉินอี้ทำตัวเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนว่าจะมีทหารซุ่มโจมตีอยู่ จึงพยักหน้าแล้วเดินเข้ามา
ท่าทางการเดินของเขาองอาจผ่าเผยราวกับมังกรเยื้องย่างพยัคฆ์ย่างก้าว ดูกร้าวแกร่งและน่าเกรงขาม
หลิวอวี้เอ่ยปากพูด "เถ้าแก่อย่าได้ถือสา หลิวผู้นี้ไล่ตามตีโจรขบถซุนเอินมาตลอดทาง ผลคือตอนที่เดินผ่านป่าทึบผืนหนึ่ง จู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่"
"ซุนเอินที่คุณพูดถึงน่าจะมาไม่ถึงที่นี่หรอกครับ"
เฉินอี้บอก
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?"
"เพราะที่นี่คือยุคสมัยที่ห่างจากยุคตงจิ้นมาพันกว่าปีแล้วน่ะสิครับ"
"จะเป็นไปได้อย่างไร?"
เฉินอี้เริ่มอธิบายให้หลิวอวี้ฟัง
ตอนแรกหลิวอวี้ไม่เชื่อเลยสักนิด แต่เฉินอี้มีประสบการณ์แล้ว จึงนำสิ่งของในยุคนี้ออกมาให้เขาดู
และก็เป็นไปตามคาด แม้หลิวอวี้จะยังไม่เชื่ออย่างสนิทใจ แต่ความระแวดระวังก็ลดลงไปมาก
เขาเดินเข้ามาในตัวบ้าน แต่กลับไม่ยอมนั่งลง
เพราะทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยเลือด จึงไม่ค่อยอยากทำให้สถานที่อันสวยงามแห่งนี้ต้องแปดเปื้อน
"น้องเฉิน... ในเมื่อเจ้ารู้จักข้า หรือว่าข้าจะได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่กระนั้นหรือ?"
หลังจากนั้น หลิวอวี้ก็โพล่งถามขึ้นมา
"นั่นมันแน่อยู่แล้วครับ"
เฉินอี้พยักหน้า "ซินชี่จี๋ได้แต่งบทกวีบทหนึ่งเอาไว้เพื่อกล่าวถึงคุณโดยเฉพาะเลย"
"แมกไม้เอนลู่กลางแดดสายัณห์ ในตรอกซอกซอยธรรมดาสามัญ ผู้คนเล่าขานจี้หนูเคยพำนัก หวนคิดถึงวันวาน ม้าเหล็กหอกทองกรีธาทัพ รัศมีกล้าแกร่งกลืนกินหมื่นลี้ดั่งพยัคฆ์!"
เมื่อได้ยินบทกวีนี้ ประกายตาของหลิวอวี้ก็วาวโรจน์ ไม่มีความแคลงใจอีกต่อไป
กล้าแกร่งกลืนกินหมื่นลี้ดั่งพยัคฆ์งั้นหรือ นันมันคือผลงานอันยิ่งใหญ่ระดับไหนกัน?
ชื่อเล่นของเขาคือจี้หนู สาเหตุเป็นเพราะตอนที่เกิดมา ฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้เป็นมารดายังสิ้นใจหลังจากคลอดเขาออกมา บิดาหลิวเฉียวไม่มีกำลังพอที่จะจ้างแม่นมมาให้นมหลิวอวี้ จึงเคยคิดที่จะทอดทิ้งเขา
โชคดีที่ในยุคโบราณยังมีสิ่งที่เรียกว่า 'ระบบตระกูล' ดำรงอยู่ เป็นเพราะมารดาของหลิวหวยจิ้งช่วยเลี้ยงดูเขา เขาจึงสามารถรอดชีวิตมาได้
ระบบตระกูลมีไว้เพื่อปกป้องคนในตระกูล ยกตัวอย่างเช่นเล่าปี่ หากไม่มีตระกูล แม่ม่ายลูกกำพร้าคงถูกรังแกไปตั้งนานแล้ว
แต่เป็นเพราะมีตระกูลดำรงอยู่ เล่าปี่ถึงได้มีโอกาสถีบตัวเองขึ้นมา และได้ติดตามหลิวเต๋อหรานลูกชายของผู้นำตระกูล ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของโลติด
"แล้วตกลงว่าข้าได้ทำอะไรลงไปงั้นหรือ?"
พอรู้ว่าตนเองได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ หลิวอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะซักไซ้
ส่วนเฉินอี้มองดูเขาแล้วพูดขึ้น "ท่านแม่ทัพหลิว สภาพของคุณตอนนี้ ผมว่าไปอาบน้ำล้างคราบเลือดก่อนค่อยคุยกันดีไหมครับ?"
"อาบน้ำก่อน แล้วค่อยมากินอะไรสบายๆ ด้วยกัน"
"ตกลง!"
หลิวอวี้ถึงเพิ่งรู้สึกว่าเหนอะหนะไปทั้งตัว
สมควรจะต้องล้างตัวเสียหน่อยแล้ว
ทว่าเขาก็ยังคงระมัดระวังตัว ตอนที่เดินตามเฉินอี้เข้าไปในห้อง ดาบก็ยังคงแนบชิดติดกายไม่ห่าง
พอเข้าไปในห้อง หลิวอวี้ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ และรู้สึกประหลาดใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ขึ้นมาทันที
"นี่คือไฟครับ กดตรงนี้ทีนึงก็เปิด กดอีกทีก็ปิด"
เฉินอี้กดสวิตช์ดังแป๊กๆ สองครั้ง
จากนั้น หลิวอวี้ก็ชี้ไปที่เตียงนอน "นี่คือเตียงนอนหรือ? เหตุใดจึงมีแต่สีขาวเล่า?"
สีหน้าของเขาดูพิลึกพิลั่น หรือว่าคนยุคหลังจะห่ม 'ผ้าขาว' กันทุกคน?
"เอ่อ หลักๆ คือสีขาวมันดูสะอาดตาน่ะครับ ถ้ามีรอยเปื้อนนิดหน่อยก็จะมองเห็นได้ชัดเลย"
เฉินอี้รีบอธิบาย
คำพูดนี้ทำให้หลิวอวี้พยักหน้า ยอมรับเหตุผลนี้
เขาเดินตามเฉินอี้เข้าไปในห้องน้ำ เห็นเพียงกระจกเงาบานใสแจ๋วตั้งตระหง่านอยู่ เขามองเห็นตัวเองจากในนั้น
ทั่วร่างเต็มไปด้วยคราบเลือด... ดูน่ากลัวไปหน่อยจริงๆ
การที่เฉินอี้ไม่ตกใจกลัว ก็นับว่า 'กล้าหาญชาญชัย' มากแล้ว
ก็แหงล่ะ อย่างน้อยๆ เฉินอี้ก็เคยเชือดไก่มาก่อน...
หลังจากนั้น เขาก็สอนหลิวอวี้อาบน้ำ
"เปิดตรงนี้ก็จะมีน้ำไหลออกมาครับ ฝั่งนี้เป็นน้ำร้อน บิดไปอีกฝั่งก็จะเป็นน้ำเย็น ระวังเรื่องอุณหภูมิน้ำหน่อยก็พอครับ"
"ท่านแม่ทัพหลิว คุณสูงพอๆ กับผม เดี๋ยวผมเอาเสื้อผ้าของผมมาให้คุณเปลี่ยนสักชุดดีไหมครับ?"
หลิวอวี้สังเกตเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นบนตัวเฉินอี้ แม้จะรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชิน แต่ก็ยังคงพยักหน้า "เช่นนั้นต้องรบกวนน้องเฉินแล้ว"
"ไม่รบกวนเลยครับ"
เฉินอี้โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะเอ่ยปาก "ถ้าอย่างนั้นคุณก็เข้าไปอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวผมไปเอาเสื้อผ้ามาให้"
หลิวอวี้พยักหน้า พอเข้าไปในห้องน้ำ เขาก็เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวเล็กน้อย จากนั้นถึงค่อยปลดดาบออกวางไว้ด้านข้าง แล้วเริ่มถอดชุดเกราะ เปิดน้ำร้อนชำระล้างร่างกาย
พอน้ำรดตัว เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสบายตัวขึ้นมาทันที
สายน้ำนั้นใสแจ๋วยิ่งนัก เขาถึงกับใช้มือรองน้ำขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
"นี่คือชีวิตความเป็นอยู่อันแสนวิเศษของคนยุคหลังงั้นหรือ?"
หลิวอวี้ประหลาดใจอยู่ลึกๆ
ตอนนี้เขาเชื่อคำพูดของเฉินอี้แล้ว อย่าว่าแต่ยุคอนาคตเลย ต่อให้บอกว่าที่นี่คือสถานที่พำนักของเทพเซียนเขาก็เชื่อ!
ส่วนเฉินอี้ก็หยิบเสื้อผ้าของตัวเองมาให้หลิวอวี้ชุดหนึ่ง จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาเตรียมสั่งอาหาร
ขอเลี้ยงหลิวอวี้แบบจัดหนักจัดเต็มสักมื้อก็แล้วกัน!
อะไรที่เป็นไก่ทอดสูตรดั้งเดิม หรือบักเก็ตปีกไก่สิบชิ้น เฉินอี้สั่งมาหมด หมดเงินไปสองร้อยกว่าหยวน ด้วยกลัวว่าหลิวอวี้จะกินไม่อิ่ม
หลังจากนั้น เฉินอี้ก็หยิบไม้ถูพื้น รีบไปจัดการเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดพวกนั้น
ขืนปล่อยไว้ เดี๋ยวพนักงานส่งอาหารจะพานคิดว่าเป็น 'สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม' เอาได้