- หน้าแรก
- ยอดหมอหลอมหยวน สยบสาวงาม สะท้านยุทธภพ
- บทที่ 12 - กายารากปราณวิญญาณ อาหารค่ำใต้แสงเทียน
บทที่ 12 - กายารากปราณวิญญาณ อาหารค่ำใต้แสงเทียน
บทที่ 12 - กายารากปราณวิญญาณ อาหารค่ำใต้แสงเทียน
บทที่ 12 - กายารากปราณวิญญาณ อาหารค่ำใต้แสงเทียน
"ทำไมคุณไม่ส่งตัวฉันให้หลานเทียนถิง เพื่อล้างมลทินให้ตัวเองล่ะ"
เยาจีสงสัยมาก ในความคิดของเธอ นี่คือสิ่งที่จางหยางต้องทำ และเป็นทางออกเดียวของเขาด้วย
"ขืนทำแบบนั้น คุณก็ตายสิ"
"คุณอยากจะช่วยฉันงั้นเหรอ"
เยาจีมองชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกด้วยความประหลาดใจ เธอรู้สึกว่ามองผู้ชายคนนี้ไม่ออกเลยจริงๆ
"คุณมีประโยชน์กับผม ยังไงผมก็ต้องช่วยคุณอยู่แล้ว"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะว่าคุณมีรากปราณวิญญาณยังไงล่ะ"
จางหยางฝันไปก็ยังคิดไม่ถึง ว่าผู้หญิงที่มีรากปราณวิญญาณที่เขาเฝ้าตามหามาแสนนาน จะมาปรากฏตัวในร่างของผู้หญิงที่คิดจะใส่ร้ายเขาแบบนี้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาได้พบเจอผู้หญิงมากมาย อีกทั้งยังใช้ข้ออ้างในการรักษาโรค ตรวจสอบร่างกายของผู้หญิงที่มาใช้บริการในร้านหย่งชุนถังมานักต่อนัก แต่ก็ไม่พบใครที่มีรากปราณวิญญาณเลยสักคน
ตราบใดที่เขาสามารถชักนำเยาจีเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ เขาก็จะสามารถตักตวงผลประโยชน์จากการฝึกคู่ทะลวงปราณจากเธอได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีนี้ง่ายกว่าการต้องไปตระเวนตามหาผู้หญิงบริสุทธิ์ แล้วหว่านล้อมให้พวกเธอมอบครั้งแรกให้ตั้งเยอะ
"รากปราณวิญญาณคืออะไรเหรอ" เยาจีเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"รากปราณวิญญาณคือกายาชนิดหนึ่งที่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาของแดนเซียนได้ ซึ่งกายาแบบนี้ ในคนนับแสนจะปรากฏขึ้นมาสักคนก็ยังยากเลย"
"บำเพ็ญเพียรเป็นเซียน?"
เยาจีเริ่มสงสัยว่า ไอ้หมอที่อยู่ตรงหน้าเนี่ย สมองมีปัญหาหรือเปล่า
เธอเคยได้ยินแต่วิชาวรยุทธ์โบราณ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในโลกใบนี้จะมีเซียนอยู่จริงๆ
"จะจริงหรือเท็จ ถึงเวลานั้นคุณก็รู้เองแหละ ตอนนี้เราต้องย้ายที่อยู่กันก่อน"
เยาจีเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก จางหยางจึงบังคับให้เธอลุกขึ้น แล้วพยุงร่างอันบอบช้ำของเธอขึ้นรถแท็กซี่ไป
หลายชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ริมทะเลแห่งหนึ่ง
จางหยางเช่าบ้านพักหลังหนึ่ง ให้เยาจีพักฟื้นรักษาตัว พร้อมกับเริ่มสอน 'เคล็ดวิชาสตรีหยกแห่งเขาอู้ซาน' ให้กับเธอ
'เคล็ดวิชาสตรีหยกแห่งเขาอู้ซาน' เป็นเคล็ดวิชาที่เหมาะสำหรับผู้หญิงในการเริ่มต้นบำเพ็ญเพียร ซึ่งเขารื้อฟื้นมาจากความทรงจำ
ช่วงแรกๆ เยาจียังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เธอก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น
หากเป็นการฝึกวรยุทธ์โบราณ การจะฝึกปรือจนเกิดพลังลมปราณได้นั้น หากไม่ใช้เวลาฝึกฝนนับสิบปี ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
แต่เคล็ดวิชานี้ ใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่สิบกว่าวัน เธอก็สามารถสัมผัสถึงพลังปราณได้แล้ว สิ่งนี้ทำให้เธอเริ่มเชื่อคำพูดของจางหยางขึ้นมาอย่างสนิทใจ
"ถ้าได้กินสมุนไพรที่มีอายุมากหน่อย การบำเพ็ญเพียรก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้น คุณมีเงินติดตัวบ้างไหม"
"ฉันมีเงินเก็บอยู่แสนกว่าๆ"
เยาจีโอนเงินกว่าแสนหยวนให้กับจางหยาง เพื่อนำไปซื้อสมุนไพรอายุยืนยาว
พริบตาเดียว เวลาสองเดือนก็ผ่านพ้นไป
เงินแสนกว่าของเยาจีและเงินแสนกว่าของจางหยาง ถูกผลาญไปจนหมดเกลี้ยง
ภายใต้การอัดฉีดด้วยสมุนไพรล้ำค่า ในที่สุดเยาจีก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่หนึ่ง และสามารถเริ่มฝึกคู่ทะลวงปราณได้แล้ว
ค่ำคืนนี้ ขณะที่เยาจีกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในลานบ้าน สัมผัสได้ถึงพลังหยวนในร่างกาย เธอก็ทั้งตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน
เมื่อมีพลังหยวนคอยเกื้อหนุน พละกำลังของเธอก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงเท่าตัว หากเทียบกับระดับของผู้ฝึกวรยุทธ์แล้ว ตอนนี้เธอก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อนกำเนิดเป็นที่เรียบร้อย
เธอฝันไปก็ยังคิดไม่ถึงเลยว่า ตัวเองจะมีวันนี้ได้ ทำให้เธอยิ่งมอบกายถวายชีวิตให้กับจางหยางมากขึ้นไปอีก
"เงินหมดแล้ว เราต้องหาทางหาเงินมาซื้อสมุนไพรต่อ"
เยาจีโยนบัตรธนาคารใบหนึ่งให้เขา "ในนั้นมีเงินอยู่สามล้าน"
จางหยางมองเธอด้วยสายตาตกตะลึง ก็ไหนตอนแรกบอกว่ามีแค่แสนกว่าหยวนไง
เห็นทีคำพูดของผู้หญิง จะเชื่อไม่ได้จริงๆ ด้วย
เมื่อมีเงินสามล้าน จางหยางก็ตระเวนซื้อแต่สมุนไพรอายุยืนยาว ไม่ว่าจะเป็นโสมภูเขาอายุหลายสิบปี เห็ดหลินจือ หรือแม้แต่หวงจิง ก็ซื้อมากองรวมกันเป็นพะเนิน ด้วยอำนาจแห่งเงินตรา ระดับการบำเพ็ญเพียรของทั้งสองจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ยังคงติดอยู่ที่คอขวด ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที
ถึงเวลาที่ต้องใช้วิธีฝึกคู่ทะลวงปราณแล้วสินะ
ค่ำคืนนี้ จางหยางได้เตรียมอาหารค่ำใต้แสงเทียนเอาไว้
อาหารฝรั่ง ไวน์แดง ท่ามกลางความมึนเมา สายตาของทั้งสองก็สบประสานกันอย่างห้ามไม่อยู่
ด้วยความผูกพันที่ฟูมฟักมาตลอดสามเดือน ประกอบกับบรรยากาศที่เป็นใจ โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด ทั้งสองก็โผเข้ากอดกันอย่างแนบแน่น
เยาจีหลับตาพริ้ม ในขณะที่เธอกำลังเตรียมตัวจะดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ จู่ๆ เสียงท่องเคล็ดวิชาก็ดังขึ้นที่ข้างหู
เยาจีไม่ได้สนใจ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ใครเขาจะมามัวท่องเคล็ดวิชาให้เสียอารมณ์กัน
"เคล็ดวิชาบทนี้ มีสรรพคุณดีกว่าสมุนไพรราคาแสนหยวนเสียอีกนะ"
จางหยางขบเม้มติ่งหูของเธอ พลางกระซิบแผ่วเบา
มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ
เยาจีทำตามการชักนำของเขา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีพลังวิญญาณอันมหาศาลไหลบ่าเข้ามาจากจุดเชื่อมต่อ
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น" เธอตกใจจนหน้าถอดสี
"นี่คือเคล็ดวิชาฝึกคู่ทะลวงปราณไงล่ะ..."
จางหยางกระซิบอธิบายถึงข้อดีของเคล็ดวิชานี้ที่ข้างหูของเธออย่างละเอียด
เมื่อเยาจีได้ฟังจบ ก็ฟาดเขาไปหนึ่งที "มีเรื่องดีๆ แบบนี้ ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ ก่อนหน้านี้ผลาญเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้วรู้ไหม"
ยิ่งคิด เยาจีก็ยิ่งเสียดายเงิน ด้วยความเจ็บใจ เธอจึงกัดเข้าที่ไหล่ของเขาไปหนึ่งที
"ถ้าไม่ได้ปูพื้นฐานมาตั้งแต่แรก ก็ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้หรอก ถือว่าไม่ได้สูญเปล่าอะไรหรอกน่า เงียบก่อน แล้วตั้งสมาธิให้ดี"
จางหยางกอดเธอไว้แน่น แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชา
เยาจีดีใจจนแทบคลั่ง ไม่คิดเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีเรื่องที่ท้าทายสวรรค์ถึงเพียงนี้อยู่ด้วย
ผ่านไปหนึ่งคืน ในที่สุดจางหยางก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สองได้สำเร็จ ส่วนเยาจีเองก็บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งจุดสูงสุดเช่นกัน
ทว่า ความดีใจของจางหยางยังไม่ทันจางหาย พลังหยวนในร่างกายก็ถูกดูดกลืนไปอย่างบ้าคลั่ง
ตอนแรกจางหยางคิดว่าเป็นเพราะรากฐานยังไม่มั่นคง หลังจากพักผ่อนไปได้สองสามวัน เขาก็กลับมาฝึกคู่ทะลวงปราณกับเยาจีอีกครั้ง
เมื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สองได้อีกครั้ง พลังหยวนก็ถูกดูดกลืนไปอย่างบ้าคลั่งอีกหน จางหยางถึงเพิ่งตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเขา แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นปัญหาของปรมาจารย์เหอฮวน ที่กำลังดูดกลืนพลังหยวนของเขาไปเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
"ไอ้หนู เก่งไม่เบานี่ ในที่สุดก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สองได้แล้วสินะ"
หลังจากทะลวงผ่านเป็นครั้งที่สาม เสียงยียวนกวนประสาทของปรมาจารย์เหอฮวนก็ดังก้องขึ้นในหัว
"ปรมาจารย์ ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที ข้าคิดถึงท่านแทบแย่แหนะ"
หลายเดือนมานี้ ภายในใจของจางหยางมีคำถามมากมายที่อยากจะถามเขา
ความรู้สึกที่ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังแบบนี้ มันช่างทรมานเสียเหลือเกิน
"พลังหยวนที่ข้าดูดซับไปมีไม่มากนัก คงจะประคองสติไว้ได้อีกไม่นาน เจ้ามีปัญหาเรื่องการบำเพ็ญเพียรอะไรก็รีบๆ ถามมา" ปรมาจารย์เหอฮวนเร่งเร้า
"ข้าพบผู้หญิงคนหนึ่ง หัวใจของนางถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง..."
จางหยางรีบเล่าอาการของเหอซือยวิ่นให้ฟังทันที ร่างกายของเธอช่างพิเศษเหลือเกิน
"บัดซบ นี่เจ้าคงไม่ได้บังเอิญไปเจอคนที่มีรากปราณวิญญาณสวรรค์ธาตุน้ำแข็งเข้าหรอกนะ" ปรมาจารย์เหอฮวนร้องอุทานลั่น
"ไม่ใช่ครับ นางไม่มีข้อความแจ้งเตือนเรื่องรากปราณวิญญาณเลย"
ก่อนหน้านี้ตอนที่จางหยางสัมผัสตัวเยาจี ข้อความที่เด้งขึ้นมาในหัวคือ: ไม่ใช่กายาหยินบริสุทธิ์ (เทียม)
'เทียม' หมายถึง รากปราณวิญญาณเทียม ซึ่งก็เหมือนกับตัวเขาเอง
แต่ของเหอซือยวิ่นกลับเป็น: ไม่ใช่กายาหยินบริสุทธิ์ ไม่มีข้อความเรื่องรากปราณวิญญาณต่อท้าย
"ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในตอนนี้ ตรวจจับได้แค่รากปราณวิญญาณเทียมเท่านั้นแหละ แม้แต่รากปราณวิญญาณพันทางยังตรวจจับไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับรากปราณวิญญาณสวรรค์"
"เวรเอ๊ย แล้วทำไมท่านไม่บอกข้าแต่แรกล่ะ"
จางหยางยังคงนึกเสียดายที่หลิ่วเพียวซวี่ไม่มีรากปราณวิญญาณอยู่เลย ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีรากปราณวิญญาณเสียทีเดียวนี่นา
แต่พอลองคิดดูดีๆ ความเป็นไปได้มันก็ช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
ในความทรงจำ แม้แต่ในแดนเซียน คนที่มีรากปราณวิญญาณก็ยังหาได้ยากยิ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่พลังปราณเหือดแห้งไปตั้งนานแล้วเลย
"บอกไปก็ไร้ประโยชน์ เจ้ายังมีคำถามอะไรอีกไหม"
"เมื่อไหร่ข้าถึงจะสามารถฝึกฝนวิชาอาคมได้ล่ะ"
"ต้องบรรลุถึงขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สามก่อน คำถามต่อไป"
"ขั้นต่อไปข้าควรจะฝึกฝนยังไงดี"
"ข้าจะส่งผ่านความทรงจำส่วนหนึ่งให้เจ้า พลังหยวนของข้าหมดแล้ว ลาก่อน"
สิ้นคำ ปรมาจารย์เหอฮวนก็เงียบหายไปอีกครั้ง ตามติดมาด้วยความทรงจำใหม่ที่ผุดขึ้นมาในหัวของจางหยาง
ในนั้นมีสูตรโอสถเสริมหยวนขั้นต้นอยู่หนึ่งสูตร พร้อมกับวิธีสร้างยันต์อาคมอีกสองชนิด ชนิดแรกคือยันต์กระบี่เหิน ชนิดที่สองคือยันต์ระฆังทองคำขนาดย่อม
หึหึ!
เมื่อมีของเล่นใหม่พวกนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับหลานเทียนถิง เขาก็พร้อมบวกแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น จางหยางก็เริ่มตระเตรียมวัตถุดิบในการหลอมโอสถ และวัตถุดิบในการสร้างยันต์อาคมทั้งสองชนิด
(จบแล้ว)