- หน้าแรก
- ยอดหมอหลอมหยวน สยบสาวงาม สะท้านยุทธภพ
- บทที่ 10 - เป้าหมายของผม คือผืนป่าต่างหาก
บทที่ 10 - เป้าหมายของผม คือผืนป่าต่างหาก
บทที่ 10 - เป้าหมายของผม คือผืนป่าต่างหาก
บทที่ 10 - เป้าหมายของผม คือผืนป่าต่างหาก
ณ ห้องน้ำชาชั้นสองของหย่งชุนถัง ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งเผชิญหน้ากันอยู่
หลานจือเจี๋ยจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเร่าร้อน ร่างกายของเขาร้อนรุ่มขึ้นมาทันที
ในฐานะลูกหลานตระกูลวรยุทธ์ เขาลิ้มรสชาติผู้หญิงมาแล้วมากมาย แต่กลับไม่เคยพบเจอใครที่สวยสมบูรณ์แบบอย่างเหอซือยวิ่นมาก่อนเลย
ผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าจะยิ้ม จะบึ้งตึง หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ล้วนแฝงไปด้วยเสน่ห์อันเหลือร้าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติของเธอเลย
"มองอะไรหนักหนา ไม่เคยเห็นผู้หญิงหรือไง" เหยียนปิงตวาดลั่น
"ไม่ให้มองเธอ แล้วจะให้มองเธอหรือไง ไข่ดาวยังใหญ่กว่าของเธอเลยมั้ง"
หลานจือเจี๋ยปรายตามองเหยียนปิงพลางแค่นยิ้มเยาะ
เหยียนปิงชักกริชออกมาทันที
"เหยียนปิง อย่าใจร้อนสิ"
เหอซือยวิ่นรีบคว้าแขนเธอไว้ ก่อนจะหันไปจ้องหลานจือเจี๋ย "ยังไงซะตระกูลหลานก็เป็นตระกูลวรยุทธ์เพียงหนึ่งเดียวในเจียงหนาน คำพูดของคุณชายหลานมันดูใจแคบไปหน่อยนะ"
"สำหรับคนที่ 'ขนาด' ใหญ่เบิ้มแบบเถ้าแก่เหอ 'ขนาด' ของผมก็ใหญ่ตาม แต่สำหรับคนที่ 'ขนาด' เล็กจิ๋วแบบเธอ 'ขนาด' ของผมมันก็ขยายไม่ขึ้นหรอกนะ ไม่มีอารมณ์เลยสักนิด"
เมื่อพูดถึงคำว่าขนาด หลานจือเจี๋ยก็จงใจเน้นเสียงให้หนักขึ้น สายตายังคงจับจ้องไปที่หน้าอกของหญิงสาวทั้งสองสลับกันไปมา ความหมายนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจน
สีหน้าของเหยียนปิงเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด มือที่กำกริชไว้แน่นสั่นสะท้านเล็กน้อย
"เหยียนปิง เธอลงไปดูสิว่าจางหยางกลับมาหรือยัง" เหอซือยวิ่นสั่ง
เหยียนปิงเดินออกจากห้องน้ำชาไปโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะไปยืนรออยู่ที่ชั้นล่าง
ทันทีที่จางหยางเดินเข้ามา เธอก็รีบพุ่งเข้าไปหาเขาทันที
"ทำไมสีหน้าถึงได้ดูแย่ขนาดนี้ล่ะ"
"ไอ้สารเลวนั่นมันด่าฉันว่าเล็กยิ่งกว่าไข่ดาวอีก"
พรืด!
เมื่อเห็นว่าเธอถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย จางหยางก็รีบหุบยิ้มทันที "ไร้เหตุผลสิ้นดี เดี๋ยวผมไปคิดบัญชีกับมันเอง"
เขาพุ่งพรวดขึ้นไปชั้นบนด้วยท่าทีขึงขังดุดัน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องน้ำชา จางหยางก็พบว่า เหอซือยวิ่นที่ปกติมักจะสงบนิ่งมาตลอด กลับมีสีหน้ามืดครึ้ม
ผู้หญิงที่ใจเย็นอย่างเธอ ยังเผยสีหน้าย่ำแย่ขนาดนี้ออกมาได้ แสดงว่าหลานจือเจี๋ยคงจะพูดจาน่าเกลียดมากๆ แน่
หลานจือเจี๋ยเงยหน้าขึ้นอย่างเกียจคร้าน กำลังเตรียมจะพูดจาถากถางจางหยางสักหน่อย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ฝ่ามือใหญ่ๆ ก็ฟาดเข้าที่หน้าเขาอย่างจัง
เสียงตบหน้าดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องน้ำชา
หลานจือเจี๋ยถึงกับมึนงง
เหอซือยวิ่นกับเหยียนปิงก็มึนงงเช่นกัน หญิงสาวทั้งสองคิดไม่ถึงเลยว่า จางหยางจะไม่รักษากฎเกณฑ์ของชาวยุทธ์แบบนี้ โผล่มาปุ๊บก็ลอบโจมตีปั๊บ
"ฉันจะฆ่าแก!"
หลานจือเจี๋ยโกรธจัด ผุดลุกขึ้นยืนในทันที
เพียะ!
ฝ่ามือตบฉาดเข้าให้อีกรอบ
หลานจือเจี๋ยถูกตบจนกระเด็นลอยไปชนชั้นวางน้ำชาล้มระเนระนาด นอนนิ่งอยู่พักใหญ่ก็ยังลุกไม่ขึ้น
"เธอเป็นถึงอาจารย์ของฉัน ขนาดฉันยังไม่กล้าด่าเธอเลย แล้วแกเป็นตัวอะไรฮะ ถึงได้กล้ามาด่าเธอ" จางหยางชี้หน้าด่าพลางชี้ไปทางเหยียนปิง
ฟึ่บ!
หลานจือเจี๋ยชักมีดสั้นออกมา แล้วพุ่งแทงเข้าใส่อย่างดุดัน
โดนจางหยางตบหน้าไปสองฉาด ทำเอาเขาสติแตกกระเจิง กระบวนท่าที่แทงออกไปจึงไม่มีเค้าโครงของวิชาวรยุทธ์เลยสักนิด ไม่ต่างอะไรกับนักเลงข้างถนน
จางหยางเบี่ยงตัวหลบ จับแขนของเขาไว้ แล้วใช้หัวไหล่กระแทกเข้าอย่างจัง
ร่างของหลานจือเจี๋ยกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง ก่อนจะพ่นเลือดคำโตออกมา
เขากำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าการโคจรลมปราณนั้นเชื่องช้าลง การกระแทกเมื่อกี้ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บภายในเสียแล้ว
บัดซบ ไอ้หมอนี่มันเจ้าเล่ห์นัก
หลานจือเจี๋ยคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตระหนักได้ในทันทีว่าตัวเองหลงกลเข้าให้แล้ว
ไอ้หมอนี่โผล่มาก็ลอบโจมตี ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ถ้าขืนสู้กันต่อไป มีหวังแพ้ราบคาบแน่
จางหยางหยิบจดหมายท้าประลองขึ้นมาเปิดอ่าน
"ท้าประลองงั้นเหรอ ดีเลย ออกไปสู้กันข้างนอก ใครไม่กล้าสู้ก็เป็นลูกหมาแล้ว"
พรวด!
หลานจือเจี๋ยพ่นเลือดออกมาอีกคำ
เลือดคำนี้ เป็นเพราะความโกรธแค้นล้วนๆ
เจ็บหนักขนาดนี้แล้ว ยังจะให้สู้หาบิดาแกหรือไง!
"จางหยาง ฝากไว้ก่อนเถอะ"
หลานจือเจี๋ยกุมหน้าอก เดินโซซัดโซเซจากไป
"ถ้าไม่กล้าสู้ ก็ไสหัวไปซะ"
ตอนที่กำลังเดินลงบันได หลานจือเจี๋ยก้าวพลาด เหยียบความว่างเปล่าจนกลิ้งตกลงไป
"บอกให้ไสหัวไป แกก็กลิ้งไปจริงๆ ซะด้วย เชื่องกว่าหมาอีกนะเนี่ย"
จางหยางหัวเราะร่า
ความไม่สบอารมณ์บนใบหน้าของเหยียนปิงมลายหายไปจนสิ้น เธอเผยรอยยิ้มแบบหญิงสาวออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก
เหอซือยวิ่นเองก็หัวเราะเช่นกัน เธอไม่ได้หัวเราะอย่างมีความสุขแบบนี้มานานมากแล้ว
"เมื่อกี้นี้ คุณจงใจใช่ไหม" เหอซือยวิ่นเอ่ยถามยิ้มๆ
"พี่ซือยวิ่นฉลาดหลักแหลมขนาดนี้ ปิดบังอะไรคุณไม่ได้เลยจริงๆ" จางหยางพยักหน้า "ผมเพิ่งจะเรียนวรยุทธ์กับเหยียนปิงได้ไม่นาน โอกาสชนะมีไม่มากหรอกครับ ต่อให้ชนะได้ ก็คงจะเจ็บหนักกันทั้งคู่ สู้ลอบทำร้ายเขาให้บาดเจ็บ เพื่อถ่วงเวลาไว้ก่อนดีกว่า"
"ที่แท้ท่าทางโกรธเกรี้ยวเมื่อกี้ของนาย ก็แค่แกล้งทำสินะ" เหยียนปิงเบ้ปาก
"ผมโกรธจริงๆ นะ คุณเป็นอาจารย์ของผม ผมจะทนเห็นคนอื่นมาหยามเกียรติคุณได้ยังไงกัน"
"กะล่อนนักนะ ฉันจะไปรอที่ห้องฝึกวรยุทธ์ รีบตามมาล่ะ"
เหยียนปิงพูดจบ ก็หน้าแดงก่ำแล้วเดินหนีไป
จางหยางกำลังเตรียมจะเดินจากไป เหอซือยวิ่นก็เรียกเขาไว้ "เหยียนปิงเคยเล่าเรื่องราวในอดีตของเธอให้คุณฟังบ้างไหม"
จางหยางพยักหน้า "เคยพูดถึงอยู่ครับ เธอบอกว่าเมื่อก่อนเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ"
"ในคืนฝนตกเมื่อห้าปีก่อน เธอทำภารกิจล้มเหลว จึงถูกคนตามล่า ฉันเป็นคนช่วยชีวิตเธอเอาไว้ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เธอก็อยู่เคียงข้างฉันมาตลอดในฐานะบอดี้การ์ดส่วนตัว หลายปีมานี้ เธอช่วยชีวิตฉันไว้หลายต่อหลายครั้ง รอยแผลเป็นนับสิบแห่งบนร่างกายเธอ ล้วนเกิดจากการปกป้องฉัน ในใจฉันแล้ว เธอสำคัญยิ่งกว่าคนในครอบครัวของฉันเสียอีก"
"แล้วคุณอยากจะบอกอะไรผมล่ะครับ"
เหอซือยวิ่นหยิบซองเอกสารออกมาวางบนโต๊ะ "ฉันรู้ว่าเป้าหมายของคุณคือร้านหย่งชุนถัง ฉันสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้คุณได้ฟรีๆ แต่มีข้อแม้ข้อเดียวคือ คุณต้องแต่งงานกับเหยียนปิง"
เหอซือยวิ่นคือผู้หญิงที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่จางหยางเคยพบเจอมาในชีวิตนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เขาไม่เคยพูดว่าตัวเองอยากได้ร้านหย่งชุนถัง และไม่เคยแสดงท่าทีอะไรออกมาเลยสักนิด แต่เธอกลับมองทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเขาได้
ผู้หญิงที่ฉลาดหลักแหลมขนาดนี้ หากได้รั้งให้อยู่ข้างกายคอยช่วยเหลือ จะต้องเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าที่การงานของเขาแน่
จางหยางรับสัญญามาเปิดดูผ่านๆ "มูลค่ารวมตั้งยี่สิบล้าน ฟังดูน่าดึงดูดใจดีนะ"
เหอซือยวิ่นถาม "แล้วการตัดสินใจของคุณล่ะ"
จางหยางวางสัญญาไว้ด้านข้าง แล้วย้อนถามกลับ "คุณคิดว่าตัวผมมีมูลค่าเท่าไหร่ล่ะ"
"ระดับการบำเพ็ญเพียรของชาวยุทธ์แบ่งออกเป็น ขอบเขตหลังกำเนิด ขอบเขตก่อนกำเนิด ปรมาจารย์ และมหาปรมาจารย์ คุณอายุยังน้อยแต่กลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อนกำเนิดได้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง แต่ทว่า มันก็คงหยุดอยู่แค่นี้แหละ ชาตินี้คุณไม่มีทางก้าวไปถึงระดับปรมาจารย์ได้หรอก"
"คุณเอาอะไรมาตัดสิน"
"สามีฉันเคยเป็นยอดฝีมือขอบเขตก่อนกำเนิดที่อายุน้อยที่สุดในหัวเซี่ย เขาเกิดในตระกูลวรยุทธ์ อายุสิบแปดปีก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลังกำเนิด อายุยี่สิบห้าปีก็กลายเป็นอันดับหนึ่งของผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ ทว่า ภายใต้การสนับสนุนด้วยสมุนไพรล้ำค่ามากมาย เขากลับต้องใช้เวลากว่าสิบปี ทอดทิ้งลูกเมีย เข้าไปเร้นกายฝึกวิชาในป่าลึก แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ พรสวรรค์ของคุณเทียบกับสามีฉันไม่ได้เลยสักนิด แถมยังไม่มีภูมิหลังอะไร แล้วคุณจะเอาอะไรไปทะลวงระดับปรมาจารย์ล่ะ"
เหอซือยวิ่นจ้องมองจางหยางอย่างจริงจัง สีหน้าของเธอเคร่งเครียด
จางหยางยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยแย้งอะไร
เธอวิเคราะห์ได้ถูกต้องทีเดียว แต่เธอมองข้ามไปจุดหนึ่ง นั่นก็คือ ตัวเขาไม่ได้ฝึกวิชาวรยุทธ์เลยสักนิด เพียงแต่ว่าตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขายังต่ำอยู่ พลังที่แสดงออกมาจึงดูไม่ต่างอะไรกับผู้ฝึกวรยุทธ์โบราณก็เท่านั้น
"ต่อให้คุณทะลวงระดับปรมาจารย์ได้ สามารถต่อสู้กับคนนับร้อยได้เพียงลำพัง แล้วยังไงล่ะ มีอายุยืนยาวเป็นอมตะได้ไหม"
"ถึงตอนนั้นคุณก็คงอายุสี่สิบห้าสิบปีแล้ว ภรรยาสาวก็กลายเป็นคนแก่ หน้าตาความสวยงามก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ลูกๆ ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยที่คุณไม่ได้อยู่เคียงข้างดูแลพวกเขาเลย คุณมัวแต่ดิ้นรนต่อสู้มาทั้งชีวิต แต่กลับต้องพลาดช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของชีวิตไป มันคุ้มกันแล้วเหรอ"
"ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ฉันหวังว่าคุณจะเก็บไปคิดพิจารณาดูให้ดี เหยียนปิงเป็นผู้หญิงที่ดีมากนะ"
เหอซือยวิ่นหยิบสัญญาที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา แล้วยื่นส่งให้จางหยางอีกครั้ง
ทั้งสองคนสบตากันเนิ่นนานโดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไร
ผ่านไปพักใหญ่ จางหยางก็ดันสัญญากลับไป
"เส้นทางที่ผมเดิน จะยากลำบากยิ่งกว่าสามีคุณหลายเท่านัก แต่ทว่า ความสำเร็จของผม จะเป็นสิ่งที่สามีคุณไม่มีวันเอื้อมถึงอย่างแน่นอน"
ผู้ฝึกวรยุทธ์มีขีดจำกัด ต่อให้ฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุด ก็ไม่สามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาวได้ แต่การบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นเซียนนั้นสามารถทำได้
แล้วจางหยางจะยอมถูกผูกมัดกับผู้หญิงเพียงคนเดียว เพื่อแลกกับเงินแค่ยี่สิบล้านได้อย่างไร
เป้าหมายของเขา คือป่าไม้ผืนใหญ่ต่างหากล่ะ
(จบแล้ว)