- หน้าแรก
- ยอดหมอหลอมหยวน สยบสาวงาม สะท้านยุทธภพ
- บทที่ 4 - ฉันไม่สนนาย แต่นายดันรนหาที่ตายเอง
บทที่ 4 - ฉันไม่สนนาย แต่นายดันรนหาที่ตายเอง
บทที่ 4 - ฉันไม่สนนาย แต่นายดันรนหาที่ตายเอง
บทที่ 4 - ฉันไม่สนนาย แต่นายดันรนหาที่ตายเอง
สองชั่วโมงต่อมา
เมฆฝนคลี่คลาย
พลังหยวนในร่างกายของจางหยางฟื้นฟูจนเต็มเปี่ยม แถมยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย ทว่ายังห่างชั้นจากการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สองอยู่อีกมาก
"ผู้หญิงธรรมดา ต่อให้เป็นหญิงบริสุทธิ์ ประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรก็ยังเทียบไม่ได้กับผู้หญิงที่มีรากปราณวิญญาณเลยสักนิด"
น่าเสียดาย ที่รากปราณวิญญาณนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ในคนนับล้านจะมีสักคน จะไปหาเจอได้ง่ายๆ ได้อย่างไร
หลิ่วเพียวซวี่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง สำหรับผู้หญิงที่เพิ่งเคยผ่านประสบการณ์ครั้งแรกมาหมาดๆ การต้องรับมือกับศึกหนักที่ยาวนานขนาดนี้ นับว่าสาหัสเอาการ
จางหยางหรี่แอร์ลง แล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ดึงร่างของหลิ่วเพียวซวี่เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
"จางหยาง ฉันรักคุณ"
หลิ่วเพียวซวี่พึมพำออกมาเบาๆ สวมกอดเขาไว้ แล้วหลับต่อไป เธอเพลียจนแทบขาดใจ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฝนยังคงตกอยู่
หลิ่วเพียวซวี่ตื่นแต่เช้า รู้สึกสดชื่นแจ่มใสอย่างประหลาด ไม่เหมือนคนที่อดหลับอดนอนมาเลยสักนิด
จางหยางไม่ได้หลอกเธอจริงๆ ด้วย การหลับนอนกับเขาเป็นผลดีต่อร่างกายจริงๆ
แถมเธอยังไม่รู้สึกเจ็บอีกต่างหาก
จางหยางรู้สึกเหมือนมีของหนักทับอยู่บนร่าง จนหายใจไม่ออก เขาค่อยๆ ปรือตาขึ้น
"คุณจะทับผมให้ตายเลยเหรอ" จางหยางเอ่ยเย้า
หลิ่วเพียวซวี่อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี รีบผละออกจากร่างของเขา "บ้า ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว"
"พลังหยวนของผมฟื้นฟูเต็มที่แล้ว นอนคว่ำลงสิ ผมจะรักษาอาการปวดเอวของคุณให้หายขาดเอง"
หลิ่วเพียวซวี่รีบนอนคว่ำหน้าลงทันที เพื่อที่เขาจะได้ไม่เห็นใบหน้าที่แดงซ่านของเธอ
จางหยางวางมือทั้งสองข้างลงไป พร้อมกับถ่ายเทพลังหยวนเข้าสู่ร่างกายของเธอ
ไม่นาน หลิ่วเพียวซวี่ก็ครางออกมาด้วยความสบาย ความรู้สึกที่มีกระแสความร้อนไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายแบบนี้ มันช่างรู้สึกดีเหลือเกิน
สบายยิ่งกว่าแช่น้ำพุร้อนเสียอีก
"จางหยาง"
"หืม"
"พวกผู้ชายอย่างคุณ... ไม่ชอบผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่เกินไปใช่ไหม"
หลิ่วเพียวซวี่ซุกหน้าลงกับหมอน เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับยุงบิน หากจางหยางไม่ได้มีประสาทการได้ยินที่ไวเป็นพิเศษ คงไม่ได้ยินที่เธอพูดแน่ๆ
"เด็กๆ น่ะถึงจะชอบลูกปิงปอง ผู้ชายอย่างเราน่ะชอบเล่นบาสเกตบอลกันทั้งนั้นแหละ"
"ฉันไม่ได้ใหญ่ขนาดลูกบาสเกตบอลซะหน่อย"
หลิ่วเพียวซวี่ตีเขาไปฉาดใหญ่
จางหยางทาบทับลงบนร่างของเธอ ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนหวาน
ใครจะไปคิดว่า ดีกรีด็อกเตอร์สาวสวย รองผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุดในเมืองเจียงหนาน จะถูกเขาเด็ดดมไปครองได้เพียงแค่พบหน้ากันไม่กี่ครั้ง
ตราบใดที่ผู้ชายแข็งแกร่งและหล่อเหลาพอ ผู้หญิงก็พร้อมจะทอดสะพานให้ถมเถไป
...
ฝนตกหนักมาตลอดทั้งคืน
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนภัยพายุฝนระดับสีแดง จึงประกาศหยุดงานเป็นเวลาหนึ่งวัน
ทั้งสองพลอดรักกันมาตลอดช่วงเช้า พอตกเที่ยงกินข้าวเสร็จ หลิ่วเพียวซวี่ก็รีบร้อนกลับไปที่โรงพยาบาล
จางหยางขับรถไปส่งเธอ พอใกล้จะถึงโรงพยาบาล หลิ่วเพียวซวี่ก็ไล่เขาลงจากรถ
"พี่ซวี่ คุณนี่เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เร็วไปหน่อยไหมเนี่ย" จางหยางทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ไม่ออก
หลิ่วเพียวซวี่นึกถึงลีลาของเขาเมื่อคืนนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาเหมือนวัวเหมือนควายจริงๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่บึกบึน แต่ความอึดก็ไม่ต่างกันเลย
"ถ้ามีคนเห็นแล้วฉันจะอธิบายยังไงล่ะ จะให้ฉันไปป่าวประกาศบอกคนอื่นเหรอว่า เจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง ฉันก็ยอมนอนกับคุณแล้ว"
หลิ่วเพียวซวี่ฝันไปก็ยังคิดไม่ถึง ว่าร่างกายที่เธอเฝ้าถนอมมาตลอดยี่สิบแปดปี จะถูกผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน จับกินเสียแล้ว
"เรื่องของพรหมลิขิตมันพูดยาก ขับรถดีๆ นะครับ"
จางหยางกำชับทิ้งท้าย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วเดินเท้าไปทำงาน
เมื่อกลับมาถึงแผนก หลิ่วเพียวซวี่ก็เริ่มตรวจตราความเรียบร้อยในแผนกเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ไปสอบถามอาการของคนไข้ในห้องพักผู้ป่วย
ในฐานะหมอ ภายในใจของเธอมีแต่คนไข้อยู่ตลอดเวลา
หลังจากสะสางงานเสร็จ หลิ่วเพียวซวี่ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในห้องทำงาน ปล่อยความคิดให้ล่องลอย
คิดไปคิดมา เธอก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา
เธอนึกถึงช่วงเวลาอันแสนหวานเมื่อคืนนี้ แล้วก็พบว่าตัวเองไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ซ้ำยังรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำ
ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมอย่างจางหยาง หากเธอชักช้าไปก้าวเดียว เธอคงไม่ได้เป็นผู้หญิงคนแรกของเขาแน่ๆ
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเย่จือหยางที่ดังมาจากด้านนอก
"ผู้อำนวยการหลิ่วขนาดวันฝนตกหนักก็ยังเป็นห่วงแผนก ช่างเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเราจริงๆ ครับ"
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เย่จือหยางก็รีบฉีกยิ้มประจบสอพลอ
"คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า" หลิ่วเพียวซวี่ถามเสียงเย็น
"ผมอยากจะถามความเห็นของผู้อำนวยการหลิ่ว เรื่องการประเมินบุคลากรเข้าบรรจุเป็นพนักงานประจำของแผนกหน่อยน่ะครับ"
จางหยางไม่มีทางอยู่ต่อแน่ๆ แถมแผนกก็ยังขาดคน ถึงเย่จือหยางจะห่วยแตกแค่ไหน ก็ต้องจำใจให้เขาอยู่ต่อ
"จางหยางจะลาออกแล้ว หลังจากนี้งานของเขาจะตกเป็นของคุณ"
"ขอบคุณครับผู้อำนวยการหลิ่ว ผมรู้แล้วว่าคุณไม่มีทางเลือกคนไร้จรรยาบรรณอย่างจางหยางเด็ดขาด"
เย่จือหยางตื่นเต้นจนน้ำตาคลอเบ้า แทบจะคุกเข่าสาบานตน
หลิ่วเพียวซวี่หน้าตึงขึ้นมาทันที "ถ้าฉันได้ยินคุณพูดจาว่าร้ายจางหยางอีกแม้แต่ครึ่งคำ ก็ไสหัวออกไปได้เลย"
เย่จือหยางถึงกับงง นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
จางหยางกำลังจะลาออกแล้ว ทำไมผู้อำนวยการหลิ่วถึงยังต้องปกป้องเขาอีก เธอไม่ได้รังเกียจเขาเข้ากระดูกดำหรอกหรือ
"ผู้อำนวยการหลิ่ว วันหลังผมจะไม่พูดจาว่าร้ายจางหยางอีกแล้วครับ" เย่จือหยางรีบรับปาก
"ไสหัวออกไป"
เย่จือหยางเดินคอตกออกไป
หลิ่วเพียวซวี่มองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรังเกียจ นึกในใจว่าหากแผนกไม่ขาดคน เธอคงไล่เขาออกไปนานแล้ว
ผู้ชายที่พาฉันขึ้นสวรรค์ได้ตั้งหลายชั่วโมง แกมีสิทธิ์อะไรมาด่าเขา
เย่จือหยางเพิ่งจะเดินคล้อยหลังไป จางหยางก็เดินเข้ามาในแผนก
"ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ล่ะ"
ระยะทางจากโรงพยาบาลเดินเท้าใช้เวลาแค่ยี่สิบนาที ที่จางหยางมาสายป่านนี้ คงแวะไปทำธุระอะไรมาแน่ๆ
"เจอพวกนักเลงหัวไม้นิดหน่อยน่ะ เลยซ้อมไปยกนึง แล้วก็สอบสวนดู"
"คุณไปมีเรื่องกับใครมา"
"เซี่ยเวย"
จางหยางเล่าเรื่องที่บังคับให้เซี่ยเวยคืนเงินหนึ่งแสนหยวนให้ฟัง
"จะไม่มีปัญหาอะไรตามมาใช่ไหม"
"ก็แค่พวกนักเลงกระจอกๆ ผมคนเดียวสู้ได้เป็นสิบ" จางหยางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขากลับถามถึงเย่จือหยางแทน "เขามาหาคุณทำไมเหรอ"
"จะมาทำไมล่ะ ก็มาพูดเรื่องแย่ๆ ของคุณน่ะสิ" หลิ่วเพียวซวี่ยิ้มบางๆ "เย่จือหยางชอบเอาเรื่องของคุณไปพูดลับหลังบ่อยๆ คุณทนได้เหรอ"
"ระดับมันต่างกันเกินไป จัดการไปก็ไร้ความหมาย"
ตัวเขาเองก็จะไปแล้ว หากเย่จือหยางไปอีกคน หลิ่วเพียวซวี่ในฐานะหัวหน้าก็จะต้องรับภาระหนักขึ้น
"วิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ"
"ไม่ได้กว้างแค่วิสัยทัศน์หรอกนะ อย่างอื่นผมก็ใหญ่เหมือนกัน"
"ไสหัวไปเลย"
หลิ่วเพียวซวี่หัวเราะร่าพร้อมเอ่ยด่าขำๆ แล้วยื่นซองจดหมายลาออกที่เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วส่งให้
จางหยางสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความไม่สบายใจที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเธอ
เขาเดินเข้าไปใกล้ เชยคางเธอขึ้นมาแล้วประทับรอยจูบลงไป "ผมชอบเล่นบาสเกตบอลที่สุด เพราะงั้นคุณถึงเป็นคนที่ไม่มีใครแทนที่ได้"
"คนบ้า"
หลิ่วเพียวซวี่กัดไหล่เขาเบาๆ ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความหวานชื่น
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะทำงาน จางหยางก็เริ่มเก็บของ
เงาร่างสายหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถาง "จุ๊ๆ ถูกไล่ออกซะแล้ว น่าสงสารจังเลยน้า"
คนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคู่แข่งของจางหยาง เย่จือหยางนั่นเอง
นายนี่มันประสาทกลับหรือไง!
จางหยางมองเขาด้วยสายตาราวกับมองคนโง่
เขาอุตส่าห์ไม่สนใจ ไม่ถือสาหาความ แต่หมอนี่กลับเหยียบย่ำกันถึงถิ่น
ในสายตาของหมอนี่ เขาดูเป็นคนที่รังแกได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ
"ในที่ทำงานน่ะ ไม่ใช่ว่ายอมเป็นวัวเป็นควายแล้วจะได้เลื่อนขั้นเสมอไปหรอกนะ คนที่มาจากครอบครัวยากจนอย่างแกน่ะ ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของสังคมชั้นสูงหรอก ลาออกไปเองก็ดี จะได้ดูมีศักดิ์ศรีหน่อย ดีกว่าถูกไล่ออกตั้งเยอะ"
เย่จือหยางหัวเราะร่าอย่างสะใจ ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน ในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย
ไม่รนหาที่ ก็ไม่ตาย
จางหยางคว้าคอเสื้อของเขาหมับ แล้วลากคอเดินตรงไปยังห้องทำงานของหลิ่วเพียวซวี่ราวกับลากสุนัขตัวหนึ่ง
(จบแล้ว)