เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ

บทที่ 5 - ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ

บทที่ 5 - ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ


บทที่ 5 - ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ

สามทุ่มตรง ซ่งอวี้กับซ่งเหลียงนั่งหอบแฮกอยู่ตรงมุมโกดังด้านหลังโรงงานทอฝ้าย ข้างๆ มีหมูสี่ตัวที่ถูกชำแหละเรียบร้อยแล้ววางกองอยู่

ลำพังแค่หมูสี่ตัวนี้ไม่น่าจะทำให้เหนื่อยขนาดนี้ได้ แต่ซ่งเหลียงยังเอาพวกเนื้อสดอย่างวัว แกะ ไก่ เป็ด ห่าน และพวกเนื้อตากแห้ง เครื่องใน เศษเนื้อ กระดูก และอื่นๆ มาอีกเพียบ

"เมื่อไหร่พวกเนื้อสัตว์จะเปิดให้ซื้อขายเสรีได้สักทีเนี่ย! ทำแบบนี้มันโคตรจะบัดซบเลย!"

ตอนนี้ซ่งเหลียงเหนื่อยจนขี้เกียจแม้แต่จะจุดบุหรี่ เขานั่งแหมะลงกับพื้นหอบหายใจหนักๆ มือก็เอาแต่เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก

ซ่งอวี้นึกทบทวนความทรงจำครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น "อีกนานเลย ถ้าจำไม่ผิด คูปองเนื้อน่าจะยกเลิกช่วงกลางถึงปลายยุค 80 นู่นแหละ วางใจเถอะ เนื้อพวกนี้ที่คุณหามาพอให้พวกเรากินไปได้อีกค่อนปีเลย..."

ซ่งเหลียงกัดฟันพูด "วันหลังต้องประหยัดเนื้อหน่อย กินผักกับหมั่นโถวให้เยอะขึ้น! ฉันไม่อยากไปๆ มาๆ ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว!"

ซ่งอวี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คูปองอาหารปี 1993 ถึงจะยกเลิกอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ขนาดเขตมณฑลกวางตุ้ง เจียงซู เจ้อเจียง ยังต้องรอปี 92 ถึงจะเริ่มทดลองใช้..."

ซ่งเหลียงสบถ 'เวร' ออกมาคำหนึ่งแล้วก็เลิกพูด

ไม่นานนัก รถบรรทุกคันใหญ่คลุมผ้าใบสีเขียวก็แล่นเข้ามาแต่ไกล พอทั้งสองเห็นความเคลื่อนไหวก็ขี้เกียจแม้แต่จะเงยหน้ามอง

พอรถจอดสนิท หัวหน้าแผนกสวีก็ลงจากรถแล้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามา พอเห็นก้อนเนื้อหนาเตอะสี่ก้อนบนพื้น ความดีใจก็พุ่งทะลุจนเก็บอาการไม่อยู่

"เยี่ยมมาก! ซ่งเหลียง ไอ้หนู เธอนี่ทำงานเก่งจริงๆ!"

ซ่งเหลียงนั่งแผ่หลาอยู่บนพื้น แสร้งทำทีเป็นเหนื่อยล้าจนหมดแรง โบกมือพลางพูดปนหอบ

"ลูกพี่ ผมหมดแรงแล้วจริงๆ ไอัสี่ตัวนี้เล่นเอาพวกเราสองพ่อลูกเหนื่อยแทบขาดใจ พี่ให้พวกพี่ๆ เขาจัดการกันเองเลย จะทำยังไงก็ทำเลยครับ"

หัวหน้าแผนกสวีมองดูซ่งอวี้ที่นั่งหน้าแดงก่ำเพราะความเหนื่อยอยู่ข้างๆ ในใจทั้งรู้สึกเอ็นดูและสงสาร มือก็ล้วงกระเป๋าจะหยิบบุหรี่ตามสัญชาตญาณ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเด็ก ก็รีบหันไปสั่งคนที่อยู่ด้านหลังทันที

"เหล่าเจิ้ง ไปซื้อลูกอมที่สหกรณ์โรงงานมาหน่อย!"

ซ่งอวี้รีบพูดขึ้น "คุณลุงครับ ผมไม่เอาลูกอม! ผมอยากกินโค้... น้ำอัดลมรสส้มครับ!"

หัวหน้าแผนกสวีสั่งทันที "เหล่าเจิ้ง ซื้อทั้งลูกอมทั้งน้ำอัดลมกลับมาเลย! ซื้อมาเยอะๆ นะ!"

พูดจบก็เดินเข้าไปเช็ดเหงื่อที่แก้มของซ่งอวี้ ถามอย่างอ่อนโยนว่า "หนูชื่ออะไรจ๊ะ?"

ซ่งอวี้เริ่มการแสดง "ผมชื่อเสี่ยวอวี้ครับ! คุณลุงลองทายสิครับว่าผมแซ่อะไร!?"

หัวหน้าแผนกสวีหัวเราะร่วน "ลุงทายว่าหนูชื่อซ่งอวี้ใช่ไหมล่ะ?"

ซ่งอวี้ "คุณลุงทำไมถึงเก่งจังเลยครับ?!"

หัวหน้าแผนกสวีหัวเราะลั่น หันไปพูดกับซ่งเหลียงที่เพิ่งจุดบุหรี่นั่งอยู่ข้างๆ ว่า "เด็กคนนี้น่าเอ็นดูจริงๆ ฉันอิจฉาเธอเลยนะเนี่ย"

"พรุ่งนี้เช้า... บ่ายค่อยมาเอาเงินที่ห้องทำงานฉันก็แล้วกัน ช่วงเช้าพักผ่อนให้เต็มที่ ฉันให้เธอหยุด!"

ซ่งเหลียงประสานมือคารวะแบบชาวยุทธ์ "ขอบคุณครับลูกพี่"

ซ่งอวี้ทำหน้างอ "คุณลุงให้ผมหยุดด้วยไม่ได้เหรอครับ? ตอนเช้าผมก็ไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนกัน..."

หัวหน้าแผนกสวีกลั้นขำไว้ไม่อยู่ ยิ่งรู้สึกเอ็นดูเด็กผู้ชายตรงหน้ามากขึ้นไปอีก

ยี่สิบนาทีต่อมา ซ่งอวี้กับซ่งเหลียงก็ถือขวดน้ำอัดลมรสส้มดูดกันคนละขวด ในกระเป๋าก็มีลูกอมอัดแน่นเต็มกระเป๋า ยืนมองหัวหน้าแผนกสวีที่กำลังยืนสั่งการขนย้าย

พอกลับมาถึงบ้านตอนกลางคืน ซ่งเหลียงก็กลับไปทิ้งขยะที่โลกปัจจุบัน เสื้อผ้าก็หอบกลับไปซักในเครื่องซักผ้าที่นู่น ส่วนซ่งอวี้ก็กำลังปูที่นอนสปริงอยู่ที่บ้าน

ตอนบ่ายที่ซ่งเหลียงกลับมา เขาจงใจใช้เงินห้าเหมาจ้างพนักงานโรงงานทอฝ้ายให้ช่วยเย็บปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนให้สองชุด เพราะกลัวว่าจะมีคนมาเยี่ยมที่บ้านแล้วจะจับสังเกตได้

ทั้งสองวุ่นอยู่จนเกือบเที่ยงคืน ในที่สุดห้องนี้ก็มีกลิ่นอายของความเป็นบ้านเสียที

นอกจากโต๊ะเก้าอี้ที่ยังไม่ได้ซื้อ ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ก็เตรียมไว้เกือบครบหมดแล้ว ทั้งหมดนี้ถูกยัดเอาไว้ในมิติเก็บของของซ่งอวี้

"พ่อ พรุ่งนี้บ่ายได้เงินมาแล้วแบ่งให้ฉันครึ่งนึงนะ ฉันมีเพื่อนร่วมชั้นคนนึงพ่อเขาเป็นช่างไม้ ฉันกะจะหาเวลาไปเยี่ยมบ้านเขาหน่อย ให้เขาช่วยทำเฟอร์นิเจอร์ให้สักชุด"

ซ่งเหลียงหันขวับมามองด้วยความแปลกใจ "เมื่อกี้แกเรียกฉันว่าอะไรนะ?"

ซ่งอวี้ "อย่ามาได้คืบจะเอาศอกนะ ฉันแค่เรียกให้ชินปากล่วงหน้าเฉยๆ ต่อหน้าคนอื่นฉันจะเรียกชื่อเต็มคุณตลอดก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ"

ซ่งเหลียงพูดทำหน้ากวนๆ "พอแกมาไม้นี้ จู่ๆ ฉันก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่เลยแฮะ..."

ซ่งอวี้มองแรง "คุณเอาเวลาไปคิดเรื่องยอดขายแต่ละเดือนดีกว่าไหม มาอยู่ต่างถิ่นแบบนี้ คุณกะจะเอาของไปขายให้ใครที่ไหน?"

ซ่งเหลียงโบกมือปัด "ฉันไม่คิดจะทำยอดขายอะไรทั้งนั้นแหละ ปล่อยให้เขาหักเงินเดือนไปเลย หักเสร็จก็ยังเหลือตั้ง 42 หยวน"

ซ่งอวี้พยักหน้า "ก็จริง อีกไม่กี่ปีคูปองผ้าก็ยกเลิกแล้ว ฉันจำได้ว่าน่าจะปี 83 ถึงตอนนั้นก็ทำเรื่องลางานแบบไม่รับเงินเดือนไปเลยก็สิ้นเรื่อง"

บทสนทนาส่วนตัวของทั้งสองคนนี้ถ้ามีคนนอกมาได้ยินรับรองว่าต้องตกใจแทบช็อกแน่ แต่สำหรับซ่งอวี้กับซ่งเหลียงที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การล่วงรู้แนวโน้มคร่าวๆ ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยสักนิด

ต่อให้ไต่เต้าในโรงงานได้ตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน จะต้านทานกระแสการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในปี 93 ไหวเหรอ?

สู้เอาช่วงเวลานี้ไปหาช่องทางอื่นดีกว่า...

เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้ลองจุดเตาทำอาหารเช้ากินเอง พบว่าขั้นตอนก็ไม่ได้ยากอะไรนัก แต่ตอนล้างนี่สิที่ยุ่งยาก แล้วก็ค่อนข้างเสียเวลาด้วย

หลังจากทั้งสองคนจัดการก๋วยเตี๋ยวหมดไปหม้อหนึ่ง ก็ยังไม่อิ่ม

ซ่งอวี้เลยเสกบ๊ะจ่างออกมากินหน้าตาเฉย กินเสร็จก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปทางโรงเรียนพร้อมกัน

เช้าวันนี้ซ่งเหลียงได้หยุดพัก เขากะจะไปเดินดูทางไปโรงเรียนประถมในเครือโรงงานทอฝ้ายสักหน่อย เสร็จแล้วก็จะกลับบ้านเพื่อย้อนกลับไปจิบน้ำชาตอนเช้าที่โลกปัจจุบัน แล้วช่วงบ่ายถึงเวลาเข้างานค่อยกลับมาที่นี่

เพื่อนบ้านที่เจอระหว่างทางต่างก็มองมาอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ ข่าวการมาเยือนของซ่งเหลียงและซ่งอวี้แพร่สะพัดไปทั่วซอยตั้งนานแล้ว

เจ้าหน้าที่จบอาชีวะพาเด็กมาอยู่ด้วยหนึ่งคน ไม่รู้ว่ามีหญิงสาวกี่คนที่ทนสภาพความเป็นอยู่แออัดในบ้านตัวเองไม่ไหวเริ่มคิดการไกล แม้แต่พ่อแม่บางคนก็ยังแอบสืบประวัติอยู่เงียบๆ

"เจ้าหน้าที่ซ่ง ไปทำงานเหรอ?"

"สหายซ่ง บ้านคุณยังขาดเหลืออะไรไหม? ถ้ามีอะไรก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!"

"สหายซ่ง ลูกบ้านฉันก็เรียนโรงเรียนเดียวกับลูกบ้านคุณเลยนะ ให้พวกแกไปกลับโรงเรียนด้วยกันก็ได้นะ"

"มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลยนะ!"

...

ซ่งเหลียงเอาแต่พยักหน้ายิ้มทักทายตอบทุกคนไม่หยุดหย่อน ส่วนซ่งอวี้ก็แค่รักษาสีหน้าให้ดูไร้เดียงสาแต่หยิ่งยโสเข้าไว้ ในสถานการณ์แบบนี้วิชาสังคมศาสตร์ไม่ต้องเอามาใช้หรอก

"ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ เลยแฮะ ดูท่าคงต้องหาคูปองจักรยานมาสักใบแล้วล่ะ"

"ตอนนี้ฉันเพิ่งจะอยู่ประถม ขี่จักรยานมันจะดูเตะตาเกินไป อย่างน้อยก็ต้องรอให้ขึ้น ม.ต้น ก่อน"

"ใช้ชีวิตแบบนี้มันน่าเบื่อชะมัด วันๆ ไม่ไปทำงานก็กินกับนอน ไม่มีเรื่องบันเทิงเริงใจอะไรเลย!"

"ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ได้นะ"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ตาของซ่งเหลียงก็เป็นประกาย "เล่ารายละเอียดมาซิ"

ซ่งอวี้ "ฉันจำได้ว่าตอนนี้อายุสูงสุดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือ 35 ปี ข้อสอบน่าจะไม่ยาก ถึงตอนนั้นคุณก็สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เซี่ยงไฮ้โดยตรงเลย อย่างเช่นมหาวิทยาลัยถงจี้ หรือมหาวิทยาลัยเจียวทงอะไรพวกนี้"

แววตาของซ่งเหลียงเป็นประกาย

ซ่งอวี้พูดต่อ "ระยะทางระหว่างเซี่ยงไฮ้กับซูโจวก็ใกล้กัน ไปมาหาสู่ก็สะดวก ถ้าสอบติดก็ทำเรื่องลางานแบบไม่รับเงินเดือน พอโรงงานรู้ว่าคุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ พวกเขาก็ไม่กล้ามีปัญหากับคุณหรอก"

ซ่งเหลียงถามกลับ "ปีก่อนมีคนเข้าสอบตั้ง 5.7 ล้านคน ปีนี้มีแต่จะเยอะกว่าเดิม แกมั่นใจในตัวฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?"

ซ่งอวี้ยิ้ม "ผู้เข้าสอบตอนนี้ไม่มีความรู้เรื่องการเลือกอันดับคณะเลยด้วยซ้ำ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ส่วนใหญ่ก็มุ่งเป้าไปที่มหาวิทยาลัยดังๆ อย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยฟู่ตั้นกันหมด"

"คะแนนถึงก็จริง แต่คนมันเยอะเกินไป มหาวิทยาลัยรับคนมากขนาดนั้นไม่ได้ ผู้เข้าสอบหลายคนก็เลยหลุดอันดับ แล้วมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งก็ไม่รับพิจารณาอันดับสอง ดังนั้นผู้เข้าสอบหลายคนในตอนนี้ไม่ได้พลาดเพราะคะแนน แต่พลาดเพราะการรับข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากันต่างหาก"

"คุณสามารถเลือกสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก คู่แข่งก็จะน้อยลง"

ซ่งเหลียงพูดเสียงขรึม "ฉันขอคิดดูก่อน..."

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 5 - ความจริงคุณเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ

คัดลอกลิงก์แล้ว