- หน้าแรก
- นักปรุงโอสถสายเปย์กับระบบตอบแทนไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 150 - ที่พูดมาทั้งหมดนั่น ข้าแต่งเรื่องเองแหละ!
บทที่ 150 - ที่พูดมาทั้งหมดนั่น ข้าแต่งเรื่องเองแหละ!
บทที่ 150 - ที่พูดมาทั้งหมดนั่น ข้าแต่งเรื่องเองแหละ!
บทที่ 150 - ที่พูดมาทั้งหมดนั่น ข้าแต่งเรื่องเองแหละ!
หลังจากได้เนตรซ้อนมาครอบครอง
เย่เฉินก็รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่
แทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะงัดออกมาลองใช้ดู
แต่ไม่นาน ความมีเหตุมีผลก็กลับมาเอาชนะความวู่วามได้
การจะได้เจอผู้ฝึกตนหญิงที่มีอัตราตอบแทนสูงถึงห้าสิบเท่าอย่างซูอวี่เซวียน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ต้องขอสูบประโยชน์ให้นางอีกสักสัปดาห์เถอะ
การหาเงินมันสำคัญกว่าการโชว์ออฟตั้งเยอะ
ส่วนเรื่องที่ว่า ถ้าติดแหง็กอยู่ที่นี่ แล้วอีกฝ่ายจะมีคนมาสมทบไหม?
เย่เฉินไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลยสักนิด
ตอนที่ยังไม่มีเนตรซ้อน เขาก็ไม่ได้กลัวอยู่แล้ว แล้วตอนนี้มีเนตรซ้อนแล้ว เขายิ่งไม่กลัวเข้าไปใหญ่
ก็แหม ตราบใดที่ยังเป็นแค่ระดับสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง หรือช่วงท้าย ตราบใดที่ยังไม่มีระดับจินตันโผล่มา เย่เฉินก็มั่นใจว่าเขาตบเรียบได้หมด
ต่อให้มากันเยอะจนสู้ไม่ไหว การจะหนีเอาตัวรอดก็เป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับเขา
เพราะงั้น เย่เฉินจึงนั่งสมาธิอยู่ในตำหนักอย่างสบายใจเฉิบ
รอเวลาที่ซูอวี่เซวียนจะฝึกวิชาเสร็จ
...
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์
เย่เฉินก็ลงทุนใช้อักขระยันต์เสริมความแข็งแกร่งค่ายกลไปอีกหลายแผ่น เพื่อยื้อให้ค่ายกลที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ ทนไปได้อีกสองวัน
แต่มองดูด้วยตาก็รู้
ว่าค่ายกลของตำหนักแห่งนี้ ถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ
พร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
แต่ในวันนั้นเอง
ซูอวี่เซวียนก็ออกจากห้องเก็บตัวเสียที
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความปีติยินดี
เนตรโลหิตวิถีสุดขั้ว ที่สร้างขึ้นจากดวงตาที่มีพลังพรสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ทรงพลังกว่าที่นางคิดไว้ซะอีก
ไม่ใช่แค่พลังในการสะกดจิตศัตรูจะรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ
ซูอวี่เซวียนยังสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของตัวเองด้วย
นางได้รับเนตรทำลายล้างของเย่เฉินมาแล้ว
ถึงแม้ในขั้นตอนการหลอมรวม จะมีพลังสูญเสียไปบ้าง จนเหลืออานุภาพแค่เจ็ดส่วนของของจริง
แต่มันก็ยังร้ายกาจเกินบรรยายอยู่ดี
การได้ไพ่ตายเพิ่มมาอีกใบแบบนี้
มันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ในการต่อกรกับอาจารย์ของนางในอนาคต
เมื่อนางเดินออกมาที่โถงตำหนัก
แล้วมองเห็นเย่เฉินที่ยังคงนั่งหลับตาอยู่กับที่
ในดวงตาของซูอวี่เซวียน ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรากฐานระดับปฐพี หรือเนตรโลหิตวิถีสุดขั้วในตอนนี้ ล้วนนำผลประโยชน์มหาศาลมาสู่นางทั้งสิ้น
และไม่ต้องสงสัยเลย ว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เย่เฉินมอบให้
เพราะฉะนั้น ซูอวี่เซวียนจึงรู้สึกสับสนกับเย่เฉินมาก
แต่ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก เย่เฉินก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม "ศิษย์น้องออกจากห้องเก็บตัวแล้วหรือ? ผลลัพธ์เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
ซูอวี่เซวียนเม้มริมฝีปากอวบอิ่ม "ยอดเยี่ยมมาก ข้ามั่นใจว่าจะฆ่าศัตรูทั้งสี่คนนั้นได้แน่นอน!"
เย่เฉินได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกว้าง "ก็ดีแล้ว นี่คือโอสถเจตจำนงแท้จริงระดับสุดยอด ขอมอบให้ศิษย์น้องก็แล้วกัน!"
"ศิษย์พี่ถึงจะตาบอด แต่เรื่องปรุงโอสถน่ะ ยังสบายมาก"
"วันข้างหน้า ขอแค่มีศิษย์น้องอยู่เคียงข้าง ศิษย์พี่ก็ไม่ถือว่าไร้ค่าหรอก ยังช่วยปรุงโอสถให้เจ้าได้อยู่"
ซูอวี่เซวียนมองดูเย่เฉินที่หลับตาพูดพร่ำเพ้อ ราวกับกำลังวาดฝันถึงอนาคตที่จะได้อยู่ร่วมกับนาง
หัวใจอันเย็นชาของซูอวี่เซวียน ก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
คำพูดพวกนั้น นางก็แค่โกหกหน้าตายไปงั้นแหละ
นางไม่มีทางสู้แบบหนึ่งต่อสี่ได้หรอก
และยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกับเย่เฉิน
เพราะทันทีที่ค่ายกลพังทลายลง นางก็จะใช้พลังทำลายค่ายกลของเนตรโลหิตวิถีสุดขั้ว หนีเอาตัวรอดไปทันที
ส่วนเย่เฉิน ก็ต้องตายสถานเดียว
นางรับโอสถมา แล้วก็เห็นว่าค่ายกลยังพอทนได้อีกนิด
ซูอวี่เซวียนจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ว่าจะจบชีวิตเย่เฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เขาต้องทนทรมานในธงราชันย์มนุษย์อีก
นี่แหละคือการชดเชยครั้งสุดท้าย ที่นางจะมอบให้เย่เฉินได้
ก่อนที่จะสูบพลังเขาให้แห้ง
นางก็จะจัดชุดใหญ่ตามที่เย่เฉินเคยเรียกร้อง ให้เขาสมใจอยากเป็นครั้งสุดท้าย
ซูอวี่เซวียนเดินนวยนาดเข้าไปหาเย่เฉิน "ศิษย์พี่มีพระคุณกับข้ามากเหลือเกิน..."
"ในเมื่อยังมีเวลาเหลือ ข้าก็ยินดีจะใช้ร่างกายนี้ ตอบแทนพระคุณศิษย์พี่..."
เย่เฉินที่หลับตาอยู่ ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น
นี่เจ้าคิดว่าข้าโง่เหรอ?
ตัวเองเกิดหิวขึ้นมา แล้วจะมาอ้างว่าทดแทนบุญคุณเนี่ยนะ?
ถึงจะไม่ได้เจอหน้ากันทุกวันก็เถอะ
แต่อัตราตอบแทนห้าสิบเท่านี่ นานๆ เอามาฟาร์มทีก็คุ้มอยู่นะ
เย่เฉินไม่มีทางยอมให้ซูอวี่เซวียนมาทำลายผลประโยชน์ในการฝึกบำเพ็ญเพียรของเขาหรอก
อีกอย่าง ของขวัญก็ให้ไปแล้วด้วย
เย่เฉินพอใจแล้ว
ดังนั้น เย่เฉินจึงใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ที่พื้น
พริบตาเดียว ก็เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง ตำหนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ค่ายกล พังทลายลงแล้ว
...
ภายนอกตำหนัก
ขงเซี่ยงหลี่, เฒ่าวิญญาณดำ และพรรคพวก ได้เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว
เมื่อเห็นค่ายกลพังทลาย
พวกเขาก็ระดมยิงวิชาเวทที่น่าสะพรึงกลัว หวังจะถล่มตำหนักให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่เปิดโอกาสให้เย่เฉินกับซูอวี่เซวียนได้ทันตั้งตัว
พลังเวทที่เกิดจากการประสานพลังของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง ย่อมมีอานุภาพทำลายล้างที่น่ากลัว
ตำหนักหอภารกิจภายในของสำนักมารวิถีสุดขั้ว ถูกระเบิดกระจุยเป็นชิ้นๆ
ซูอวี่เซวียนที่กำลังลังเลว่าจะเริ่มจากเท้าก่อน หรือส่วนอื่นก่อนดี ก็หน้าถอดสีทันที
จังหวะที่ตำหนักระเบิดและฝุ่นควันคละคลุ้ง นางก็พุ่งตัวหนีไปอีกทิศทางหนึ่งทันที
ผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานขั้นกลางคนหนึ่ง พยายามจะเข้าไปสกัด
แต่ซูอวี่เซวียนก็ตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
แล้วยิงลำแสงสีเลือดใส่เขา
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ในลำแสงนั้น ผู้อาวุโสคนนั้นก็หน้าซีดเผือด รีบกระโดดถอยหนีแทบไม่ทัน
แต่พอมองดูซูอวี่เซวียนพุ่งตรงไปที่ขอบเขตของค่ายกล ผู้อาวุโสก็แสยะยิ้ม
รอบๆ นี้พวกเขาวางค่ายกลปิดผนึกไว้หมดแล้ว ไม่ได้หนีออกไปได้ง่ายๆ หรอก
คราวนี้ พวกแกทุกคนต้องตาย...
แต่แล้ว รอยยิ้มของผู้อาวุโสก็ต้องแข็งค้างไป
เมื่อเห็นซูอวี่เซวียนปล่อยคลื่นพลังประหลาดออกจากดวงตา
ทะลวงค่ายกลที่พวกเขาวางไว้จนระเบิดเป็นจุณ
จากนั้น ซูอวี่เซวียนก็พุ่งทะยานออกไปราวกับปลาไหลหลุดลงน้ำ ไม่หันหลังกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
นี่มันวิชาบ้าอะไรเนี่ย?
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ซูอวี่เซวียนใช้วิชาเนตรเป็นด้วย?
แถมยังโจมตีได้ ทำลายค่ายกลได้อีก?
ผู้อาวุโสตกตะลึงสุดขีด ทำท่าจะไล่ตามไป
แต่เฒ่าวิญญาณดำก็ร้องห้ามขึ้น "ปล่อยซูอวี่เซวียนไปเถอะ ไว้ค่อยคิดบัญชีทีหลัง!"
"ตอนนี้มาจัดการเย่เฉินก่อน!"
ผู้อาวุโสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับคำ
กิตติศัพท์ของเย่เฉินเรื่องความเป็นสายเปย์น่ะเลื่องลือไปทั่ว ใครๆ ก็รู้ว่าเขารวยอู้ฟู่แค่ไหน
แถมอาจารย์ของเขาก็คือท่านกู่หยุนอวิ๋น ว่าที่เจ้าสำนักชิงอวิ๋นคนต่อไปอีก ต้องมีของวิเศษติดตัวมาเพียบแน่ๆ
ฆ่าเย่เฉินคนเดียว ยังไงก็กำไรเห็นๆ
ดังนั้น ผู้อาวุโสคนนั้นจึงหันหลังกลับ
เตรียมจะรุมทึ้งเย่เฉินให้ตายคามือ
...
สำหรับขงเซี่ยงหลี่และเฒ่าวิญญาณดำ เป้าหมายอันดับหนึ่งของพวกเขาคือการปลิดชีพเย่เฉิน
ส่วนซูอวี่เซวียนจะเป็นยังไง ก็ช่างหัวมันเถอะ
แต่ตอนแรก พวกเขาคิดว่าเย่เฉินจะหนีไปพร้อมกับซูอวี่เซวียนซะอีก
แล้วความเร็วของเย่เฉินมันก็เร็วนรกแตก
พวกเขาเลยตั้งการ์ดเตรียมสกัดกั้นเย่เฉินแบบสุดตัว
ที่ไหนได้ สัมผัสพลังของเย่เฉินกลับยังนิ่งอยู่ที่เดิม
ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย
เมื่อฝุ่นควันจางลง ทั้งสี่คนก็เห็นเย่เฉินนั่งหลับตาปี๋อยู่ที่เดิมชัดเจน
ผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานขั้นกลางสามคน ตีวงล้อมเย่เฉินไว้
ส่วนผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานขั้นต้นอีกคน คอยคุมเชิงอยู่รอบนอก
แถมชั้นนอกสุดก็ยังมีค่ายกลปิดล้อมไว้อีกชั้น คราวนี้เย่เฉินไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่ๆ
พอขงเซี่ยงหลี่นึกถึงตอนที่เย่เฉินกล้าข่มขู่เขา จิตสังหารก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
"เย่เฉิน แกไม่ได้เก่งนักหนาเรื่องวิ่งหนีหรอกเหรอ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่หนีล่ะ?"
ขงเซี่ยงหลี่ไม่ได้รีบลงมือ แต่กลับพูดจาเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงอำมหิต
หลักๆ เป็นเพราะเขารู้สึกแปลกใจ ที่เย่เฉินเอาแต่นั่งนิ่งหลับตาปี๋แบบนั้น
ก็เลยอยากรู้ว่าเย่เฉินกำลังเล่นลูกไม้อะไรอยู่
เย่เฉินได้ยินดังนั้น ก็ส่ายหน้าทันที "ข้ายกตาให้ซูอวี่เซวียนเอาไปฝึกวิชาแล้ว ข้าจะหนีไปไหนรอดล่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ตอนแรกพวกเขาก็งงๆ อยู่เหมือนกัน ว่าทำไมจู่ๆ ซูอวี่เซวียนถึงมีวิชาเนตรโผล่มา ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ที่แท้ เย่เฉินก็ควักตาตัวเองให้ซูอวี่เซวียนเอาไปฝึกวิชางั้นเหรอ?
ไอ้บ้าเอ๊ย...
ถึงจะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความหน้าโง่สายเปย์ของเย่เฉินมาก็เถอะ
แต่พอมาเจอของจริง ถึงได้รู้ว่ามันบ้าบอคอแตกขนาดไหน
ถึงขั้นควักลูกตาให้คนอื่นเนี่ยนะ?
ขนาดเฒ่าวิญญาณดำที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ยังถึงกับอึ้งไปเลย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะออกมา "สหายเต๋าเย่ ช่างเป็นคนรักจริงหวังแต่งซะเหลือเกินนะ สงสัยคงจะโดนนังซูอวี่เซวียนปั่นหัวเอาล่ะสิ ตอนนี้โดนทิ้งแล้ว คงจะแค้นน่าดูเลยสิ จงเก็บความแค้นนี้ไว้เถอะ พอวิญญาณของเจ้าเข้าไปอยู่ในธงราชันย์มนุษย์ของข้า มันจะได้ทรงพลังยิ่งขึ้น..."
แต่เย่เฉินกลับส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าไม่ได้แค้นนางหรอก! เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่านางต้องทิ้งข้าไป ข้าถึงยอมอยู่ที่นี่ เพื่อถ่วงเวลาให้นางหนีไปได้ไงล่ะ"
"ขอแค่นางปลอดภัย ข้าก็ตายตาหลับแล้ว"
เฒ่าวิญญาณดำเบิกตากว้าง
ขนาดเขาที่ชอบทรมานคนเล่นเป็นชีวิตจิตใจ ยังถึงกับฉุนกึกขึ้นมาเลย
ลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ
พอเก่งแล้ว จะหาผู้หญิงแบบไหนไม่ได้วะ
ทำไมแกถึงได้โง่งมงายขนาดนี้?
ส่วนขงเซี่ยงหลี่ก็ทำหน้าเหยียดหยาม "ข้าล่ะไม่เข้าใจพวกหน้าโง่สายเปย์อย่างพวกแกจริงๆ ยอมตายเพื่อผู้หญิงเนี่ยนะ!"
แต่เย่เฉินที่นั่งนิ่งมาตลอด กลับกระตุกยิ้มที่มุมปาก "พวกเจ้าไม่เข้าใจน่ะถูกแล้ว!"
"เพราะที่พูดมาทั้งหมดนั่น ข้าแต่งเรื่องเองแหละ!"
"ที่ข้ายังอยู่ที่นี่..."
"ก็เพื่อส่งพวกเจ้าลงนรกไงล่ะ!"
วินาทีถัดมา เปลือกตาที่ปิดสนิทของเย่เฉิน ก็ค่อยๆ เปิดขึ้น...
(จบแล้ว)