- หน้าแรก
- นักปรุงโอสถสายเปย์กับระบบตอบแทนไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 42 - ครอบครัวเดียวกันก็ต้องไปให้พร้อมหน้าพร้อมตาสิ!
บทที่ 42 - ครอบครัวเดียวกันก็ต้องไปให้พร้อมหน้าพร้อมตาสิ!
บทที่ 42 - ครอบครัวเดียวกันก็ต้องไปให้พร้อมหน้าพร้อมตาสิ!
บทที่ 42 - ครอบครัวเดียวกันก็ต้องไปให้พร้อมหน้าพร้อมตาสิ!
ขณะที่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
เย่เฉินก็ร่ายวิชาลูกไฟยักษ์ปาออกไปรัวๆ
จนกำแพงด้านนอกของลานบ้านแถวนั้นพังทลายลงมาเป็นแถบๆ
ทำเอาพวกผู้ฝึกตนที่อาศัยอยู่ในลานบ้านเหล่านั้นถึงกับสะดุ้งตกใจ
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
และชายวัยกลางคนที่นอนเจ็บปวดจนแทบจะหมดสติอยู่บนพื้น ก็ถึงกับอึ้งไปกับพฤติกรรมของเย่เฉิน
เขารู้อยู่แล้วว่าเย่เฉินต้องเรียกคนมาช่วย
แต่เขาคิดว่าเย่เฉินจะเรียกผู้อาวุโสของตระกูลเย่มาจัดการกับสองพี่น้องตระกูลกิน
ใครจะไปคิดว่าเย่เฉินจะเรียกหน่วยลาดตระเวนมาตรงๆ แบบนี้
ส่วนเรื่องที่เย่เฉินระเบิดกำแพงทิ้ง ชายวัยกลางคนก็พอจะเข้าใจเจตนาได้
ตลาดหยินเยว่ทั้งหมดนี้เป็นของตระกูลม่อ
ผู้ฝึกตนทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ล้วนต้องจ่ายค่าเช่าให้ตระกูลม่อทั้งนั้น
ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นที่เสียหาย ล้วนต้องชดใช้ด้วยเงิน
ตอนนี้สภาพพื้นที่เละเทะไปหมด ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบความเสียหายของตระกูลม่อ
ตัวเขากำลังจะตายอยู่รอมร่อ ในตัวก็มีแค่หินวิญญาณระดับต่ำไม่กี่ก้อน
ส่วนเย่เฉินคือผู้ที่ถูกลอบโจมตี แถมยังเป็นลูกหลานตระกูลอีก
ตระกูลม่อย่อมไม่มีทางไปหาเรื่องเย่เฉินแน่ๆ
งั้นพวกเขาก็ยิ่งต้องไปตามล่าตัวพี่น้องตระกูลกินมาลงโทษให้จงได้
เย่เฉินคนนี้ ช่างสร้างเรื่องเก่งจริงๆ
ช่างแตกต่างจากข่าวลือเรื่องหน้าโง่สายเปย์อย่างสิ้นเชิง
ชายวัยกลางคนแอบสะใจอยู่ลึกๆ
เล่นใหญ่ขนาดนี้
ไม่นานนัก ก็มีผู้ฝึกตนหลายคนรีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุ
ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณช่วงท้าย สีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนที่ถูกตัดแขนตัดขาจนกลายเป็นท่อนไม้ พวกเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
แต่พอเห็นสภาพถนนที่เละเทะ และลานบ้านหลายแห่งที่โดนลูกหลง พวกเขาก็ถึงกับขมวดคิ้ว
ตระกูลม่อเก็บเงินค่าเช่า ก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลด้วย
บ้านที่ให้คนอื่นเช่า ถูกทำลายโดยไม่มีเหตุผล ยังไงก็ต้องซ่อมแซมให้
ซึ่งค่าซ่อมแซมก็ไม่ใช่ถูกๆ เลย
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตระกูลในตอนนี้ สีหน้าของพวกเขาก็ย่ำแย่ลงทันที คนที่อยู่หน้าสุดตะคอกถามเย่เฉิน "เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
เย่เฉินประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "คารวะผู้อาวุโส ข้าน้อยเย่เฉิน ลูกหลานตระกูลเย่ บิดาคือเย่เทียนเหอ!"
"เมื่อครู่ชายคนนี้ลอบจู่โจมข้ากะทันหัน แต่ข้าโชคดีตอบโต้กลับไปได้!"
พวกเขาปรายตามองเย่เฉินที่ยืนอยู่โดยไร้รอยขีดข่วนใดๆ
แล้วหันไปมองชายวัยกลางคนที่เหลือแต่ตออยู่บนพื้น มุมปากของพวกเขาก็กระตุกยิกๆ
โชคดีบ้าบออะไรล่ะนั่น
แต่พอรู้ว่าเย่เฉินเป็นลูกหลานตระกูล ท่าทีของพวกเขาก็อ่อนลงมาก
โลกผู้ฝึกตนไม่ได้มีแต่การต่อสู้ฆ่าฟันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูเบื้องหลังด้วย
พวกเขาเคยได้ยินชื่อตระกูลเย่ และก็รู้จักชื่อเย่เทียนเหอด้วย
แต่ความเสียหายของตระกูลม่อ ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบ
พวกเขาจึงหันไปจ้องมองชายวัยกลางคนที่อยู่บนพื้น แล้วเอ่ยเสียงเย็น "กล้าลงมือฆ่าคนในตลาดหยินเยว่ ไม่ว่าจะเป็นคนลงมือหรือคนบงการ ล้วนต้องโทษประหาร..."
"สารภาพมาให้หมด ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าตายอย่างสงบ!"
ชายวัยกลางคนเจ็บปวดจนทนไม่ไหวอยู่แล้ว
เขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
แถมยังสารภาพเรื่องที่พวกเขาเคยฆ่าคนชิงทรัพย์ในป่ามามากมายอีกด้วย
ซึ่งในจำนวนนั้น ก็มีลูกหลานตระกูลรวมอยู่ด้วย
สรุปก็คือ เขารู้ตัวว่าต้องตายแน่ๆ เลยกะจะลากทุกคนลงนรกไปด้วยกันให้หมด
และในตอนท้าย เขาก็หันไปมองเย่เฉินแล้วเอ่ยว่า "แต่กำแพงนี่มันเป็นคนพัง..."
"ตอนที่ข้าโดนมันตัดแขนตัดขานอนอยู่บนพื้น มันตะโกนเรียกคนไปพลาง ปาลูกไฟใส่รอบๆ ไปพลาง!"
"ฝีมือมันทั้งนั้นแหละ"
ชายวัยกลางคนเกลียดกินอู๋ชิงก็จริง
แต่เขาก็ไม่อยากให้เย่เฉินรอดตัวไปง่ายๆ หรอกนะ
มุมปากของเย่เฉินกระตุกยิกๆ รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที...
บ้าเอ๊ย อุตส่าห์อยากจะกระตุ้นให้ตระกูลม่อมีแรงจูงใจในการทำงาน จะได้ไม่ละเลยคดีของเขาแท้ๆ
ก็เหมือนตอนอยู่โลกเก่าที่รถมอเตอร์ไซค์โดนขโมย พอไปแจ้งความ ตำรวจก็ไม่ค่อยจะสนใจตามเรื่องให้ไง
แต่ดันลืมคิดไปว่าอาจจะโดนแฉต่อหน้าแบบนี้
โคตรจะน่าอายเลย!
เย่เฉินรีบแก้ตัวอย่างกระอักกระอ่วน "ข้าตกใจมากไปหน่อย เลยคุมสติไม่อยู่น่ะขอรับ..."
ขณะที่ผู้ฝึกตนตระกูลม่อทั้งหลายต่างมองเย่เฉินด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเย่เฉินมาบ้าง
บางทีก่อนหน้านี้ ตอนนั่งดื่มเหล้า พวกเขาอาจจะเคยเอาเรื่องของเย่เฉินมาพูดเป็นเรื่องตลกขบขันด้วยซ้ำ
คนบ้าอะไร เอาทรัพยากรไปประเคนให้ผู้ฝึกตนหญิงจนหมด ถ้าเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นในตระกูลม่อ คงโดนตีขาหักไปนานแล้ว
ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอตัวเป็นๆ
แถมยังก่อเรื่องเพราะผู้หญิงอีกต่างหาก
แต่ดูๆ ไปแล้ว ก็ไม่ได้โง่เง่าเหมือนในข่าวลือนี่นา
ก็แค่นั้นแหละ
ส่วนเรื่องที่เย่เฉินมีตบะระดับรวบรวมปราณขั้นสี่ แต่กลับเอาชนะระดับขั้นห้าได้นั้น
พวกเขาไม่ได้แปลกใจอะไรเลย
พวกผู้ฝึกตนอิสระ มักจะฝึกวิชาแบบจับฉ่าย ตามมีตามเกิด
จะสู้ลูกหลานตระกูลไม่ได้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาสุดๆ
ผู้ฝึกตนตระกูลม่อคนหนึ่ง ยกเท้าเหยียบชายวัยกลางคนจนสิ้นใจตายคาเท้า
จากนั้นก็เริ่มค้นตัวศพทันที
ได้ถุงมิติเก็บของที่ว่างเปล่ามาหนึ่งใบ ลูกดอกอาบยาพิษระดับต่ำหนึ่งดอก รองเท้าเวทหนึ่งคู่ และพวกยาสมุนไพรกระจุกกระจิกอีกนิดหน่อย
ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ชายคนนั้นเก็บของทั้งหมด ก่อนจะยื่นส่งให้เย่เฉินด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง "สหายเต๋าน้อย ตามกฎของตระกูลม่อ ชายคนนี้ลอบสังหารเจ้า และถูกเจ้าสยบลงได้ ของบนตัวเขาก็ต้องตกเป็นของเจ้า"
"เก็บไว้เถอะ!"
"ส่วนเรื่องพี่น้องตระกูลกินนั่น พวกข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้แหละ"
เย่เฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้พูดถึงเรื่องกำแพง แต่ก็ดูเหมือนจะเชื่อข้อแก้ตัวของเขาแล้ว
แต่เขาก็ต้องรู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์สิ
แถมเย่เฉินก็ไม่ได้สนใจเศษขยะพวกนี้อยู่แล้วด้วย
ดังนั้น เขาจึงรับมาแค่ถุงมิติเก็บของ ส่วนอุปกรณ์เวทชิ้นอื่นเขาไม่แตะต้องเลย พร้อมกับเอ่ยยิ้มๆ "ข้ากำลังขาดถุงมิติอยู่พอดีเลย"
"ส่วนของที่เหลือ ก็ถือเสียว่าเป็นค่าชดเชยค่าซ่อมกำแพงก็แล้วกัน"
"แม้ข้าจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ข้าก็มีส่วนทำให้มันพังลงมานี่นะ!"
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินรู้จักรู้ประสีประสา พวกเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ก่อนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
ถึงขั้นไม่ยอมเก็บศพที่พื้นไปด้วยซ้ำ
ทั้งสี่คนล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณช่วงท้าย
อย่างน้อยที่สุดก็คือระดับรวบรวมปราณขั้นเจ็ด
แถมหน่วยลาดตระเวนของตลาดหยินเยว่ ยังทำงานเป็นผลัดอีกต่างหาก
นั่นหมายความว่า จำนวนผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณช่วงท้ายนั้น มีมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก
เห็นได้ชัดว่าตระกูลม่อนั้นแข็งแกร่งมาก
สมกับที่เป็นตระกูลระดับสร้างรากฐานจริงๆ
และมีเพียงตระกูลระดับสร้างรากฐานเท่านั้น ที่สามารถคุมธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ และสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ได้
ไม่อย่างนั้น หากปล่อยให้พวกผู้ฝึกตนทำตัวตามอำเภอใจ ตลาดหยินเยว่คงวุ่นวายไปนานแล้ว
ทีแรกเย่เฉินกะจะแอบตามไปดูลาดเลา แต่พอนึกขึ้นได้ว่ากินอู๋ชิงมีพี่สาวระดับรวบรวมปราณช่วงท้ายอยู่ด้วย เขาก็เลยล้มเลิกความคิดนั้นไป
ขืนตามไปแล้วโดนลูกหลงตอนที่พวกเขาสู้กัน มันจะได้ไม่คุ้มเสียเอา
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณช่วงท้ายของตระกูลม่อตั้งสี่คนลงมือพร้อมกัน ย่อมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
เย่เฉินจึงวางใจ แล้วเก็บถุงมิติเก็บของเดินกลับไปที่ร้านค้าของตระกูล
แน่นอนว่าเย่เฉินไม่ได้ต้องการถุงมิติหรอก
แต่มันเหมาะเจาะพอดีที่จะเอาไปเปย์ให้หลินเข่อเอ๋อร์ เพื่อกระตุ้นรางวัลจากระบบ
แล้วพอได้ผลตอบแทนสิบเท่ากลับมา ก็ค่อยเอาไปขายทำกำไร ฟันหินวิญญาณระดับกลางมาได้ตั้งหลายก้อน
...
คืนนั้น เย่เฉินยิ่งรู้สึกปลงตกกับความโหดร้ายของโลกผู้ฝึกตนมากขึ้นไปอีก
เพียงแค่เรื่องผู้หญิงแค่นี้ ก็ถึงกับมีคนจ้างวานฆ่าเขาเสียแล้ว
ถ้าเป็นโลกเดิมที่เขาจากมา เรื่องบาดหมางแค่นี้ อย่างมากก็แค่ชกต่อยกันสักยกก็จบแล้ว
ทำไมพวกนี้ถึงไม่รู้จักรักสงบ และหันมาร่วมมือกันพัฒนาบ้านเมืองบ้างนะ?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เย่เฉินก็นึกไปถึงพี่น้องตระกูลกิน
ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกส่งลงนรกไปหรือยังนะ
แม้ว่าคนที่อยากจะฆ่าเขา คือกินอู๋ชิงเพียงคนเดียว
และอาจจะไม่เกี่ยวกับพี่สาวของเขาเลยก็ตาม
แต่ลองดูชื่อของนางสิ กิมเจาตี้ (นำพาน้องชาย)
นี่มันชื่อของครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวชัดๆ
ในเมื่อน้องชายตายไปแล้ว
คนเป็นพี่สาวก็ต้องอยากจะล้างแค้นให้น้องชายแน่ๆ
เย่เฉินไม่อยากจะถูกผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณช่วงท้ายตามรังควานหรอกนะ
เขาเลยหวังว่านางจะได้ไปปรโลกพร้อมๆ กับน้องชาย จะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานกับการพลัดพรากจากกันไงล่ะ
ช่วยไม่ได้ ก็คนที่มาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเขาน่ะ มันเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาแบบนี้แหละ
...
วันต่อมา
ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็มีแขกมาเยือน
คนของตระกูลม่อนั่นเอง
ในเมื่อเย่เฉินคือผู้เสียหายที่ถูกลอบโจมตี พวกเขาก็ย่อมต้องมาแจ้งความคืบหน้าให้ทราบ
ไม่อย่างนั้น หากคนของตระกูลใหญ่ๆ รู้สึกว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย แล้วพากันย้ายออกไป
ตลาดหยินเยว่ก็คงจะซบเซาลงแน่ๆ
และรายได้ของตระกูลม่อ ก็จะหดหายตามไปด้วย
"สหายเต๋าเย่ กินอู๋ชิงตายแล้ว!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่เฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่อีกฝ่ายก็รีบพูดต่อ "แต่กิมเจาตี้มีวิชาหลบหนีที่ค่อนข้างจะร้ายกาจ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังอุตส่าห์หนีรอดเข้าไปในป่าได้"
"แต่สหายเต๋าเย่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ตระกูลม่อได้ออกหมายจับนางแล้ว ถ้านางกล้าโผล่หัวออกจากป่าเมื่อไหร่ และมีใครพบเห็นเข้า นางจะต้องถูกกำจัดทันที นางหนีไปได้ไม่นานหรอก"
เย่เฉินเพิ่งจะเบาใจลงได้เปลาะเดียว หัวใจก็กลับมาเต้นระทึกอีกครั้ง
บ้าเอ๊ย...
หน่วยคุ้มกันของตระกูลม่อมันจะห่วยแตกเกินไปแล้วมั้ง?
สี่รุมสองแท้ๆ ยังปล่อยให้หนีรอดไปได้อีกคนเนี่ยนะ?
แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างการส่งสองพี่น้องไปปรโลกพร้อมๆ กัน พวกเจ้ายังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรกินได้วะ?
เอาอุปกรณ์เวทของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!
การมีศัตรูระดับรวบรวมปราณช่วงท้ายเพิ่มมาอีกคน ทำเอาเย่เฉินเริ่มจะใจคอไม่ดี
ถึงขั้นเริ่มคิดแล้วว่า จะฝากคนไปบอกบิดาให้มารับตัวเขากลับไปดีหรือเปล่า!
(จบแล้ว)