- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 490 - ดอกวิญญาณดารา
บทที่ 490 - ดอกวิญญาณดารา
บทที่ 490 - ดอกวิญญาณดารา
บทที่ 490 - ดอกวิญญาณดารา
เมื่อเหลิ่งหลานอิ่งและไป่เตาได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะสบตากัน ภายในแววตาล้วนสาดประกายความหวั่นไหว
ต้องรู้ไว้ว่า พวกเขาเดินทางมายังค่ายแม้วเชียนกู่ เข้ามาในดินแดนกู่ การค้นหาสระลอกคราบกู่ก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง
การจับกุมแมลงกู่ที่น่าพึงพอใจในดินแดนกู่ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของพวกเขาเช่นกัน
แมลงกู่ศักยภาพระดับห้า เมื่อโตเต็มวัยก็จะมีพลังฝีมือในขอบเขตปราณแท้ ไม่แน่อาจจะบรรลุถึงขอบเขตปราณแท้ระดับที่สาม หรือระดับที่สี่เลยก็เป็นได้
ส่วนแมลงกู่ศักยภาพระดับเจ็ดนั้น มีโอกาสสูงมากที่จะเติบโตจนมีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตเจินตาน หากสามารถทำพันธสัญญากับแมลงกู่เช่นนี้ได้ ฐานะของพวกเขาในสำนักย่อมต้องสูงขึ้นตามไปด้วย
ต้องรู้ไว้ว่า แม้พวกซ่งหลิงเซียวทั้งสี่คนจะมีพลังฝีมืออยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตปราณแท้ระดับที่สอง นับเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในดินแดนกู่ ทว่าต่อให้เป็นพวกเขา ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าในวันหน้าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเจินตานได้
ในดินแดนทวยเทพทอดทิ้ง ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจินตานถือเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า ขอเพียงเข้าร่วมกับสี่สำนักใหญ่สำนักใดสำนักหนึ่ง ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้อาวุโสได้ทันที
ส่วนในสำนัก นิกาย หรือตระกูลอื่นๆ ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจินตานอาจกล่าวได้ว่าเป็นเจ้าสำนัก เป็นตัวตนอันสูงสุดของทั้งสำนัก
สำนักที่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจินตานคอยคุ้มครอง กับสำนักที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจินตานคอยคุ้มครอง เรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
คงจินตนาการได้ว่า มูลค่าของแมลงกู่ตัวนี้สูงส่งเพียงใด
ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจินตานมาเห็น ก็คงอดไม่ได้ที่จะอิจฉาตาร้อนและลงมือแย่งชิง
หากปรากฏตัวในงานประมูล คาดว่าคงมีหลายสำนักและหลายตระกูลยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อประมูลมันมาให้จงได้
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านปรับลมปราณอยู่ที่นี่ก่อน ข้ากับศิษย์น้องไป่จะล่วงหน้าไปสกัดกั้นผู้ฝึกยุทธ์ของค่ายแม้วเชียนกู่เอาไว้เอง!" เหลิ่งหลานอิ่งกล่าว
จากนั้น ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไล่ตามทิศทางที่ด้วงดิ่งมังกรบึงลี้ลับหลบหนีไปเช่นกัน
ทั้งสองคนต่างก็งัดวิชาตัวเบาออกมาอย่างสุดกำลัง ความเร็วรวดเร็วกว่าตอนที่มาถึงหลายเท่านัก
"แค่กๆ......" เมื่อเห็นทั้งสองจากไป ซ่งหลิงเซียวก็พลันไอโขลกอย่างรุนแรง กระอักเลือดออกมาอีกคำ
"คงต้องทำเช่นนี้แล้ว!" ซ่งหลิงเซียวกัดฟันกรอด ล้วงขวดกระเบื้องออกมา เทเอายาลูกกลอนเสวียนอวี้เพียงเม็ดเดียวที่อยู่ด้านในออกมา แล้วกลืนลงไป
นี่คือยาตานช่วยชีวิตที่เซี่ยอู๋ซวงมอบให้เขา ขอเพียงไม่ตาย กลืนยาตานเม็ดนี้ลงไป บาดแผลก็จะสมานตัวอย่างรวดเร็ว กลับมาแข็งแรงดุจพยัคฆ์มังกร
แมลงกู่ศักยภาพระดับเจ็ด เขาไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป มันมีค่าพอให้เขาทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วงชิงมา
เพียงไม่นาน ใบหน้าของซ่งหลิงเซียวก็กลับมามีสีเลือดฝาด รอยขีดข่วนบนหน้าอกก็สมานเป็นแผลตกสะเก็ดแล้ว
"ปัง!" ซ่งหลิงเซียวเดินพลังปราณแท้ภายในร่างจนพลุ่งพล่าน กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง พื้นดินอันแข็งแกร่งถูกเขากระทืบจนเป็นหลุมเล็กๆ ร่างทั้งร่างแปรเปลี่ยนเป็นภาพติดตา พุ่งทะยานไล่ตามไป
หลังจากซ่งหลิงเซียวจากไปได้ราวหนึ่งเค่อ เหมียวหยาเฟิงจึงค่อยเดินออกมาจากถ้ำหิน
สภาพของเขาดูดีกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย ทว่าสีหน้ายังคงซีดเผือด บนท่อนแขนทั้งสองข้างมีบาดแผลลึกถึงกระดูกสองรอย
บนแผลถูกทาด้วยผงยา โลหิตจึงหยุดไหลแล้ว
ค่ายแม้วเชียนกู่ของพวกเขาไม่มีรากฐานที่ลึกซึ้งเหมือนหุบเขาหมื่นพิษ จึงไม่มียาตานช่วยชีวิตอย่างยาลูกกลอนเสวียนอวี้มอบให้พวกเขา
แม้บาดแผลจะยังไม่หายดี ทว่าเหมียวหยาเฟิงก็ยังคงไล่ตามไป
เขาตั้งใจจะลอบสะกดรอยตาม หากมีโอกาสช่วงชิงด้วงดิ่งมังกรบึงลี้ลับมาได้ เขาก็จะลงมืออย่างไม่ลังเล
......
เสียงสิ่งของขนาดใหญ่อันหนักอึ้งร่วงหล่นลงพื้นดังสนั่น หมีหางสั้นความสูงสองจั้งตัวหนึ่งล้มครืนลงกับพื้น เสียงดังกัมปนาท
สภาพของมันน่าเวทนายิ่งนัก บริเวณหน้าอกและแผ่นหลังล้วนมีรอยถูกไฟคลอก แผ่กลิ่นเนื้อไหม้เกรียมลอยคลุ้ง
ดวงตาข้างหนึ่งถูกแทงบอด ลำคอมีบาดแผลฉกรรจ์ หลอดลมขาดสะบั้น เลือดไหลนอง ไม่เหลือเค้าลางของชีวิตอีกแล้ว
"หมีอสูรระดับสองตัวนี้ช่างหนังเหนียวเนื้อหนาเสียจริง ฟันไปตั้งหลายสิบดาบ กว่าจะตัดคอมันให้ขาดได้!" หลินเฉียนเอ่ยเสียงหอบ
"ทว่าก็นับว่าคุ้มค่า ได้ดอกวิญญาณดารามาตั้งสองดอก!" หลินเฉียนเดินไปที่แห่งหนึ่ง เด็ดดอกไม้สีน้ำเงินสองดอกออกมา
"อ๊บ อ๊บ!" ชื่อเหยียนร้องเรียก หมายความว่าจะให้หลินเฉียนแบ่งดอกวิญญาณดาราให้มันสักดอก
"ชื่อเหยียน นี่มันดอกไม้วิญญาณจำแลงนะ กลืนกินเข้าไปตรงๆ ไม่คุ้มหรอก รอพวกเราออกไปก่อน ข้าจะหลอมเป็นยาตาน แล้วค่อยแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง"
"อีกอย่าง เลือดเนื้อของหมีหางสั้นตัวนี้ก็อัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณ เดี๋ยวจะให้เจ้ากินให้อิ่มหนำสำราญไปเลย" หลินเฉียนกล่าวพลางเก็บดอกไม้วิญญาณจำแลงทั้งสองดอกเข้าไว้
เมื่อชื่อเหยียนเห็นดังนั้นก็ไม่ร้องโวยวายอีก ทว่ากลับเดินเข้าไปหาหมีหางสั้นแทน
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลินเฉียนก็พาชื่อเหยียนจากไปจากที่นี่ ทิ้งไว้เพียงเลือดเนื้อส่วนน้อยที่ยังไม่ได้ถูกกลืนกิน
หนังสัตว์ กรงเล็บอันแหลมคม เขี้ยว และชิ้นส่วนอื่นๆ ของหมีหางสั้น ล้วนถูกหลินเฉียนรวบรวมไปจนหมดสิ้น ส่วนเลือดเนื้อที่เหลือนั้น เป็นเพราะชื่อเหยียนยัดทะนานไม่ลงแล้ว จึงได้เหลือทิ้งไว้
บนยอดเขาสูงร้อยจั้งแห่งหนึ่ง มีเสียงไฟลุกพรึบพรับดังแว่วมา
ก้อนหินความสูงครึ่งเมตรรองรับกันเป็นเตาไฟแบบง่ายๆ สองก้อน
เหนือเตาไฟนั้น มีอุ้งเท้าหมีขนาดมหึมาย่างอยู่บนกองไฟอันร้อนระอุ น้ำมันร้อนๆ หยดลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เปลวไฟยิ่งลุกโชน
เมื่อถูกไฟย่างอย่างต่อเนื่อง อุ้งเท้าหมีก็เริ่มมีสีเหลืองทองอร่าม แม้แต่หลินเฉียนที่อยู่ด้านข้างก็ยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
เพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม หลินเฉียนถึงกับทาเครื่องเทศสูตรลับลงบนอุ้งเท้าหมีไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนชื่อเหยียนนั้น หมอบอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง ท้องป่องนูน กำลังตั้งอกตั้งใจย่อยเลือดเนื้อในท้อง
ทว่ากลิ่นหอมหวนที่โชยมาจากอุ้งเท้าหมีย่าง ก็ทำให้จมูกของชื่อเหยียนขยับฟุดฟิด ลิ้นยาวๆ ห้อยตกลงมาบนโขดหิน สายตาจดจ่ออยู่แต่อุ้งเท้าหมีอย่างไม่วางตา
กลิ่นหอมนี้ ทำให้มันไม่อาจตั้งสมาธิย่อยเลือดเนื้อได้เลย
"ชื่อเหยียน เนื้อย่างสุกแล้ว เจ้ากินได้หรือไม่?" หลินเฉียนนึกขำอยู่ในใจ จึงเอ่ยถามขึ้น
เมื่อก่อนหลินเฉียนคิดว่าชื่อเหยียนไม่สามารถกินเนื้อที่ย่างสุกแล้วได้ จึงไม่เคยให้มันกินเลย
ทว่าท่าทีของชื่อเหยียนในยามนี้ ทำให้หลินเฉียนเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจจะคิดผิดไป
บางทีชื่อเหยียนอาจจะกินอาหารปรุงสุกได้
"อ๊บ อ๊บ!" เมื่อชื่อเหยียนได้ยิน ก็เลิกย่อยเลือดเนื้อ รีบตอบรับอย่างมั่นใจ
ขาหลังถีบส่ง ร่างก็พุ่งไปที่หน้าเตาย่าง
"เช่นนั้นข้าจะแบ่งให้เจ้าสักหน่อย หากกินลงไปแล้วไม่มีปัญหา ข้าก็จะให้เจ้าอีก!" ว่าแล้ว มีดสั้นในมือของหลินเฉียนก็ตวัดวูบ เนื้อย่างบนอุ้งเท้าหมีชิ้นหนึ่งหนักราวๆ เจ็ดแปดชั่ง ก็ลอยไปหาชื่อเหยียน
ชื่อเหยียนกลืนลงไปในคำเดียว เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
อุ้งเท้าหมีชิ้นนี้ยาวกว่าหนึ่งเมตร หลินเฉียนย่อมกินไม่หมด
หากชื่อเหยียนสามารถกินอาหารปรุงสุกได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีเลยทีเดียว
หลินเฉียนกินไปเพียงส่วนน้อยก็รู้สึกอิ่มแปล้ ปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ในเนื้อย่าง เมื่อเดินพลังเคล็ดวิชาเสวียนหยวน ก็ถูกหลอมละลาย ส่งเข้าไปในห้วงสมุทรปราณ
ส่วนพลังปราณโลหิตที่แฝงอยู่ในเนื้อย่าง ก็ถูกร่างกายของหลินเฉียนดูดซับไป
รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าชื่อเหยียนไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หลินเฉียนก็ตวัดมีดสั้นอย่างรวดเร็ว เนื้อย่างชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ลอยไปหาชื่อเหยียน
เพียงไม่นาน อุ้งเท้าหมีขนาดมหึมาก็ถูกหลินเฉียนแล่จนเหลือแต่กระดูก
"ชื่อเหยียน หมดแล้ว ไว้คราวหน้านะ!" หลินเฉียนชี้ไปที่โครงกระดูก พลางกล่าว
"อ๊บ อ๊บ!" ชื่อเหยียนอารมณ์ดียิ่งนัก หรี่ตาจนเป็นเส้นตรง
(จบแล้ว)