เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100 คดีฟ้องร้องทางปกครองครั้งแรก (ฟรี)

บทที่ 100 คดีฟ้องร้องทางปกครองครั้งแรก (ฟรี)

บทที่ 100 คดีฟ้องร้องทางปกครองครั้งแรก (ฟรี)


บทที่ 100 คดีฟ้องร้องทางปกครองครั้งแรก

** ผมกลับมาแปลแบบเดิมนะครับ ถ้าแปลแบบใช้คำเป็นทางการ ผมจะลงได้แค่วันละ 2 ตอน เพราะใช้เวลาเกลาคำนานมากก

ในแง่ของกฎหมาย

คำนิยามของข้อหาก่อความวุ่นวายและสร้างปัญหานั้นค่อนข้างคลุมเครือ

โดยทั่วไปแล้ว หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหานี้ มักจะมีปัจจัยหลักสามประการ

หนึ่ง ก่อให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายอย่างรุนแรง

สอง ทนายฝ่ายจำเลยไม่มีฝีมือหรือไม่มีประสบการณ์

สาม มีปัญหาในกระบวนการทางกฎหมาย

ในกรณีนี้ การที่จะให้เกิดปัญหาในกระบวนการทางกฎหมายนั้นเป็นเรื่องยากมาก

ก็อย่างที่เห็นกันก่อนหน้านี้ ในคดีของกัวเสี่ยวจวิน แม้แต่ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นยังถูกเด้งจากตำแหน่งเลย

ดังนั้นโดยปกติแล้วจะไม่ค่อยเกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการพิจารณาคดี

แน่นอนว่าในระหว่างการพิจารณาคดี ผลลัพธ์ของคำพิพากษามักจะขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พิพากษาเป็นหลัก

ตามที่จางไหลชุนได้กล่าวไว้ คดีนี้มีคำตัดสินที่ไร้สาระอย่างมาก!

มันไม่สมเหตุสมผลเลย!

คนที่ถูกตัดสินลงโทษในคดีนี้ก็คือพี่ชายของจางไหลชุน จางไหลตง

เขาถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน เนื่องจากการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต

ซูไป๋สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะถามขึ้นว่า

"ตอนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น พวกคุณจ้างทนายความหรือเปล่า?"

จางไหลชุนเกาหัวก่อนจะตอบ

"เอ่อ... เราจ้างทนายมานะ แต่เหมือนจะเป็นทนายที่ไม่เก่งสักเท่าไหร่"

"ตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองทำเรื่องดี ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหนเลย แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าจะถูกตัดสินจำคุกจริง ๆ"

พอได้ฟังคำตอบแบบนี้ ซูไป๋ก็เข้าใจสถานการณ์ทันที

ถ้าทนายที่พวกเขาจ้างมาไม่มีความสามารถมากพอ คดีก็ไม่แปลกที่จะออกมาเป็นแบบนี้

โดยเฉพาะอัยการของฝ่ายตรงข้าม ถ้าเป็นคนประเภทเดียวกับลวี่เหว่ย พวกนี้จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อส่งจำเลยเข้าคุกให้ได้

และยิ่งเป็นคดีข้อหาก่อความวุ่นวายและสร้างปัญหาซึ่งเป็นความผิดที่มีนิยามคลุมเครือแบบนี้ อัยการสามารถชักนำเจตนาของผู้พิพากษาได้อย่างง่ายดาย

ช่างเป็นคดีที่รับมือยากจริง ๆ

เพราะข้อกล่าวหานี้ ไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน อะไรที่เข้าเค้าแม้แต่นิดเดียวก็สามารถเป็นหลักฐานเอาผิดได้

แต่สิ่งที่แปลกในคดีนี้คือ...

แค่การสร้างสะพาน ทำไมถึงถูกตั้งข้อหานี้ได้?

การที่คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาลตั้งแต่แรกมันก็ไร้สาระอยู่แล้ว

เพราะสิ่งที่จางไหลตงทำคือการสร้างสะพานเพื่อช่วยเหลือชุมชน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี

เว้นแต่ว่าฝ่ายที่กล่าวหาเขา มีหลักฐานบางอย่างที่สำคัญหรือมีเหตุผลอื่นที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อซูไป๋ไล่ถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ เขาก็ได้รับคำตอบ

ที่แท้มีบริษัทรับเหมาสร้างสะพานแห่งหนึ่งที่สนใจจะสร้างสะพานสาธารณะในพื้นที่นี้

พวกเขาต้องการเสนอแผนโครงการต่อหน่วยงานรัฐ

แต่ตามกฎระเบียบแล้ว ในบริเวณพื้นที่หนึ่งไม่สามารถมีสะพานสองแห่งพร้อมกันได้

ดังนั้นบริษัทก่อสร้างแห่งนี้จึงพยายามเจรจากับจางไหลตง โดยขอให้เขารื้อถอนสะพานที่เขาสร้างขึ้นมา

แต่จางไหลตงปฏิเสธ เพราะสะพานที่เขาสร้างขึ้นนั้น ยังมีคนใช้งานอยู่

เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ บริษัทก่อสร้างจึงใช้วิธีอื่น

พวกเขายื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าจางไหลตงก่อสร้างสะพานอย่างผิดกฎหมายและเรียกเก็บค่าผ่านทางโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทำให้จางไหลตงถูกดำเนินคดีอาญาและถูกปรับเงิน 300,000 หยวนในคดีปกครอง

หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมด ซูไป๋ก็เข้าใจแล้วว่าคดีนี้เป็นอย่างไรและรู้ว่าจางไหลชุนต้องการอะไร

ข้อเรียกร้องของพวกเขามีอยู่ 2 อย่าง

ทำคดีให้จางไหลตงพ้นผิด

ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนค่าปรับ 300,000 หยวน

ซูไป๋พยักหน้าเบา ๆ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของคดียังไม่ครบถ้วน เขาจำเป็นต้องตรวจสอบแฟ้มคดีเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน

ถ้าไม่มีแฟ้มคดี

อะไรก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก

นอกจากนี้ ซูไป๋ยังต้องเข้าใจเรื่องราวให้ลึกขึ้นจากมุมมองของลูกความโดยตรง

หลังจากคิดทบทวนแล้ว ซูไป๋จึงเอ่ยขึ้น

"จากคำบรรยายของคุณ ผมเข้าใจลำดับเหตุการณ์โดยคร่าว ๆ แล้ว"

"ถ้าคุณต้องการให้สำนักงานกฎหมายของเรารับผิดชอบคดีนี้ คุณต้องลงนามในหนังสือมอบอำนาจก่อน"

"เมื่อมีหนังสือมอบอำนาจแล้ว ทางสำนักงานกฎหมายของเราจึงจะสามารถเริ่มต้นการสอบสวนเพิ่มเติมได้"

"เข้าใจแล้วครับ ทนายซู"

จางไหลชุนพยักหน้าก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามขึ้นว่า

"ทนายซู คดีนี้ พี่ชายของผมมีโอกาสชนะไหม?"

"แค่ไม่ต้องติดคุกก็พอแล้ว..."

"ส่วนค่าปรับ 300,000 หยวน มันหนักเกินไปสำหรับครอบครัวของเรา พอจะลดลงได้บ้างไหม?"

ซูไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบกลับไปว่า

"เรื่องนี้เราจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่รับประกันไม่ได้"

จางไหลชุนพยักหน้าเงียบ ๆ

"เข้าใจแล้วครับ ทนายซู ผมฝากด้วย"

ไม่นานนัก หนังสือมอบอำนาจก็ถูกจัดเตรียมและลงนามเรียบร้อย

ก่อนออกจากสำนักงานกฎหมายไห่ฟาง

เซียวไห่ป๋อยังยัดชาฝรั่งมาให้ซูไป๋ถึง 2 จิน

"ทนายซู ขอบคุณมากที่ช่วยผมในครั้งนี้"

"คดีนี้มีปัญหายุ่งยากหลายอย่าง แถมค่าทนายก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่"

"แต่ลูกค้ารายนี้เป็นคนที่ได้รับการแนะนำมาจากลูกค้าเก่าของผม มันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ"

"ครั้งนี้ถือว่าคุณช่วยผมไว้มาก ถ้าสำนักงานของคุณมีปัญหาคดีฟ้องร้องทางแพ่งเมื่อไหร่ ผมจะช่วยเต็มที่!"

ซูไป๋ยิ้มมุมปากเบา ๆ

"ทนายเซียว คุณพูดเกินไปแล้วครับ"

คดีนี้ต่อให้ไม่คิดค่าทนาย แต่ได้บุญคุณจากเซียวไห่ป๋อ หุ้นส่วนระดับสูงของสำนักงานกฎหมายด้านคดีแพ่งที่ดีที่สุดในเมืองหนานตู ยังไงก็คุ้มสุด ๆ อยู่แล้ว!

ระหว่างทางกลับไปที่สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน

หลี่เสวี่ยเจินทำหน้าจริงจัง ขณะนึกถึงรายละเอียดของคดีนี้ เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ทนายซู ฉันไม่เข้าใจเลย”

“ทำไมถึงมีคนทำแบบนี้ได้?”

“คนอื่นสร้างสะพานมันไม่ใช่เรื่องดีเหรอ?”

“ทำไมยังมีคนไปแจ้งความอีก? มันน่าโมโหมากเลยนะ”

“เกินไปจริง ๆ!”

“ฉันว่าคนที่ไปแจ้งความน่ะ สมควรถูกส่งเข้าคุก!”

หลี่เสวี่ยเจินพูดด้วยสีหน้าโกรธจัด

ซูไป๋ยิ้มก่อนตอบกลับ

“คดีนี้มันก็มีปัญหาอยู่จริง ๆ จากที่จางไหลชุนเล่าให้ฟัง คนที่แจ้งความและให้หลักฐานคือผู้รับผิดชอบของบริษัทก่อสร้างสะพานนั่นแหละ”

“ที่คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาลได้”

“แสดงว่าหลักฐานที่อีกฝ่ายส่งมามีความน่าเชื่อถือพอสมควรในทางกฎหมาย”

“ถึงจะดูไร้จรรยาบรรณก็เถอะ แต่การตัดสินคดีต้องอิงตามกฎหมาย ยังไงก็ต้องรอดูเอกสารของศาลก่อน”

“อ้อ…”

“เข้าใจแล้วค่ะ ทนายซู”

“เมื่อกี้ฉันแค่พูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะส่งใครเข้าคุกจริง ๆ นะ ทนายซูอย่าเข้าใจผิดนะคะ”

ซูไป๋: ???

เมื่อกี้เธอพูดด้วยความจริงใจล้วน ๆ เลยไม่ใช่เหรอ?

คิดดูดี ๆ เถอะ มีใครที่เธอไม่อยากส่งเข้าคุกบ้าง?

ฝ่ายทนายของคู่กรณี ฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย หรือแม้แต่ผู้พิพากษาในศาล ไม่ว่าใครที่เกี่ยวข้อง เธอก็คงอยากให้เข้าไปอยู่ในคุกหมด

แล้วตอนนี้มาอธิบายแบบนี้ จะให้เชื่อได้ยังไง?

แต่ซูไป๋ก็แค่คิดในใจเท่านั้นไม่ได้พูดออกมา

เขารู้ดีว่าความคิดของหลี่เสวี่ยเจินเป็นยังไง ค่อย ๆ ปรับทัศนคติของเธอไปก็พอ

แต่ถ้าพูดออกไปตอนนี้ อาจทำให้ความคิดแบบนั้นฝังแน่นกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตได้

“อืม ฉันเข้าใจแล้ว”

“ไปขอสำเนาเอกสารของศาลชั้นต้นกันเถอะ”

เมื่อเห็นว่าซูไป๋ไม่ได้ใส่ใจมากนัก หลี่เสวี่ยเจินก็ถอนหายใจโล่งอก

เกือบไปแล้ว...

เมื่อกี้เผลอพูดออกมาโดยไม่ทันคิด ดีที่ไม่มีปัญหาอะไร

เห็นซูไป๋เดินนำไปไกลแล้ว หลี่เสวี่ยเจินจึงรีบวิ่งตามไป

...

คดีของจางไหลตงไม่ได้อยู่ในเมืองหนานตู แต่เป็นคดีของศาลในอำเภอหนึ่งที่อยู่ติดกับเมืองหนานตู

อำเภอนั้นมีชื่อว่าหนานชวน

หนานชวนอยู่ภายใต้การบริหารของเมืองหลินหนาน

คดีนี้ศาลชั้นต้นก็ดำเนินการพิจารณาคดีที่ศาลอำเภอหนานชวนเช่นกัน

เมื่อมาถึงศาลอำเภอหนานชวน

ซูไป๋ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องและยื่นคำร้องขอคัดลอกเอกสารของคดี

เจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบเอกสารของซูไป๋อย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวว่า

“เอกสารคดีที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในการคัดลอกให้เสร็จ”

"กรุณารออย่างอดทนด้วยนะคะ"

"ได้ครับ ขอบคุณมาก"

ซูไป๋กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากนั้น เขากับหลี่เสวี่ยเจินก็นั่งรออยู่ในห้องโถงของศาลเกือบสองชั่วโมง

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่หญิงส่งเอกสารที่คัดลอกเสร็จมาให้ซูไป๋ด้วยรอยยิ้ม

"สวัสดีค่ะ นี่คือเอกสารคดีที่คุณขอไว้ค่ะ"

"ขอบคุณครับ"

"ไม่เป็นไรค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว"

ซูไป๋รับเอกสารมา แล้วส่งต่อให้หลี่เสวี่ยเจิน

เธอเก็บเอกสารลงในกระเป๋าเอกสาร ก่อนจะตบกระเป๋าเบา ๆ แล้วถามว่า

"ทนายซู ตอนนี้เราได้เอกสารมาแล้ว ต่อไปจะทำยังไงต่อดี?"

"อืม กลับสำนักงานก่อน"

ซูไป๋พยักหน้าตอบ

ตอนนี้เอกสารอยู่ในมือแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบเนื้อหา

ดูว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ แล้วค่อยไปพบกับจำเลยอีกที

เมืองหลินหนานอยู่ไม่ไกลจากเมืองหนานตูมากนัก

หลังจากเรียกรถแท็กซี่ ทั้งสองก็เดินทางกลับสำนักงานกฎหมายได้ในเวลาไม่นาน

เมื่อถึงสำนักงาน ซูไป๋และหลี่เสวี่ยเจินก็เริ่มจัดเรียงเอกสาร

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ซูไป๋นวดขมับเล็กน้อย หลังจากอ่านเอกสารจบและจัดลำดับข้อมูลทั้งหมด

ตอนนี้เขาสามารถเชื่อมโยงหลักฐานกับคำตัดสินของศาลได้แล้ว

และสิ่งที่เขาสรุปออกมาได้ก็คือ

คดีนี้มีความยุ่งยากพอสมควร

ความยากของคดีอยู่ที่แนวโน้มของผู้พิพากษา

ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

เหตุผลที่จางไหลตงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อความวุ่นวายและสร้างปัญหา หลัก ๆ มาจากการตีความกฎหมายตามมาตราที่สามของความผิดนี้

"การใช้กำลังบีบบังคับหรือยึดทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนโดยมิชอบ หรือสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของผู้อื่น หากมีลักษณะร้ายแรง ถือเป็นความผิดฐานก่อความวุ่นวายและสร้างปัญหา"

เหตุผลที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดคือจางไหลตงสร้างสะพานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ มีการเรียกเก็บค่าผ่านสะพานถือว่าเป็นการหาผลประโยชน์ส่วนตัว รายได้จากค่าผ่านทางรวมแล้วประมาณ 30,000 หยวน

ด้วยเหตุนี้ศาลจึงตัดสินให้จำคุก 6 เดือน

นอกจากโทษจำคุกแล้ว จางไหลตงยังถูกสั่งปรับ 300,000 หยวน

เหตุผลคือก่อสร้างสะพานโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้รับผลประโยชน์จากการใช้พื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ

ซึ่งค่าปรับนี้สูงเกินไปและจางไหลตงไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน

ซูไป๋ต้องยอมรับว่าข้อกฎหมายถูกนำมาใช้ในคดีนี้ สมบูรณ์แบบ

ไม่มีช่องโหว่ให้โต้แย้งได้ง่าย ๆ

"ถ้าคุณบอกว่าไม่มีความผิด? ได้เลย!"

"ฉันจะอ่านข้อกฎหมายให้ฟังตรงนี้เลย!"

"ฟังจบแล้วยังจะบอกว่าไม่มีความผิดอีกเหรอ?"

"ยังกล้าเถียง? งั้นก็ตัดสินลงโทษซะเลย!"

ศาลตัดสินคดีอย่างรัดกุม ตามตัวบทกฎหมายเป๊ะ ๆ

ต่อให้รู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผล แต่ก็หาข้อโต้แย้งไม่ได้

สิ่งที่น่าคิดคือ

บริษัทก่อสร้างสะพานนั้น "ฉลาดทางกฎหมาย" มาก

พวกเขาไม่เพียงแค่ร้องเรียน แต่ยังใช้กระบวนการทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์

พอรู้ว่าพื้นที่นี้ไม่สามารถมีสะพานสองแห่งได้

พวกเขาก็ยื่นเรื่องฟ้องร้องเพื่อให้สะพานของจางไหลตงถูกยกเลิก

แถมยังชนะคดีด้วย!

หลังจากตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดเสร็จ

ซูไป๋ก็สูดหายใจลึก ๆ แล้วพูดขึ้นว่า

"ไปพบกับจำเลยก่อนดีกว่า!"

เช้าวันรุ่งขึ้น ซูไป๋พาหลี่เสวี่ยเจินไปที่เรือนจำอำเภอหนานชวน

หลังจากยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว

สำหรับผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินโทษเพียง 6 เดือนอย่างจางไหลตง

เจ้าหน้าที่เรือนจำดำเนินการตรวจสอบเอกสารและสอบถามข้อมูลที่จำเป็น

จากนั้นก็พาซูไป๋และหลี่เสวี่ยเจินไปยังห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง

พูดตามตรง แม้จะไม่มีการใช้เส้นสายใด ๆ แต่ประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่นี่ก็ค่อนข้างรวดเร็วทีเดียว

ภายในห้องเยี่ยม

หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งข้อปฏิบัติและกฎระเบียบต่าง ๆ แล้วก็กล่าวว่า

"ต้องใช้เวลาประมาณสิบนาทีในการนำตัวผู้ต้องขังมา"

"ได้ครับ ขอบคุณมาก"

ซูไป๋กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งรอในห้องเยี่ยมพร้อมกับหลี่เสวี่ยเจิน

หลี่เสวี่ยเจินทำหน้าจริงจัง

เธอรู้สึกชื่นชมจางไหลตงที่สร้างสะพานเพื่อช่วยเหลือชุมชน

ไม่นานนัก

จางไหลตงถูกพาตัวเข้ามาในห้องเยี่ยม

แม้ว่าอายุของเขาจะยังไม่มากนัก แต่เขากลับดูแก่เกินวัย

ผิวของเขาดำคล้ำกว่าจางไหลชุนอย่างเห็นได้ชัด

แสดงให้เห็นว่าเขาทำงานหนักมาตลอดชีวิต

เมื่อเห็นซูไป๋ แววตาของเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้

เขาดูเกร็งเล็กน้อย และใช้เวลาสักพักกว่าจะพูดออกมาได้ว่า

"สวัสดีครับทนาย ผมชื่อจางไหลตง"

ซูไป๋ยิ้มและพยักหน้าตอบ

"สวัสดีครับ ผมเป็นทนายความของคุณ มาจากสำนักงานกฎหมายไป๋จวินเมืองหนานตู"

"เรียกผมว่าทนายซูก็ได้"

"ได้ครับ ทนายซู"

หลังจากได้ยินคำพูดของซูไป๋ สีหน้าที่เคร่งเครียดของจางไหลตงก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง

ดวงตาของเขามีประกายแห่งความหวังเล็กน้อย

"ทนายซู จริง ๆ แล้ว ผมจะถูกตัดสินจำคุกหกเดือนก็ไม่เป็นไรหรอก"

"ไม่ว่าผมจะผิดจริงหรือไม่ ผมก็ยอมรับมันได้"

"แต่…"

"ลูกชายของผมกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย"

"การที่ผมถูกตัดสินโทษ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของลูกไหม?"

"ผมไม่อยากให้เรื่องของผมไปทำให้ลูกต้องลำบาก"

"แล้วก็… ค่าปรับสามแสนหยวนมันมากเกินไป ผมไม่มีปัญญาจ่าย"

"มันลดลงได้ไหม?"

"ทนายซู นี่เป็นเพียงสองสิ่งที่ผมขอร้อง"

ขณะที่จางไหลตงพูด สีหน้าของเขาดูหมองเศร้า

ใบหน้าที่ดำคล้ำยิ่งดูเต็มไปด้วยริ้วรอยความทุกข์ใจ

ซูไป๋มองจางไหลตง

เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือชายผู้นี้อยู่ลึก ๆ ในใจ

ซูไป๋เงียบไปครู่หนึ่ง

หลังจากเรียบเรียงอารมณ์แล้ว เขาก็พูดขึ้นช้า ๆ

"อืม! ผมเข้าใจข้อเรียกร้องของคุณแล้ว"

"สำหรับคดีนี้ สำนักงานกฎหมายของเราจะพยายามอย่างเต็มที่ในการอุทธรณ์"

"คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องอื่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเรา"

"ตอนนี้จุดสำคัญอยู่ที่การพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์"

"คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักฐานเหล่านี้ไหม?"

"มีจุดไหนที่คุณต้องการคัดค้านหรือมีอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า?"

ขณะพูด ซูไป๋หยิบเอกสารหลักฐานจากกระเป๋าเอกสารออกมาวางบนโต๊ะ

จางไหลตงรับเอกสารด้วยสองมือแล้วค่อย ๆ อ่านอย่างละเอียด

เขาหรี่ตาลง พยายามตรวจสอบเนื้อหาแต่ละบรรทัด

หากเอกสารยับหรือไม่เรียบร้อย เขาก็ใช้มือที่เต็มไปด้วยรอยหยาบกร้านค่อย ๆ ปรับให้เรียบ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

จางไหลตงใช้มือที่หยาบกระด้างขยี้ตา ก่อนจะชี้ไปที่บางจุดในเอกสารแล้วพูดขึ้นช้า ๆ

"ทนายซู สำหรับจุดนี้ ผมคิดว่าการอธิบายในจุดนี้มีปัญหา"

ซูไป๋พยักหน้าให้หลี่เสวี่ยเจินเป็นสัญญาณให้จดบันทึก

หลี่เสวี่ยเจินทำหน้าจริงจัง พร้อมจดรายละเอียดทั้งหมดที่จางไหลตงชี้ให้ดู

เมื่อจบการบันทึก

ซูไป๋กวาดสายตามองข้อมูลที่ได้มาคร่าว ๆ ก่อนจะจัดเรียงเอกสารใหม่แล้วเก็บลงกระเป๋าเอกสาร

จากนั้นเขาอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมให้จางไหลตงฟัง พร้อมกำชับเรื่องที่จำเป็นต้องระวัง

จางไหลตงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ

"เข้าใจแล้วครับ ทนายซู ผมจะทำตามที่คุณบอก"

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย

ซูไป๋และหลี่เสวี่ยเจินเดินออกจากเรือนจำ

ทันทีที่ออกมาข้างนอก หลี่เสวี่ยเจินทำหน้าหม่นหมอง ก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ

"ทนายซู ฉันรู้สึกว่าจางไหลตงเป็นคนดีจริง ๆ เขาไม่สมควรถูกตัดสินโทษแบบนี้เลย"

"ทนายซู เราต้องชนะคดีนี้ให้ได้ใช่ไหม?"

ซูไป๋ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ก่อนถามกลับ

"เธอคิดว่าฉันจะแพ้คดีหรือเปล่า?"

หลี่เสวี่ยเจินยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย

"ไม่มีทางค่ะ ทนายซูต้องชนะอยู่แล้ว!"

ซูไป๋: คดีนี้เป็นคดีฟ้องร้องทางปกครองคดีแรกของฉัน ยังไงก็ต้องชนะสิ!

จบบทที่ บทที่ 100 คดีฟ้องร้องทางปกครองครั้งแรก (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว