- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นคุณพ่อสายเปย์ในยุค 80
- บทที่ 21 - มื้อค่ำและคำสารภาพ!
บทที่ 21 - มื้อค่ำและคำสารภาพ!
บทที่ 21 - มื้อค่ำและคำสารภาพ!
บทที่ 21 - มื้อค่ำและคำสารภาพ!
★★★★★
สิบนาทีต่อมา หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย สวี่เจิ้งก็ควบจักรยานปั่นออกไปทำธุระข้างนอก
สวี่เจิ้งปั่นจักรยานออกไปได้ไม่นาน สวี่ต้าเหมาก็พาช่างแล่กระเพาะปลาเดินเข้ามาในลานบ้าน
"พ่อ..."
หลี่ชิงอวี๋ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเดินออกมาจากห้องโถง เมื่อเห็นว่าเป็นพ่อสามีเธอก็เอ่ยทักทายเสียงเบา
สวี่ต้าเหมาพยักหน้ารับคำทักทาย ก่อนจะเอ่ยถามหาลูกชาย "แล้วอาเจิ้งล่ะ"
"อ้อ อาเจิ้งเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จแล้วก็ปั่นจักรยานออกไปข้างนอกเมื่อกี้เองจ้ะ"
หลี่ชิงอวี๋ตอบกลับ
"แล้วปลาจวดทองตัวใหญ่นั่นเอาไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะ"
"ปลาจวดทองเหรอ ฉันไม่รู้เรื่องเลยนะจ๊ะ"
หลี่ชิงอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่ต้าเหมาก็เดินนำช่างไปค้นหาตามจุดต่างๆ ในบ้าน ไม่นานเขาก็เจอปลาจวดทองน้ำหนักกว่าสี่สิบชั่งนอนนิ่งอยู่ในห้องครัว
หลี่ชิงอวี๋ที่เดินตามหลังมาติดๆ เมื่อเห็นปลาจวดทองตัวนั้น ใบหน้าของเธอก็ฉายแววตกตะลึงออกมาอย่างปิดไม่มิด
เธอรู้จักปลาจวดทอง แต่ปลาจวดทองตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอเคยเห็น
"ปลาตัวใหญ่จังเลย อาเจิ้งเป็นคนจับมาเหรอจ๊ะ"
"อืม เจ้านั่นมันตกขึ้นมาได้น่ะ"
สวี่ต้าเหมาตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปสั่งให้ช่างลงมือแล่กระเพาะปลาทันที
ทั้งสองคนช่วยกันยกปลาตัวเขื่องออกมาที่ลานบ้าน แล้วช่างก็เริ่มลงมือชำแหละปลาอย่างชำนาญ
เมื่อช่างจัดการชำแหละปลาไปได้ครึ่งทาง สวี่เจิ้งก็ปั่นจักรยานกลับมาพอดี ที่แฮนด์จักรยานมีเหล้าขาวสองขวดห้อยโตงเตงอยู่ด้วย
"พ่อ..."
สวี่เจิ้งเดินเข็นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน ร้องทักทายสวี่ต้าเหมา ก่อนจะจอดจักรยานให้เข้าที่ แล้วเดินเข้าไปยืนดูช่างแล่กระเพาะปลาด้วยความสนใจ
เมื่อช่างจัดการล้วงเอากระเพาะปลาออกมาจากท้องปลาได้สำเร็จ สวี่เจิ้งก็เอ่ยขึ้นว่า "เดี๋ยวผมเอาปลาไปจัดการทำกับข้าวในครัวก่อนนะ"
พูดจบเขาก็อุ้มปลาจวดทองน้ำหนักกว่าสี่สิบชั่งเดินกลับเข้าไปในห้องครัว
ปลาจวดทองตัวเขื่องน้ำหนักกว่าสี่สิบชั่งตัวนี้ สวี่เจิ้งตั้งใจจะนำมาทำเป็นเมนูเด็ดสามอย่างด้วยกัน ได้แก่ ซาซิมิ นึ่ง และตุ๋นน้ำแดง
เขาหยิบมีดทำครัวขึ้นมาแล่เอาเนื้อปลาส่วนที่ดีที่สุดออกมาทำซาซิมิ จากนั้นก็จัดการสับหัวและหางปลาแยกไว้สำหรับทำเมนูตุ๋นน้ำแดง ส่วนเนื้อปลาที่เหลือตรงช่วงลำตัวก็นำไปนึ่ง
หลังจากเตรียมปลาเสร็จสรรพ สวี่เจิ้งก็หันมานวดแป้งเตรียมไว้ สำหรับทำแป้งจี่แนบกระทะกินคู่กับเมนูปลาตุ๋นน้ำแดง
ระหว่างที่สวี่เจิ้งกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว หลี่ชิงอวี๋ก็เดินเข้ามาในห้องครัว
"เธอกลับไปนอนพักที่ห้องเถอะ เดี๋ยวทำกับข้าวเสร็จแล้วพี่จะเรียก"
สวี่เจิ้งหันไปส่งยิ้มหวานให้หลี่ชิงอวี๋ทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา
หลี่ชิงอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ
ในเมื่อที่บ้านมีแขกมาเยือน การจะปล่อยให้สามีเป็นคนเข้าครัวทำกับข้าวอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนเธอกลับไปนอนพักผ่อนสบายใจเฉิบอยู่บนเตียง มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
แม้เธอจะเพิ่งคลอดลูกมาได้ไม่นานนัก แต่เวลาห้าหกวันที่ผ่านมา ร่างกายของเธอก็ฟื้นฟูจนแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นมาเดินเหินและหยิบจับอะไรได้บ้างแล้ว
"ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ พี่จับมันมาได้ยังไงเหรอ"
หลี่ชิงอวี๋เอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้
"ก็ใช้คันเบ็ดตกขึ้นมาน่ะสิ ก่อนหน้านี้พี่ไปซื้อคันเบ็ดมาจากร้านในเมืองไงล่ะ..."
สวี่เจิ้งเล่าเรื่องราวเหตุการณ์บนเรือประมงให้หลี่ชิงอวี๋ฟังอย่างออกรส
เมื่อเล่าจบ สวี่เจิ้งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ ก่อนจะล้วงเอาเงินปึกใหญ่ที่ได้จากการขายปลาที่ท่าเรือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาจัดการดึงแบงก์สิบหยวนออกมาสองใบเก็บไว้กับตัว ส่วนเงินที่เหลือทั้งหมดเขายัดใส่มือหลี่ชิงอวี๋
"พี่ขอเก็บไว้ติดตัวยี่สิบหยวนนะ ที่เหลือเธอเอาไปเก็บไว้ให้ดีล่ะ"
สวี่เจิ้งบอกด้วยรอยยิ้ม
หลี่ชิงอวี๋ก้มมองเงินปึกใหญ่ในมือ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจสุดขีด
เมื่อเห็นท่าทีตื่นตะลึงของหลี่ชิงอวี๋ สวี่เจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มเนียนนุ่มของเธอฟอดใหญ่
ทันทีที่ริมฝีปากอุ่นๆ ประทับลงบนพวงแก้ม หลี่ชิงอวี๋ก็สะดุ้งสุดตัวราวกับกระต่ายตื่นตูม เธอรีบถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว ใบหน้าหวานแดงซ่านลามไปถึงใบหู
"พี่... กลางวันแสกๆ พี่ทำบ้าอะไรเนี่ย..."
หลี่ชิงอวี๋เอ็ดเสียงเขียวด้วยความขวยเขิน
"ก็เธอเป็นเมียพี่ พี่อยากจะหอมตอนไหนก็หอมได้สิ... จะกลัวอะไรล่ะ"
สวี่เจิ้งตอบหน้าตาย
หลี่ชิงอวี๋ค้อนขวับให้สวี่เจิ้งวงโต ก่อนจะก้มลงนับเงินในมือแก้เขิน
เงินทั้งหมดมีสองร้อยหยวนนิดๆ ซึ่งเกือบจะเท่ากับรายได้ครึ่งปีของครอบครัวชาวบ้านทั่วไปเลยทีเดียว
"ทำไมถึงได้เงินมาเยอะขนาดนี้ล่ะ"
หลังจากนับเงินเสร็จ หลี่ชิงอวี๋ก็เงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
สวี่เจิ้งตอบอย่างภาคภูมิใจ "ก็บอกแล้วไงว่าตกปลาขาย คันเบ็ดที่พี่ซื้อมาน่ะ มันตกได้ทั้งน้ำลึกน้ำตื้น ตกได้ทั้งใกล้และไกล เที่ยวนี้ถ้าไม่ได้เป็นเพราะพื้นที่เก็บปลาในเรือเต็มซะก่อน พี่คงตกปลาหาเงินได้เยอะกว่านี้อีก... เธอคอยดูเถอะนะ รอให้อีกเดือนนึงเรือที่พี่สั่งต่อไว้เสร็จเมื่อไหร่ พี่จะทำให้เธอเห็นว่าการหาเงินวันละพันหยวนมันเป็นยังไง..."
เมื่อได้ยินคำโอ้อวดของสวี่เจิ้ง หลี่ชิงอวี๋ก็แอบคิดในใจว่าเขาคงจะพูดเกินจริงไปหน่อย
หาเงินวันละพันหยวนเนี่ยนะ
รายได้แค่วันเดียวแต่กลับมากกว่ารายได้ทั้งปีหรืออาจจะถึงสองปีของคนอื่นรวมกันเสียอีก เป็นไปไม่ได้หรอก
แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบ ไม่เอ่ยปากคัดค้านหรือดับฝันของสวี่เจิ้ง เพราะนานๆ ทีเขาจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำมาหากินเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้ เธอไม่อยากจะไปบั่นทอนกำลังใจของเขา
จังหวะนั้นเอง เสียงร้องไห้จ้าของเสี่ยวจิ่วก็ดังแว่วมาจากในห้องโถง
เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง หลี่ชิงอวี๋ก็รีบสาวเท้าเดินออกจากห้องครัวไปทันที
...............
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงค่ำ
ณ ลานบ้านของสวี่เจิ้ง โต๊ะไม้สามตัวถูกนำมาต่อกันเป็นโต๊ะยาวตัวเดียว ครอบครัวของสวี่เจิ้ง ครอบครัวของสวี่หยาง สวี่ต้าเหมา แม่สวี่ อาฟา และช่างแล่กระเพาะปลา ต่างก็นั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะตัวยาวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
บนโต๊ะเต็มไปด้วยสารพัดเมนูปลาจวดทองสุดอลังการ เคียงคู่มากับแป้งจี่ร้อนๆ ที่เพิ่งยกขึ้นจากเตา
เนื่องจากแป้งจี่ถูกนำไปแนบกระทะพร้อมกับเมนูปลาตุ๋นน้ำแดง ผิวหน้าของแป้งจี่จึงมีสีเหลืองทองกรอบน่ารับประทาน แถมยังมีน้ำซุปปลาตุ๋นซึมซาบเข้าไปในเนื้อแป้ง เพิ่มรสชาติให้อร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น
"เอ้า พ่อ แม่ ลุงหวัง พี่ใหญ่... อาฟา มาดื่มกันหน่อย"
สวี่เจิ้งชูแก้วเหล้าขึ้นพลางเอ่ยชวนทุกคนด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
ทุกคนต่างก็ยกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นมาชนและกระดกเหล้าเข้าปากอย่างชื่นมื่น
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังนั่งจิบเหล้าสังสรรค์กันอยู่นั้น บรรดาเด็กๆ ต่างก็ใช้มือหยิบแป้งจี่มากัดกินคำโต สลับกับการใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย เนื้อปลาจวดทองมีรสชาติหวานละมุนลิ้น ไม่ว่าจะนำไปทำเป็นเมนูตุ๋นน้ำแดงหรือซาซิมิก็ล้วนแต่อร่อยถูกปากทั้งสิ้น เด็กๆ กินกันอย่างตะกละตะกลาม บางคนถึงกับใช้มือหยิบจับเนื้อปลาเข้าปากโดยตรงราวกับลูกสุนัขตัวน้อยๆ ที่กำลังแย่งกันกินอาหาร
พฤติกรรมการกินมูมมามของเด็กๆ ทำให้แม่สวี่ พี่สะใภ้ใหญ่ และหลี่ชิงอวี๋ต้องเอ่ยปากดุเตือนกันอยู่หลายครั้ง
หลังจากนั่งรับประทานอาหารและพูดคุยสังสรรค์กันอยู่ร่วมชั่วโมง ช่างแล่กระเพาะปลาก็ขอตัวลากลับบ้าน
เนื่องจากทางเดินกลับหมู่บ้านค่อนข้างมืดและขรุขระ สวี่ต้าเหมาจึงไหว้วานให้สวี่หยางเดินไปส่งช่างที่บ้าน
เมื่อทั้งสองคนเดินคล้อยหลังไป อาฟาก็โพล่งขึ้นมากลางวงสนทนา "อาเจิ้ง ฉันว่าฉันจะลองซื้อคันเบ็ดแบบแกมาใช้บ้าง แกคิดว่ายังไง"
สิ้นเสียงของอาฟา ทุกสายตาก็หันขวับไปมองสวี่เจิ้งเป็นตาเดียว
แม่สวี่และพี่สะใภ้ใหญ่ต่างก็ได้รับรู้เรื่องราวความสำเร็จในการตกปลาหาเงินของสวี่เจิ้งมาแล้ว หากพวกเขามีคันเบ็ดแบบเดียวกับสวี่เจิ้งบ้าง พวกเขาก็คงจะสามารถหาเงินเป็นกอบเป็นกำได้เหมือนกันใช่ไหม
สวี่เจิ้งตอบกลับอย่างไม่ลังเล "ได้สิ ซื้อเลยสิ แต่หลังจากซื้อมาแล้ว แกต้องมาฝึกตกปลากับฉันสักสองสามวันก่อนนะ"
"อ้อ แล้วเรื่องเงินล่ะ พอมีไหม ถ้าขาดเหลือยังไงฉันพอมีให้ยืมอยู่นะ"
อาฟาตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาไม่คิดจะเกรงใจ "ช่วงไม่กี่ปีมานี้ฉันก็พอจะเก็บเงินได้ราวๆ หกเจ็ดร้อยหยวนนั่นแหละ ตอนแรกตั้งใจจะเก็บไว้เป็นค่าสินสอดแต่งงาน แกช่วยให้ฉันยืมเพิ่มอีกหน่อยสิ ถ้าเอาเงินที่แกให้ยืมไปรวมกับเงินเก็บของฉันก็น่าจะพอซื้อคันเบ็ดได้อยู่ พอตกปลาขายได้เงินเมื่อไหร่ ฉันจะรีบเอามาคืนแกทันทีเลย"
เมื่อได้ยินคำพูดของอาฟา แม่สวี่ก็ขมวดคิ้วแน่น ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ
ทว่าสวี่ต้าเหมากลับเป็นฝ่ายถามแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย "เอ๊ะ คันเบ็ดนั่นราคามันสิบกว่าหยวนไม่ใช่เหรอ"
"สิบกว่าหยวนเหรอ ไม่ใช่พันกว่าหยวนหรอกเหรอ"
อาฟาหันไปถามด้วยความสับสนไม่แพ้กัน
จากนั้นสายตาทุกคู่ก็พุ่งเป้าไปที่สวี่เจิ้งอีกครั้ง
สวี่เจิ้งยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เขิน
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซื้อคันเบ็ด สวี่ต้าเหมาเคยถามราคาคันเบ็ดกับเขา แต่เพราะกลัวว่าจะโดนผู้เป็นพ่อด่าทอ สวี่เจิ้งจึงโกหกไปว่าคันเบ็ดราคาแค่สิบกว่าหยวนเท่านั้น ซึ่งขนาดโกหกหั่นราคาลงไปตั้งเป็นร้อยเท่า เขาก็ยังไม่วายโดนด่าอยู่ดี
ขืนปล่อยให้สวี่ต้าเหมาล่วงรู้ราคาที่แท้จริงของคันเบ็ดชุดนี้เข้าล่ะก็
ถึงเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แถมยังเป็นพ่อคนมีลูกตั้งเก้าคนแล้วก็เถอะ แต่สวี่ต้าเหมาก็คงไม่ยอมละเว้นหรอกมั้ง
"เอ่อ... คันเบ็ดนั่นผมซื้อมาในราคาพันสองร้อยหยวนน่ะครับ"
สวี่เจิ้งตัดสินใจสารภาพความจริงออกไปในที่สุด
"อะไรนะ!"
สิ้นเสียงสารภาพของสวี่เจิ้ง นอกจากอาฟาแล้ว ทุกคนที่เหลือต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด แม้แต่หลี่ชิงอวี๋เองก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
"พันกว่าหยวนเชียวเหรอ! คันเบ็ดบ้าบออะไรราคาตั้งพันกว่าหยวน! หรือว่ามันทำมาจากทองคำ อาเจิ้ง แกโดนคนเขาหลอกขายของหรือเปล่าเนี่ย"
ผ่านไปครู่ใหญ่ แม่สวี่ก็ตั้งสติได้และรีบโพล่งถามด้วยความเป็นห่วง
สวี่เจิ้งพยายามอธิบาย "แม่ ผมโตป่านนี้แล้ว ใครจะมาหลอกผมได้ล่ะ คันเบ็ดนั่นมันเป็นของนำเข้าจากญี่ปุ่นเชียวนะ ประเทศเรายังผลิตของแบบนั้นไม่ได้หรอก แถมวัสดุที่ใช้ทำคันเบ็ดก็เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ถึงมันจะมีขนาดเล็กกะทัดรัดเท่าหัวแม่มือ แต่มันสามารถรองรับน้ำหนักปลาตัวใหญ่ๆ ได้สบายๆ เลยนะแม่"
แม่สวี่เถียงกลับทันควัน "เทคโนโลยีขั้นสงขั้นสูงอะไรกันเล่า ต่อให้เป็นของนำเข้าจากญี่ปุ่นก็เถอะ มันก็ไม่น่าจะแพงระยับถึงพันกว่าหยวนหรอกนะ เงินตั้งพันกว่าหยวนนี่ เอาไปปลูกบ้านใหม่ได้เป็นหลังเลยนะเว้ย!"
สวี่เจิ้งอธิบายต่อ "แม่ แม่จะมองแค่ว่ามันแพงอย่างเดียวไม่ได้นะ แม่ต้องดูด้วยสิว่ามันหาเงินได้เร็วแค่ไหน เที่ยวนี้ผมออกทะเลไปตกปลา ผมหาเงินมาได้ตั้งสองร้อยกว่าหยวนเชียวนะ แถมผมยังตกปลาจวดทองตัวใหญ่ยักษ์นั่นขึ้นมาได้อีก มีคนเสนอเงินห้าร้อยหยวนขอซื้อปลาจวดทองตัวนั้น แต่ผมก็ปฏิเสธไป..."
สวี่ต้าเหมาและอาฟารู้เรื่องที่มีคนขอซื้อปลาจวดทองในราคาห้าร้อยหยวนดี แต่แม่สวี่ พี่สะใภ้ใหญ่ และหลี่ชิงอวี๋ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของสวี่เจิ้ง ทั้งสามคนจึงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
[จบแล้ว]