- หน้าแรก
- วิวาห์รักจ้าวปรโลก
- บทที่ 55 - ผู้นำตระกูลเสิ่น
บทที่ 55 - ผู้นำตระกูลเสิ่น
บทที่ 55 - ผู้นำตระกูลเสิ่น
บทที่ 55 - ผู้นำตระกูลเสิ่น
เขายื่นมือมาสวมสร้อยตราประทับกลับคืนให้ฉัน
ฉันนึกว่าเขาจะอธิบาย นึกว่าจะบอกความจริง นึกว่าจะบอกว่า: เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดนะ
แต่เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ
นิ้วมือเรียวยาวเย็นเฉียบของเขา ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อฉันทีละเม็ด พอเสื้อผ้าหลุดร่วงลงพื้น น้ำตาฉันก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุด
"เจียงฉี่อวิ๋น นายเห็นฉันเป็นตัวอะไรกันแน่... ถ้าต้องการแค่ให้ฉันท้อง ตอนนี้ฉันก็ท้องลูกนายแล้ว นายปล่อยฉันไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีกได้ไหม? การปั่นหัวฉันเล่นแบบนี้... มันสนุกนักเหรอ?" ฉันสะอื้นไห้พลางตั้งคำถาม
ฉันรู้ดีว่าคงไม่ได้คำตอบหรอก เขาช่างเย็นชาและไร้หัวใจมาตลอด เขาต้องการอะไร ฉันก็ต้องอ้าแขนรับ เขาอยากให้ฉันท้อง ฉันก็ห้ามกินยา
แต่ฉันไม่ใช่ผู้มีตบะแก่กล้าอย่างเขา ที่จะสามารถแยกความรู้สึกออกจากร่างกายได้
เขาอุ้มฉันไปวางลงในอ่างอาบน้ำ เปิดฝักบัวให้น้ำอุ่นๆ รดตัวฉัน ฉันสั่นสะท้านเหมือนตุ๊กตาที่ถูกเขาชักใย
ฝ่ามือใหญ่ของเขาลูบไล้ไปทั่วทุกตารางนิ้ว นิ้วมือเย็นเฉียบปะทะกับความร้อนของน้ำ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียวซ่านและน่าละอายไปพร้อมกัน
นิ้วมือเขาบีบคลึงจุดอ่อนไหวอย่างไม่ปรานี พร้อมเอ่ยถามเสียงเรียบ "เดี๋ยวก็หาว่าทรมาน เดี๋ยวก็หาว่าข่มขืน คราวนี้ก็หาว่าปั่นหัว... จะยัดข้อหาอะไรให้ฉันอีกฮึ?"
พูดไป นิ้วมือก็บีบขยี้จุดบอบบางของฉันไปพลาง
ฉันสั่นไปทั้งตัว แค่นยิ้มเยาะ "ไม่ใช่หรือไง? เล่นสนุกกับร่างกาย ปั่นหัวความรู้สึก ทำให้ฉันเสียใจ นายคงสะใจมากสินะ?"
เขาแค่นเสียงในลำคอ ปิดน้ำ แล้วเอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาห่อตัวฉัน ก่อนจะโยนลงบนเตียงนุ่มๆ สีขาวสะอาด
ไม่กี่วินาทีต่อมา ฉันก็ถูกเขากักขังไว้ในอ้อมกอด ใต้ผ้าห่มผืนหนา
"ชิงรุ่ยเป็นบริวารของฉัน ฉันสั่งให้หล่อนลงมาเกิดเพื่อตามล่าราชันผี และดูแลค่ายกลสะกดมาร ฉันเรียกหล่อนว่าชิงรุ่ยมันแปลกตรงไหน? ก็ชื่อหล่อนจริงๆ นี่" เสียงทุ้มของเจียงฉี่อวิ๋นดังมาจากเหนือหัวฉัน
ฉันชะงักไปนิด กำลังจะเงยหน้าขึ้นมอง แต่เขาก็บีบแก้มฉัน บังคับให้เชิดหน้าขึ้น
"เมื่อร้อยปีก่อน หล่อนก็เคยเป็นบริวารรับใช้ฉันในปรโลกจริงๆ นั่นแหละ แล้วไงล่ะ? หล่อนก็แค่บริวาร มันเป็นหน้าที่ของหล่อน เธอคิดว่าตลอดหลายพันปีมานี้ฉันไม่เคยแตะต้องผู้หญิงเลยหรือไง?" คำอธิบายแกมบังคับของเขาทำเอาฉันรับไม่ได้
"...ใช่สิ นายเป็นถึงมหาเทพ จะมีผู้หญิงเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่แปลก! ฉันมันก็แค่ผู้หญิงคนนึงที่มีประโยชน์กับนายนิดหน่อยเท่านั้นเอง!" ฉันเชิดหน้าเถียง แก้มโดนเขาบีบจนเจ็บ น้ำลายไหลย้อยออกมุมปาก สภาพโคตรทุเรศ แต่ฉันไม่สนหรอก เวลาอยู่กับเขาฉันก็ไม่เคยมีศักดิ์ศรีอยู่แล้ว ความน่าอายมันก็แค่เรื่องปกติ
"มู่เสี่ยวเฉียว!" เขาตวาดเสียงกร้าวด้วยความหงุดหงิด
ฉันเห็นเส้นสีทองในดวงตาของเขาวูบไหวอย่างรวดเร็ว เหมือนพายุอารมณ์กำลังจะระเบิด
"ต้องให้ฉันพูดย้ำอีกกี่ครั้ง? ไม่เคยมีคนอื่น ภรรยาของฉันมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้น!"
น้ำตาฉันยังคงไหลริน ภรรยามีคนเดียวก็จริง แต่ผู้หญิงน่ะมีเป็นพรวน!
"...ภรรยาของฉันมีแค่เธอคนเดียว" เขาขมวดคิ้ว พูดช้าๆ "อดีต... ไม่เคยมี... อนาคต——"
"ท่านเทพ ไม่ต้องมาสัญญาอะไรลมๆ แล้งๆ หรอกค่ะ" ฉันร้องไห้สลับกับหัวเราะ "คุณเป็นเทพ อมตะไม่มีวันตาย ส่วนฉันมันก็แค่มนุษย์ธรรมดาที่รอวันตาย ในสายตาคุณ ชีวิตฉันมันก็แค่พริบตาเดียว จะมาพูดเรื่องอนาคตทำไม? พอฉันตายไป คุณก็ไปมีผู้หญิงคนอื่น มีภรรยาคนใหม่ได้ ฉันไม่มีอนาคต... ส่วนคุณ... คุณก็รักษาสัญญาไม่ได้หรอก!"
ฉันเหมือนคนบ้า น้ำตาเปียกชุ่มหมอน น้ำลายหยดเลอะเตียง
ฉันไม่มีเสื้อผ้าติดตัว ไม่มีอะไรจะมาปกปิดความอ่อนแอและความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ของตัวเองได้เลย
ฉันได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา ริมฝีปากเย็นเฉียบของเขาไล้เลียน้ำลายที่มุมปากฉัน แล้วสอดแทรกลิ้นเข้ามา ปิดกั้นเสียงสะอื้นของฉันจนหมดสิ้น
"อื้อๆ... ค่อกๆๆ..." ฉันสำลักจนตาแดงก่ำ
เขาปล่อยฉัน หรี่ตาลงแล้วพูดช้าๆ ชัดๆ "อนาคต... ก็จะไม่มีใครอื่น!"
ยังไม่ทันที่ฉันจะเช็ดคราบน้ำตา เขาก็พลิกตัวขึ้นมาทาบทับ จับขาทั้งสองข้างของฉันแยกออกกว้างอย่างน่าละอาย ราวกับกบที่กำลังถูกผ่าตัด
"ขี้แยนักใช่ไหม ลองเปลี่ยนวิธีปล่อยน้ำออกจากตัวดูบ้างดีไหม หืม?"
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเรือบดลำน้อยที่ลอยเคว้งอยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นลูกยักษ์ซัดกระหน่ำไปมา จมดิ่งสลับลอยล่อง ก่อนจะถูกซัดกระแทกโขดหินจนแหลกละเอียด
แต่ซากเรือก็ยังคงแช่อยู่ในน้ำ โยกย้ายไปตามแรงคลื่น จนกว่าจะผุพังไปตามกาลเวลา...
สติฉันเลือนราง กึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ร่างกายกลับยังจดจำความรู้สึกแสนทรมานนั้นได้ดี มันยังคงกระตุกเกร็งเป็นจังหวะเบาๆ
ฉันสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบนเตียง และมือของเขาที่กำลังลูบแผ่นหลังฉันเบาๆ สัมผัสที่เหมือนเป็นการปลอบประโลมนี้กลับให้ผลตรงกันข้าม ฉันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอุ่นๆ ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
เสียงหัวเราะในลำคอของเขาบ่งบอกถึงความประหลาดใจและพึงพอใจ เขากระซิบที่ข้างหูฉัน "เสี่ยวเฉียว ภรรยาของฉัน... เธอนี่มันยั่วสวาทจริงๆ ถึงจะทำไม่เป็น แต่ก็ไวต่อสัมผัสซะจนน่ากลัว"
》》》
ตอนที่พี่ชายมาหาฉัน ฉันยืนรออยู่ที่ลานจอดรถด้วยสภาพตาบวมเป่ง
พอพี่ชายเห็นสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ของฉัน เขาก็ปรี๊ดแตก ด่ากราด "แม่มเอ๊ย! ใครรังแกเธอวะ? เดี๋ยวพ่อจะไปล่อโคตรมันเลย! ไอ้มู่อวิ๋นเลี่ยงใช่ไหม? พ่อแม่มันโดนอัดจนลุกไม่ขึ้นแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปลากคอมันกลับมา กระทืบให้ขามันหักไปเลย!"
ฉันยิ้มเจื่อนๆ รับกระเป๋าเป้มาถือ แล้วพูดว่า "เจียงฉี่อวิ๋นรังแกฉัน พี่จะไปกระทืบให้ขาเขาหักไหมล่ะ?"
พี่ชายถลึงตาใส่ "ถ้าพี่เก่งขนาดนั้น ป่านนี้พี่เหาะไปแตะขอบฟ้าแล้วเว้ย!"
เขาถอนหายใจ ยกแขนขึ้นโอบไหล่ฉัน แล้วกระซิบว่า "เสี่ยวเฉียว พี่จะบอกให้นะ เธอเนี่ยมันใสซื่อเกินไป! ถ้าเธอมีเล่ห์เหลี่ยมสักนิด รู้จักใช้มารยาหญิงสักหน่อย! ด้วยความที่เจียงฉี่อวิ๋นหลงเธอขนาดนี้ ป่านนี้เธอขึ้นไปขี่คอเขาได้สบายๆ แล้ว! จะมาโดนเขารังแกแบบนี้เหรอ?! เชอะ! โดนเขาจัดหนักจนเดินขาถ่างอีกล่ะสิ? ให้พี่ชายแบกไหม?"
ฉัน... ฉันยอมใจพี่ชายฉันจริงๆ หมดคำจะพูดเลย
พี่ชายจูงมือฉันค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปที่ประตูศาลเจ้า ตลอดทางก็บ่นกระปอดกระแปดจนฉันหน้าแดงไปหมด
พรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันงานบวงสรวง พี่ชายเลยกะจะพาเดินดูรอบๆ ศาลเจ้าชิงอวี้ก่อน พอเราก้าวพ้นประตูศาลเจ้า ก็เห็นยายเฒ่าเสิ่นเดินนำหน้าแม่ชีสองสามคนออกมาจากโถงหลักพอดี
สายตาคมกริบของยายเฒ่ากวาดมองมาที่ฉันกับพี่ชาย แล้วพูดเสียงเย็น "ไม่มีมารยาทเลยนะ อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แท้ๆ ยังจะมากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอีก!"
พี่ชายฉันชะงักไปนิด เขาไม่รู้ว่าญาติฝั่งแม่มีใครบ้าง เลยไม่รู้ว่ายายเฒ่าคนนี้เป็นใคร แต่พี่ชายฉันน่ะปากกรรไกรเรียกพี่ ไม่สนหรอกว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มาจากไหน ถ้ามาหาเรื่องเขาก่อน เขาก็ด่ากลับไม่เลี้ยง
"คนจิตใจสกปรก มองอะไรก็เห็นแต่เรื่องสกปรกแหละครับ น้องสาวผมไม่ค่อยสบาย ผมประคองเธอเดินขึ้นบันได มันผิดตรงไหน? ทำไมในสายตาคุณยายถึงมองว่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงล่ะครับ? เอ๊ะ คุณยายเคยมีแฟนไหมเนี่ย? แค่จับมือก็หาว่าลวนลามแล้วใช่ไหม? บริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนี้... ขึ้นคานแหงๆ!"
ฉันรีบตะครุบปากพี่ชายแทบไม่ทัน แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว คำพูดพ่นเป็นไฟไปเป็นชุดขนาดนั้น ยายเฒ่าเสิ่นที่ยืนอยู่บนบันไดถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด——
(จบแล้ว)