- หน้าแรก
- ระบบราชการมันโหดร้าย งั้นตำรวจทะลุมิติอย่างผมขอใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการก็แล้วกัน
- บทที่ 106 - คำขอโทษ
บทที่ 106 - คำขอโทษ
บทที่ 106 - คำขอโทษ
บทที่ 106 - คำขอโทษ
ร้านอาหารกวงหมิงพอจะมีชื่อเสียงอยู่ในอำเภอเซี่ยอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นร้านที่เพิ่งตกแต่งใหม่และเปิดให้บริการเมื่อช่วงสองปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าระดับความหรูหราของร้านนั้นไม่ธรรมดา และราคาอาหารก็ย่อมแพงหูฉี่ตามไปด้วย
แต่วันนี้หลิวเว่ยหมิงกลับเหมาห้องจัดเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของร้าน โดยมีเพียงเขาและหลิวเว่ยเทามาด้วยกันแค่สองคนเท่านั้น
"รองผู้กำกับเจียงครับ เรื่องที่แล้วมาผมเป็นคนผิดเอง ผมตัดสินคนจากภายนอก เห็นว่าท่านยังอายุน้อยและไม่มีเส้นสายใดๆ ในอำเภอ ผมจึงหน้ามืดตามัวอคติกับท่าน
ผมมันตาบอดเองที่ล่วงเกินท่าน ผมขอโทษท่านจากใจจริงครับ เหล้าจอกนี้ผมขอดื่มหมดแก้วเลย ท่านจะดุด่าหรือลงโทษยังไง ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ"
ภายในห้องจัดเลี้ยงอันกว้างขวาง เจียงเฟิงนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน สายตาจับจ้องไปยังหลิวเว่ยเทาที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีนอบน้อม สองมือประคองจอกเหล้าพร้อมกับโค้งคำนับ
คำพูดของหลิวเว่ยเทาช่างดูจริงใจเสียเหลือเกิน แต่เจียงเฟิงไม่ได้ถูกภาพตรงหน้าหลอกตา เขาตระหนักดีว่า ไม่ใช่เพราะหลิวเว่ยเทาเกิดสำนึกผิดหรือตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะวันนี้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจเหนือกว่าต่างหาก ฉากละครฉากนี้จึงเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การมีหน้าของหลิวเว่ยหมิงมาค้ำคออยู่ เจียงเฟิงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธคำขอโทษนี้
แม้ในใจลึกๆ เขาจะไม่อยากรับคำขอโทษนี้เลยก็ตาม คนที่เคยกลั่นแกล้งเขา พอมาขอโทษแล้วเรื่องจะจบแค่นี้หรือ? แต่ในเมื่อเขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรองผู้กำกับอาวุโส การไม่มีลูกน้องที่มีน้ำหนักคอยสนับสนุนก็ไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน
การอยู่ในแวดวงราชการ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความสามารถ หรือคุณธรรม แต่คือ 'การประนีประนอม'
หากเรียนรู้ที่จะประนีประนอมไม่ได้ ก็มีแต่จะเดินชนกำแพงจนหัวร้างข้างแตก ซึ่งเจียงเฟิงในชาติก่อนได้เรียนรู้บทเรียนนี้มาอย่างลึกซึ้งแล้ว
ประสบการณ์นับสิบปีในชนบท ทำให้เขามีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดมากพอ
เจียงเฟิงยกจอกเหล้าขึ้น "ผมจะดื่มเหล้าจอกนี้ เรื่องบาดหมางในอดีตเราไม่ต้องพูดถึงมันอีก ต่อจากนี้ไป เวลาจะทำงานอะไรก็หัดแยกแยะผิดชอบชั่วดีให้เป็น ตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดี ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เตือนก่อนล่ะ เข้าใจไหม?"
เจียงเฟิงพูดจาตักเตือนหลิวเว่ยเทา ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับรัวๆ หลิวเว่ยหมิงที่อยู่ด้านข้างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถือว่าเรื่องนี้จบลงเสียที
"รองผู้กำกับเจียง มาครับ วันนี้ไม่มีคนนอก ผมขอเป็นตัวแทนดื่มอวยพรให้กับความเจริญก้าวหน้าของท่านนะครับ แต่ท่านจะย้ายไปเร็วเกินไปหน่อย พรุ่งนี้ก็จะไปรับตำแหน่งแล้ว เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เย็นผมจะจัดงานเลี้ยงส่งท่าน โดยเชิญคนในหน่วยงานของเรามาด้วยนะครับ"
หลิวเว่ยหมิงประคองจอกเหล้าขึ้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าเจียงเฟิงจะไปเร็วขนาดนี้ ตอนที่เจียงเฟิงบอกว่าจะไปรับตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ เขาถึงกับตกใจไม่น้อย
เพราะตามปกติแล้ว จะต้องมีเวลาเผื่อไว้สำหรับการส่งมอบงานสักสองสามวัน
"ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ฝากคุณบอกกล่าวทุกคนแทนผมด้วยก็แล้วกัน"
หลิวเว่ยหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ "แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ รองผู้กำกับเจียง ทุกคนทำงานร่วมกับท่านมาตั้งนาน พอท่านจะย้ายไปทั้งที ยังไงก็ต้องเปิดโอกาสให้พวกเราได้ดื่มส่งท่านหน่อย ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นตราบาปในใจของพวกเราไปตลอดเลยนะครับ ยิ่งท่านย้ายไปปุบปับแบบนี้ ทุกคนในหน่วยงานคงรู้สึกใจหายและปรับตัวไม่ทันแน่ๆ..."
เจียงเฟิงยิ้มพร้อมส่ายหน้าเบาๆ "คุณนี่นะ... เอาล่ะ คุณไปจัดการก็แล้วกัน ถือโอกาสพูดคุยกับทุกคนด้วย ส่วนเรื่องงานที่กรมตำรวจป่าไม้ คุณก็ดูแลไปก่อน รอผมดูจังหวะเหมาะๆ อีกที"
เจียงเฟิงวาดฝันให้หลิวเว่ยหมิงฟัง แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้หลิวเว่ยหมิงตื่นเต้นดีใจจนแทบเนื้อเต้น แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่แค่ประโยคนี้ของเจียงเฟิงก็เพียงพอแล้ว
"รองผู้กำกับเจียง มาครับ ผมขอชนอีกแก้ว ต่อจากนี้หากท่านมีคำสั่งอะไร ผมพร้อมจะทำตามอย่างสุดความสามารถโดยไม่ปริปากบ่นเลยครับ..."
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2004 ตรงกับวันที่ 12 เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ ภายในห้องประชุมชั้นห้าของกรมตำรวจอำเภอคึกคักมาตั้งแต่เช้าตรู่
สถานีตำรวจภูธรทั้งสิบสองแห่งในเขตอำเภอ รวมถึงสถานีตำรวจอีกสามแห่งในตัวอำเภอ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมตำรวจป่าไม้ หน่วยตำรวจลาดตระเวนและหน่วยสวาท สถานกักกันสองแห่ง เรือนจำ หน่วยสืบสวนอาชญากรรม หน่วยสืบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หน่วยสืบสวนอาชญากรรมทางอาหารและยา ศูนย์บัญชาการ หน่วยรักษาความปลอดภัยภายใน หน่วยข่าวกรอง ศูนย์ทะเบียนราษฎร์ ศูนย์รับแจ้งเหตุ ทีมปราบปรามความสงบเรียบร้อย สำนักงาน และฝ่ายการเมือง
แม้กรมตำรวจอำเภอจะเล็ก แต่ก็มีครบทุกหน่วยงาน หัวหน้าและผู้รับผิดชอบจากทุกหน่วยงานต่างมารวมตัวกันที่นี่
ห้องประชุมที่จุคนได้เพียงสามสิบกว่าคน ตอนนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง
ตั้งแต่เวลาแปดโมงครึ่งเป็นต้นมา ก็มีคนทยอยมาถึงเรื่อยๆ เพราะทุกคนไม่อยากจะมาสายและสร้างความประทับใจแย่ๆ ให้กับรองผู้กำกับอาวุโสคนใหม่
ต่งเฉียงนั่งอยู่ตรงเก้าอี้แถวหลัง กำลังคุยกับหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอีกแห่งหนึ่ง เรื่องที่คุยก็หนีไม่พ้นเรื่องสัพเพเหระของสถานีตำรวจภูธร จะบอกว่าไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ ก็ไม่เชิง เพราะเรื่องจุกจิกของชาวบ้านก็มีมาให้ปวดหัวอยู่เรื่อยๆ
แต่จะบอกว่ามีงานยุ่ง ก็ไม่มีคดีใหญ่อะไรให้ทำ
แต่ไอ้เรื่องหยุมหยิมพวกนี้แหละ ที่ทำเอาปวดหัวได้ทั้งวัน
แน่นอนว่า หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในห้องประชุมวันนี้ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า รองผู้กำกับอาวุโสคนใหม่คือใครกันแน่
นี่เป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุด ถ้ามีแฮชแท็กติดเทรนด์ หัวข้อนี้คงพุ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
"นี่ เหล่าหวัง พวกนายหน่วยสืบสวนนี่ถนัดเรื่องหาข่าวไม่ใช่เหรอ นายไม่รู้จริงๆ เหรอว่ารองผู้กำกับอาวุโสคนใหม่เป็นใคร?" หวงเป่ากั๋ว จากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หันไปถามหวังเจิ้น
หวังเจิ้นหน้าดำคร่ำเครียด "พวกเราถนัดสืบสวนก็จริง แต่ก็สืบสวนพวกผู้ร้ายโว้ย ฉันไม่ได้เบื่อชีวิตถึงขนาดจะไปสืบเรื่องของเจ้านายหรอกนะ เรื่องพวกนี้แกควรไปถามหัวหน้าฝ่ายการเมืองอย่างเหาเหมยนู่น"
"ไปถามหล่อนทำไม ยัยนั่นก็แค่... เมื่อก่อนก็เป็นแค่พนักงานในสำนักงาน ตอนนี้ดันตกถังข้าวสารได้เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายการเมือง หึ..." หวงเป่ากั๋วเอ่ยอย่างดูแคลน
"พอเถอะ เหล่าหวง ระวังคำพูดหน่อย" หวังเจิ้นรีบเอ่ยเตือน เขาเองก็ไม่ได้ชอบหน้าเหาเหมยนักหรอก แต่เรื่องแบบนี้พูดส่งเดชไม่ได้
โดยเฉพาะในสถานที่แบบนี้ หวงเป่ากั๋วเบ้ปากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เวลาแปดโมงสี่สิบห้านาที เฉียนเหวินปินก็ปรากฏตัวขึ้นและเดินไปนั่งที่บนเวที ปกติแล้วบนเวทีจะมีเก้าอี้เจ็ดตัวสำหรับคณะกรรมการพรรคประจำกรมตำรวจ ซึ่งประกอบไปด้วย
ผู้กำกับการ ผู้กำกับการสอน รองผู้กำกับการสองท่าน หัวหน้าสำนักงาน หัวหน้าฝ่ายการเมือง และหัวหน้ากองบังคับการตำรวจจราจร
แต่วันนี้บนเวทีกลับมีป้ายชื่อเพียงไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น คือ ผู้กำกับการ ผู้กำกับการสอน และรองผู้กำกับการอีกสองท่าน
เมื่อเฉียนเหวินปินปรากฏตัว เสียงพูดคุยในห้องประชุมก็เบาลง แม้จะยังมีเสียงซุบซิบอยู่บ้าง แต่มันก็เบากว่าตอนแรกมาก
ตามมาด้วยจางลี่โป ที่เดินมานั่งประจำที่ เมื่อรองผู้กำกับการทั้งสองท่านที่ดูแลฝ่ายปราบปรามและสืบสวนปรากฏตัว เสียงในห้องประชุมก็แทบจะเงียบสงบลงในทันที อาจมีเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยกันบ้าง แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ
แม้การประชุมจะยังไม่เริ่มอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเงียบเสียงโดยอัตโนมัติ
เว่ยเจี้ยนหมินและตู้ปิง ผู้เป็นผู้กำกับการสอน กำลังยืนรออยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้ากรมตำรวจ เว่ยเจี้ยนหมินได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า หัวหน้าฝ่ายจัดตั้งจะเดินทางมาส่งเจียงเฟิงด้วยตัวเอง ในเมื่อระดับหัวหน้าฝ่ายจัดตั้งมาเอง หากพวกเขาไม่ออกมารอรับ ก็คงถือว่าไร้มารยาท
ดังนั้น ต่อให้เว่ยเจี้ยนหมินจะไม่อยากทำแค่ไหน เขาก็ต้องมายืนตากลมหนาวรออยู่หน้าประตูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
[จบแล้ว]