- หน้าแรก
- เหนือชะตาสวรรค์
- บทที่ 15 - สืบสวน (2)
บทที่ 15 - สืบสวน (2)
บทที่ 15 - สืบสวน (2)
บทที่ 15 - สืบสวน (2)
༺༻
ตรงหน้ามืดดับลงฉับพลัน
สิ่งที่ผุดขึ้นมาจากความมึนงง คือความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
เชี่ยเอ๊ย ทำได้จริงๆ ด้วย?!
ไม่เพียงแค่นั้น หากการคาบสายส่งข้อมูลไว้ในปากสามารถถ่ายโอนข้อมูลภาพได้โดยไม่ต้องสนใจอุปกรณ์เสริม รุ่น โปรโตคอลข้อมูล หรือเงื่อนไขใดๆ เลย ถ้าอย่างนั้นในอนาคตเวลาจะต้องคำนวณสมการเชิงอนุพันธ์ของระบบส่งกำลัง ก็แค่คาบแรมสองตัวไว้ในปากก็พอแล้วงั้นสิ?
อนาคตสดใสสุดๆ!
ไม่ต้องกลัวว่าจะแก้สมการพลศาสตร์ของระบบส่งกำลังหลายสาขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!
ไม่สิ ถ้าทำได้จริงๆ แค่โบกมือก็ให้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณให้ได้แล้วนี่นา...
แต่เมื่อความคิดอันยุ่งเหยิงจางหายไป จี้เจวี๋ยก็ดำดิ่งลงไปในภาพที่ถูกส่งมา ภาพที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์มานานหลายปี ขาดๆ หายๆ ไม่มีจุดโฟกัส ทว่าในท้ายที่สุด ภาพก็หยุดนิ่งกะทันหัน
ท่ามกลางความมืดมิดพร่ามัว ในยามค่ำคืน รถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน เป็นรถรุ่นเก่าของโรงงานรถยนต์ไห่อั้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ไม่ต่างอะไรกับรถแท็กซี่ป้ายดำที่เห็นได้ทั่วไปในเขตเป่ยซาน บรรทุกทั้งคนและของได้ สะดวก ไว้ใจได้ แถมยังราคาถูกและประหยัดน้ำมันอีกด้วย
ในช่วงเสี้ยววินาทีที่ไฟหน้ารถสว่างขึ้น ป้ายทะเบียนรถก็ปรากฏขึ้นในเฟรมภาพ น่าเสียดายที่มันพร่ามัวไปหมด
"แรงดันไฟฟ้า ผิดปกติ ขาดการซ่อมแซม ถูกทิ้งร้าง ถ่าย ไม่ติด หมายเลข" กล้องวงจรปิดราวกับจะรู้สึกผิดหวัง พูดตะกุกตะกัก "ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ"
"ไม่หรอก แค่นี้ก็พอแล้ว" จี้เจวี๋ยคายสายไฟออกอย่างพอใจ ตบหัวกลมๆ ใหญ่ๆ ของมันเบาๆ "เดี๋ยวฉันจะดูแลรักษาชุดใหญ่ให้นะพี่ชายกล้อง"
"ด้วยความยินดี"
กล้องวงจรปิดตอบกลับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เมื่อพลังวิญญาณสลายไป
ส่วนจี้เจวี๋ยที่อยู่บนกำแพง จ้องมองไปทางที่รถแล่นจากไป และไฟจราจรที่อยู่ห่างไกลออกไปตามรายทาง พลางพ่นลมหายใจสีขาวออกมาอย่างช้าๆ
ไม่มีป้ายทะเบียน ก็ไม่น่าเสียดายอะไรหรอก
สมัยนี้พวกที่ออกมาก่อคดีทำธุรกิจมืด ใครบ้างจะไม่มีรถสวมทะเบียนปลอมสักสองสามคัน?
พอมีประสบการณ์เยอะเข้า ก็รู้จักหลีกเลี่ยงปัญหาได้เองแหละ
แต่ใครบอกว่าไม่มีป้ายทะเบียนแล้วจะหารถไม่เจอ?
จะหารถตู้สวมทะเบียนคันหนึ่งท่ามกลางรถตู้สีขาวหลายหมื่นคันในหยาเฉิงได้ยังไงน่ะเหรอ?
คำตอบก็คือ ถามตรงๆ เลยสิ
จี้เจวี๋ยยืนอยู่ใต้เสาไฟถนน มองไปที่กล้องวงจรปิด "ลูกพี่ ขอถามอะไรหน่อย เมื่อวานตอนตีห้า มีรถตู้สีขาวขับผ่านแถวนี้บ้างไหม? หน้าตาประมาณนี้ ใช่ๆๆ ขอบใจนะ"
"เรื่องเล็กไอ้น้อง"
กล้องวงจรปิดที่แสนจะกระตือรือร้นส่ายหัวไปมา ราวกับกำลังโบกมือลา "วันหลังมาเล่นด้วยกันอีกนะ!"
"ไม่เห็นเลย เอ็งไปดูข้างหน้าสิ?"
"เลี้ยวซ้ายไปแล้ว แต่พอแปดโมงก็ขับไปทางใต้อีก"
"รถคันข้างล่างมีกล้องติดหน้ารถ เอ็งไปถามดูสิ ได้เรื่องแน่!"
"ไปทางเหนือแล้ว"
"...ต้องตรงไปอีก ใช่ ตรงไปอีกนิด เลี้ยวขวา"
...
หยาเฉิงในฐานะหนึ่งในสิบเก้าเมืองศูนย์กลางของสหพันธ์ ครอบคลุมพื้นที่เจ็ดพันสองร้อยตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็นเจ็ดเขต จากสถิติ มีประชากรอาศัยอยู่ประจำกว่ายี่สิบหกล้านคน แต่ในความเป็นจริง ถ้ารวมคนไร้สัญชาติและผู้ลักลอบเข้าเมืองด้วย คงทะลุสามสิบล้านคนไปแล้ว
แต่ถ้าจะต้องไปไล่ถามคนสามสิบล้านคนนี้ทีละคน เพื่อตามหารถคันเดียวในพื้นที่เจ็ดพันสองร้อยตารางกิโลเมตร ก็คงไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร ใครๆ ก็ต้องมีช่วงที่ไม่ได้สังเกต ไม่เห็น นึกไม่ออก หรือไม่อยากให้ความร่วมมือทั้งนั้นแหละ แต่เครื่องจักรไม่เป็นแบบนั้น
มีก็คือมี ไม่เห็นก็คือไม่เห็น
ทั่วทั้งเขตเป่ยซาน นอกจากกล้องวงจรปิดทางการบนถนนสายหลักแล้ว ยังมีกล้องวงจรปิดอีกนับไม่ถ้วน ทั้งตามโรงงาน บริษัท ผับบาร์ อพาร์ตเมนต์ วิลล่า หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารเช้า ตลอดจนกล้องติดหน้ารถทุกคัน
กล้องวงจรปิดจำนวนมหาศาลราวกับดวงดาวที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด จ้องมองพื้นที่ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ บันทึกความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างลงในฮาร์ดดิสก์เพื่อให้คนเรียกดู
ขอแค่คุณถาม พวกมันก็จะตอบ
รู้ก็บอก ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ยิ่งกว่าสุนัขผู้ซื่อสัตย์เสียอีก
เพียงแค่หกชั่วโมง จี้เจวี๋ยก็ตีกรอบเส้นทางการเดินรถของรถตู้สีขาวคันนั้น ทิศทางคร่าวๆ และข้อมูลเฉพาะได้แล้ว
รวมถึง... ตำแหน่งปลายทาง!
อันที่จริง กระบวนการทั้งหมดรวมกันใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีเลยด้วยซ้ำ
เวลาที่เหลือ นอกจากการเดินทางแล้ว จี้เจวี๋ยก็หมดไปกับการรอให้พลังวิญญาณฟื้นฟู และสวาปามอาหารทุกอย่างที่ซื้อได้ริมทาง
หกโมงเย็น เขตเป่ยซาน ถนนปินไห่
ในร้านอาหารริมถนนที่เต็มไปด้วยเสียงโวยวายจากการเล่นไพ่ จี้เจวี๋ยฟุบหน้าลงกับโต๊ะริมหน้าต่าง จ้องมองรถตู้สีขาวคันนั้นที่จอดอยู่ริมถนน รอคอยเจ้าของรถที่หายตัวไปไหนไม่รู้ให้โผล่หัวมา
พร้อมกับก้มหน้าสวาปาม
เขากวาดขนมจีบ ก๋วยเตี๋ยวหลอด และซาลาเปาเรียบวุธ ราวกับผีตายอดตายอยากมาเกิด
หิว หิวจัด
เมื่อพลังวิญญาณถูกใช้ไปและต้องฟื้นฟู ร่างกายก็ต้องการพลังงานมาทดแทนเช่นกัน
อาหารแคลอรีสูงจำนวนมากกำลังสูบเงินในบัญชีของจี้เจวี๋ยไปอย่างรวดเร็วจนน่าปวดใจ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงหน้ามืดตาลาย หูอื้อ หน้าซีดเผือดราวกับผี
ผลข้างเคียงจากความขาดแคลนพลังวิญญาณ พลังที่ตัวเองเพิ่งได้มาแต่ยังไม่ชำนาญ เมื่อถูกใช้งานบ่อยขนาดนี้ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะรับไหว
ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือ การสัมผัสรับรู้ที่แต่เดิมติดๆ ดับๆ ตอนนี้สามารถรับประกันได้ว่าจะเปิดใช้งานได้หากมีสมาธิจดจ่อ ถือว่าเริ่มจับจุดได้แล้ว
เพียงแต่ ยิ่งจับจุดได้ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ประสานกันและกินแรงมากขึ้นเท่านั้น
เหมือนกับเด็กขับรถคันใหญ่
แม้จะดูเหมือนและรู้สึกสะใจอย่างเต็มที่ แต่ก็ใช้พละกำลังมาก หากไม่ระวังก็อาจถูกรถคันใหญ่สูบพลังจนแห้ง ทำให้พลังวิญญาณหมดเกลี้ยง
ถ้าไม่ได้พลังวิญญาณสำรองก้อนใหญ่ที่สูบมาจากตาเฒ่าคนนั้นด้วยนาฬิกาข้อมือเมื่อเช้า จี้เจวี๋ยก็คงหมดสภาพไปนานแล้ว
"ผู้ถูกเลือก... งั้นเหรอ?"
เมื่อนึกถึงคำพูดของไอ้ระบบเฮงซวยในนาฬิกาข้อมือ จี้เจวี๋ยก็อดพึมพำออกมาไม่ได้
༺༻