- หน้าแรก
- เหนือชะตาสวรรค์
- บทที่ 4 - รอดตายมาได้ ต้องมีดาบซ้ำ
บทที่ 4 - รอดตายมาได้ ต้องมีดาบซ้ำ
บทที่ 4 - รอดตายมาได้ ต้องมีดาบซ้ำ
บทที่ 4 - รอดตายมาได้ ต้องมีดาบซ้ำ
༺༻
ถึงแม้ฟิสิกส์จะไม่มีอยู่จริงในผลงานต่างๆ แล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ทุกคนยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยฟิสิกส์
ในฐานะนักศึกษาคณะวิศวกรรมเครื่องกลชั้นปีที่สองที่กำลังจะขึ้นปีที่สามของมหาวิทยาลัยเทียนเหมิน จี้เจวี๋ยย่อมไม่ตั้งข้อสงสัยกับรากฐานการตั้งตัวของตนในอนาคต ทว่านาฬิกาข้อมือเรือนนี้มันแปลกประหลาดเกินไปจริงๆ
มีหลายจุดที่เกินความเข้าใจ อาจกล่าวได้ว่าทุกจุดล้วนเผยให้เห็นถึงความพิลึกพิลั่นของการสร้างสรรค์และการออกแบบ
แต่เขาก็ไม่กล้าถอดชิ้นส่วน ทำได้เพียงเก็บไว้รอหาโอกาสในวันข้างหน้า... น่าเสียดายที่หลายปีผ่านไป โอกาสนั้นยังหาไม่พบ กลับกลายเป็นว่าเขาใส่มันจนชินเสียเอง
แปลกก็แปลกสิ หรือจะให้ทิ้งไปล่ะ?
เด็กหนุ่มพิงเก้าอี้ ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ถึงเพิ่งพบว่า ข้างโต๊ะมีแตงโมหั่นไว้หนึ่งจานตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอหันกลับไปก็เห็นว่าคนอื่นๆ กินเสร็จกันหมดแล้ว และกำลังคุยเล่นกัน มีเพียงเหล่าเยาที่กำลังทำการบ้านอยู่หลังเคาน์เตอร์ที่ชะโงกหน้าออกมา จ้องมองส่วนของเขาอย่างตาเป็นมัน
"ขอบคุณครับแม่ลู่!"
จี้เจวี๋ยยิ้ม กวักมือเรียกเด็กให้เข้ามา แล้วแบ่งแตงโมส่วนของตัวเองให้เขาครึ่งหนึ่ง
"เสี่ยวจี้ ไอ้การสอบ... อะไรนะ..." แม่ลู่นึกขึ้นได้กะทันหัน ตบหัวตัวเองทีหนึ่ง: "การสอบเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉิน เป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ?"
"เพิ่งสมัครไปครับ"
"ไม่ถูกสิ" ลู่เฟิงนึกขึ้นได้: "ปีที่แล้วนายสอบผ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ส่วนที่สอบปีที่แล้วคือการปฐมพยาบาลฉุกเฉินครับ"
จี้เจวี๋ยยิ้ม: "ปีนี้ผมไปช่วยงานในชมรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมของมหาวิทยาลัยมาพักหนึ่ง เลยคิดว่าจะสอบการกู้ภัยผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยพ่วงไปด้วยเลย ทีนี้ก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยระดับสองแล้วครับ"
"มีประโยชน์ด้วยเหรอ?"
ลู่เฟิงไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่กู้ภัยในความทรงจำของเขา—แสงแดด ชายหาด เก้าอี้ผ้าใบ กางเกงขาสั้นตัวใหญ่ นอนอาบแดดไปวันๆ โดยไม่มีอะไรทำ รับลมทะเลดูสาวนมโต โชคดีหน่อยก็อาจจะได้ช่วยทาครีมกันแดด ใช้ประสบการณ์อันเชี่ยวชาญและค่ำคืนที่แสนยุ่งเหยิงแลกกับความชื่นชมจากลูกค้า
แต่นี่มันไม่เข้ากับราชาจอมขยันอย่างจี้เจวี๋ยที่วันๆ แทบจะอยากแบ่งเวลาเป็นสี่สิบแปดชั่วโมงเลยสักนิด!
"นายนี่ทั้งมาช่วยทำงาน ทั้งไปเรียนมหาลัย แถมยังยุ่งกับวิทยานิพนธ์อีก... สอบไอ้นี่ไปทำไมวะ? รู้สึกว่าไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย"
แม่ลู่ได้ยินดังนั้น ก็ร่ายสกิล—สายตาพิฆาตของแม่!
ในสายตาของแม่ลู่ ผู้เป็นสาวกเดนตายของลัทธิการเรียนเป็นสิ่งสูงสุด เด็กเรียนดีจะทำอะไรก็มีเหตุผลไปหมด คนอย่างลู่เฟิงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไปเป็นทหารเกณฑ์แล้วปลดประจำการกลับมาอยู่บ้านเป็นคนเตะฝุ่นไปวันๆ ตัวเองไม่ก้าวหน้าก็แล้วไปเถอะ นี่ยังกล้าตั้งข้อสงสัยกับเด็กดีอีกเหรอ?
หรือว่าฝ่ามือพิฆาตของแม่มันไม่คมพอ?
"ช่วยไม่ได้นี่ครับ ก็ผมมันค่อนข้างโชคร้ายนี่นา"
จี้เจวี๋ยหัวเราะเยาะตัวเอง โชว์รอยบาดบนมือที่เพิ่งถูกกระดาษ A4 บาดเมื่อเช้าให้ดู แม่ลู่เงียบไป มองดูรอยแผลเป็นที่ลามออกมาจากคอของจี้เจวี๋ย เนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเงียบๆ และไม่ได้พูดอะไรอีก
"คอม! คอม!"
เอ้อร์กูเหนียงตกใจ ชี้ไปที่ด้านหลังของจี้เจวี๋ย: "คอมควันขึ้นแล้ว!"
"เดี๋ยวก่อน เวรเอ๊ย..."
จี้เจวี๋ยหน้าถอดสี หันขวับไปมองเอกสารบนหน้าเดสก์ท็อป ยังไม่ทันได้ขยับตัว คอมพิวเตอร์ก็จอดำไปแล้ว และไม่มีการตอบสนองอีกเลย
สิ้นชีพอย่างสมบูรณ์
พาวเวอร์ซัพพลายไหม้แล้ว
หลังจากการตรวจสอบครู่หนึ่ง จี้เจวี๋ยก็ได้ข้อสรุปอย่างจนใจ: ก็นะ มันเป็นคอมเก่าแล้วนี่นา
ความเป็นจริง จะบอกว่าเป็นคอมเก่า... สู้บอกว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่จี้เจวี๋ยเย็บปะติดปะต่อขึ้นมาจากอะไหล่มือสี่มือห้าที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน แฟรงเกนสไตน์ระดับมหากาพย์เสียจะดีกว่า หลายปีมานี้ปะๆ ซ่อมๆ เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ส่วนที่เป็นของคอมพิวเตอร์เครื่องเดิมอาจจะเหลือแค่โครงเคสเท่านั้น
โชคร้ายที่เหตุการณ์ทำงานอยู่ครึ่งๆ กลางๆ แล้วคอมค้างแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
และในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ตรงที่จี้เจวี๋ยกลายเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเรื่องการบันทึกข้อมูลเพราะเหตุนี้ เอกสารสำคัญจะถูกสำรองไว้สามชุดเสมอ คือในฮาร์ดดิสก์ คลาวด์ และโทรศัพท์มือถือ แถมทุกครั้งที่หยุดพิมพ์ เขาก็จะกดปุ่มเซฟจนติดเป็นนิสัย
ถ้าโชคดี ก็คงสูญเสียไปแค่ไม่กี่ร้อยตัวอักษร กลับไปเขียนใหม่นิดหน่อยก็เสร็จแล้ว
แต่เรื่องคอมพิวเตอร์นี่สิ...
จี้เจวี๋ยเกาหัว ทำได้แค่เดี๋ยวค่อยไปค้นใน ‘กองขยะ’ ของร้านรับซ่อมของมือสองฝั่งตรงข้ามถนนดู ว่าจะมีพาวเวอร์ซัพพลายที่ยังใช้ได้อยู่ไหม
ส่วนเรื่องซื้อคอมใหม่?
เก็บเงินน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่กลัวว่าพอทุ่มเงินเก็บหลายเดือน ซื้อคอมใหม่ปุ๊บ คล้อยหลังไม่ทันระวังทำน้ำหกใส่ปั๊บ...
ถ้าเป็นอย่างนั้นนอกจากเขาจะโกรธเกรี้ยวเพราะทำอะไรไม่ได้แล้วร้องไห้น้ำตาซึม แล้วจะทำอะไรได้อีก?
ยังไงเขาก็ไม่กล้าตั้งความหวังอะไรกับดวงซวยๆ ของตัวเองอีกแล้ว
ตั้งแต่จำความได้ ดวงของจี้เจวี๋ยก็ไม่เคยดีเลย
แกะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วไม่มีซองเครื่องปรุงนี่เป็นเรื่องปกติ ดึงหนังกำพร้าที่มือแล้วลอกออกมาเป็นทางยาวนี่ถือเป็นเรื่องสมควร
ตอนประถมไปทัศนศึกษาฤดูใบไม้ผลิทั้งห้อง มีเขาคนเดียวที่เกือบถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัว ตอนมัธยมเร่ร่อนอยู่ข้างถนน อยากทำงานหาเงินค่าเทอม แต่ดันหลงเข้าไปในรังของพวกแชร์ลูกโซ่ โชคดีที่ไหวตัวทันเลยหนีออกมาได้ หลังจากนั้น ตอนที่มาหางานทำที่ร้านซ่อมรถบนแผ่นดินใหญ่ ดันเดินเข้าทางประตูหลัง ไม่ทันระวังเลยเกือบถูกลู่เฟิงที่เพิ่งปลดประจำการกลับมาเข้าใจผิดว่าเป็นขโมย กระโดดเตะปลิวไปหวัน...
คราบเลือดและน้ำตาต่างๆ นานาเหล่านี้ พูดไปก็ยากจะอธิบายได้หมด
หลายปีมานี้ การที่เขามีชีวิตรอดจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ต้องบอกว่าบุญรักษาดวงแข็งจริงๆ เขายังนึกว่าตัวเองจะพ้นเคราะห์แล้วมีโชค ผลคือวันแรกที่เปิดเทอม เพิ่งจะตักข้าวหน้าหมูตุ๋นที่ขึ้นชื่อที่สุดของโรงอาหารมหาวิทยาลัยเทียนเหมิน ก็เจอกับเหตุการณ์อาหารเป็นพิษครั้งใหญ่ กว่าจะถึงคิวเขาส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ได้ยินว่าก็ใกล้จะขาดใจตายอยู่รอมร่อแล้ว...
ลู่เฟิงถือว่าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เขาเป็นทหารเฝ้าบ่อน้ำมันในหล่มโคลนที่จงถู่ ผ่านสมรภูมิเละเทะ เฉียดเป็นเฉียดตายมาหลายปี ก็ยังไม่เคยเจอใครที่ทั้งซวยและดวงแข็งเท่าจี้เจวี๋ยมาก่อน
ต่อให้อยู่ในหยาเฉิงที่เต็มไปด้วยพวกเดนมนุษย์ เขาก็ยังถือว่าเป็นตัวประหลาดที่ไม่เหมือนใคร
หลังจากคอมพิวเตอร์พัง จี้เจวี๋ยก็ไม่ได้วุ่นวายกับมันอีก
ว่างก็คือว่าง เลยถือโอกาสช่วยสอนเหล่าซานและเหล่าเยาทำการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนไปด้วยเลย
แถมยังช่วยแนะนำแบบฝึกหัดที่ตัวเองเคยใช้เมื่อหลายปีก่อนให้แม่ลู่ด้วยความหวังดีและเป็นมิตร ไม่ต้องซื้อเลย ชุดของเขาเองอยู่ที่บ้าน เอาดินสอลบๆ ก็ใช้ต่อได้แล้ว ไม่ต้องเสียเงินสักนิด... โธ่ เกรงใจอะไรกันล่ะ คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจ บ้านผมยังมีแนวข้อสอบขั้นเทพสามสิบชุดที่ยังไม่ได้ใช้อีกนะ!
ประสบความสำเร็จในการกอบโกยความยำเกรงจากลู่เฟิง ความตกตะลึงจากเอ้อร์กูเหนียง ความหวาดกลัวจากเหล่าซาน และความโศกเศร้าจากเหล่าเยา
การชอบช่วยเหลือคนอื่นนี่มันดีจริงๆ นะ
จี้เจวี๋ยกินแตงโมที่คุณป้าหั่นให้อย่างเบิกบานใจ เหล่าเยาที่รู้ตัวว่า ‘เวลาเหลือไม่มากแล้ว’ ก็เริ่มร้องไห้โวยวายจะเอาขนม
"ผมไปซื้อให้เองครับ"
จี้เจวี๋ยผู้เป็นตัวการเช็ดมือกับกางเกง สัมผัสได้ถึงสายตาอันขุ่นเคืองจากด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยปาก: "พอดีเลย จะได้แวะไปหาพาวเวอร์ซัพพลายฟรีกลับมาด้วย"
"ฝากซื้อโค้กขวดนึงด้วย" เอ้อร์กูเหนียงที่รอดพ้นจากภัยพิบัติเพราะเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ต้องการเครื่องดื่มมาปลอบขวัญ
"เอาบุหรี่มาซองนึง"
แม่ลู่ที่สวมแว่นสายตายาวกำลังวุ่นอยู่กับสมุดบัญชี พูดโดยไม่เงยหน้า: "บอกจางหมิ่นว่า ให้ลงบัญชีฉันไว้"
"ได้ครับ ขอบคุณครับแม่ลู่"
จี้เจวี๋ยไม่เกรงใจอีก ฮัมเพลงแล้วเดินออกจากบ้านไป
แสงแดดในฤดูร้อนกำลังสาดส่อง ลมทะเลพัดเอื่อยๆ มาจากแดนไกล แม้แต่สุนัขจรจัดที่วิ่งพล่านไปทั่วถนนก็ยังหมอบอยู่ใต้ร่มเงาเพื่อรับความเย็นสบาย โรงน้ำชาทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยผู้คน ท่ามกลางการทำงานอย่างขะมักเขม้นของพัดลมไฟฟ้า พวกชายชราสวมเสื้อกล้ามกำลังแคะเท้า กินน้ำชา และเล่นไพ่กัน สงบสุขและคึกคักเหมือนเช่นเคย
༺༻