เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 290 - ช่วยหรือไม่ช่วย

บทที่ 290 - ช่วยหรือไม่ช่วย

บทที่ 290 - ช่วยหรือไม่ช่วย


"สังหารให้หมด !"

สิ้นเสียงคำสั่งของหลี่อี้ ทหารกองกำลังชิงเหนี่ยวและค่ายทัวก็ลงมืออย่างไม่ลังเล ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ดาบในมือฟาดฟันอย่างเด็ดขาดไร้ซึ่งความปรานี

มีเพียงทหารหน่วยพิทักษ์เมืองของจ้าวชวนเท่านั้นที่มือสั่นเทาขณะจับอาวุธ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาลังเล หลี่อี้กวาดสายตามองเพียงแวบเดียวก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ เขาจึงเดินเข้าไปหา

"คิดว่าข้าโหดร้ายเกินไปหรือ" หลี่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยพลังที่มิอาจโต้แย้ง

จ้าวชวนหัวเราะแห้งๆ น้ำเสียงเจือความลำบากใจ

"หึ ... ตามหลักแล้ว ไม่ควรฆ่าทหารที่ยอมจำนนนะขอรับ"

หลี่อี้ส่ายหน้าเบาๆ และอธิบายอย่างใจเย็น

"ไม่ฆ่าไม่ได้ ! อย่างแรกเลย หากหมู่บ้านต้าฮวงของเราต้องการจะหยัดยืนอย่างมั่นคง เราต้องสร้างความน่าเกรงขามเสียก่อน เพื่อให้ราชสำนักฉีได้รับรู้ถึงเจตนารมณ์ของเราอย่างชัดเจน หากพวกมันกล้าส่งคนมารุกราน จุดจบก็คือตายกันไปข้างหนึ่ง !"

"อย่างที่สอง พวกเจ้าลองคิดดูสิ หากเรายอมรับการจำนนของพวกเขา เราจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร"

"ให้ไปเป็นแรงงานทาสงั้นหรือ หรือจะรับเข้ามาอยู่ในกองทัพของพวกเจ้า"

"อย่าลืมสิว่า พ่อแม่พี่น้องของพวกเขายังคงอยู่กับแคว้นฉิน หากวันหนึ่งแคว้นฉินเอาครอบครัวมาขู่ พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาจะเลือกอะไร"

"ทรยศเราคือความไม่จงรักภักดี ไม่ทรยศก็คือความอกตัญญู ข้าว่านะ ร้อยทั้งร้อยพวกเขาก็ต้องเลือกความไม่จงรักภักดีอยู่ดี !"

จางเสี่ยวนิวที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย

"ข้าก็คิดว่าพวกเขาจะไม่จงรักภักดี ท่านผู้ใหญ่บ้านทำถูกแล้วขอรับ !"

จ้าวชวนชำเลืองมองจางเสี่ยวนิว ก่อนจะหันกลับมามองหลี่อี้ รอยยิ้มโล่งใจปรากฏบนใบหน้า

"ผู้ใหญ่บ้านพูดมีเหตุผล เป็นข้าเองที่ใจอ่อนเกินไป"

หลี่อี้ยิ้มบางๆ และตบไหล่ของเขา

"นายกองจ้าวไม่ต้องโทษตัวเองหรอก คนเราจะเลือดเย็นเกินไปก็ไม่ได้ การที่ท่านมีความคิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าท่านยังมีมนุษยธรรมอยู่"

"เอาล่ะ ไปสำรวจความสูญเสียและเก็บกวาดสนามรบกันเถอะ"

พูดจบ หลี่อี้ก็หันหลังเดินไปยังขอนไม้กั้นทางที่ประตูเมือง

"มาๆ เก็บกวาดสนามรบ !" มีคนส่งเสียงเรียก

"ท่านนายกอง เมื่อกี้ข้าฆ่าไปสามคน ! ข้า ... ข้าเก่งไหมขอรับ"

ทหารหนุ่มคนหนึ่งที่ใบหน้ายังคงมีรอยเลือดจางๆ เอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตื่นเต้นและกังวล

"หึหึ ... ดูมือเจ้าสิ สั่นเป็นเจ้าเข้าเชียว คงต้องฝึกอีกเยอะนะ !"

คนข้างๆ ตบหลังหัวเขาเบาๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยการหยอกล้อและความคาดหวัง

"อ้อ ! พี่น้องคนไหนบาดเจ็บรีบบอกนะ ดูด้วยว่ามีพี่น้องคนไหนตายไหม จะได้นำศพกลับไปฝังให้เรียบร้อย !"

หัวหน้าอีกคนตะโกนก้อง

หลี่อี้เดินมาหยุดตรงหน้าหงเจินอี้ที่ถูกมัดติดอยู่กับขอนไม้กั้นทาง ก่อนจะค่อยๆ ดึงเศษผ้าออกจากปากของอีกฝ่าย

"เป็นอย่างไรบ้าง กองกำลังของหมู่บ้านต้าฮวงเรา พอจะเข้าตาท่านบ้างหรือไม่"

หลี่อี้มีรอยยิ้มที่มุมปาก แต่แววตากลับคมกริบดุจพญาเหยี่ยว

หงเจินอี้ที่เฝ้าดูการสู้รบอยู่นาน ภายในใจยังคงปั่นป่วนและยากจะสงบลงได้

เขารู้ดีว่า ตราบใดที่ยังมีลูกเหล็กสีดำและปืนใหญ่กระบอกไม้เหล่านั้น หมู่บ้านต้าฮวงที่ดูเหมือนจะไร้พิษสง ก็สามารถรับมือกองทัพนับหมื่นได้สบาย !

เว้นเสียแต่ว่ากองทัพฉีจะมีอาวุธที่ทรงอานุภาพเช่นนี้บ้าง มิฉะนั้น กองทัพฉีก็คงจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้

"หึ ! แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร ไม่มีอะไรต้องพูด !"

หงเจินอี้แค่นหัวเราะเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง กองทัพหน่วยฉินโจวถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ตัวเขาผู้เป็นซือหม่าแห่งแคว้นฉินก็สมควรตายตามไปด้วย

"วางใจเถอะ ท่านตายแน่ และข้าก็ไม่มีวันปรานีท่านหรอก ท่านค่อยๆ นอนรอความตายอยู่ที่นี่แหละ"

หลี่อี้ไม่ได้เอาผ้าอุดปากหงเจินอี้อีก เขาหันหลังและไม่พูดอะไรอีก พาเอ้อร์หลางและฝูงหมาป่าที่มีแววตาดุร้ายเดินกลับเข้าหมู่บ้าน

เสียงระเบิดตูมตามในสนามรบดังแว่วมาถึงหมู่บ้านต้าฮวงอย่างชัดเจน ฉินซินเยว่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ชะเง้อมองไปยังทิศทางของสนามรบ คอยเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ อย่างตั้งใจ เสียงระเบิดดำเนินไปไม่นานนัก หลังจากนั้นก็เป็นเสียงโห่ร้องฆ่าฟันที่ดังกึกก้อง

ใจของฉินซินเยว่หล่นวูบ นางรู้ดีว่านั่นหมายถึงการต่อสู้เข้าสู่ช่วงตะลุมบอนแล้ว

และแล้วก็เป็นไปตามคาด ไม่นานนัก เงาร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นบนถนนทางเข้าหมู่บ้าน เพียงแค่เห็นท่าทีสบายๆ และรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของหลี่อี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า ศึกครั้งนี้หมู่บ้านต้าฮวงได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง !

"ซินเยว่ !"

หลี่อี้โบกมือให้ฉินซินเยว่มาแต่ไกล

ฉินซินเยว่มีสีหน้าดีใจและรีบเดินเข้าไปหา "สามี รบชนะแล้วใช่ไหมเจ้าคะ"

"แน่นอนสิ ! แค่พวกนั้น จะทนฝีมือการต่อสู้ของสามีคนนี้ได้อย่างไร"

หลี่อี้อ่านความกังวลในสายตาของนางออก จึงพูดด้วยรอยยิ้ม

"ซินเยว่ คราวหน้า ข้าจะให้เจ้าออกรบพร้อมกับข้า เราจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน !"

"สามี !"

ฉินซินเยว่พยักหน้า แววตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง

ขณะนั้นเอง ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ ม่อเจี๋ยจิ่น ม่อจือหลิน และคนอื่นๆ ต่างก็เดินออกมาจากบ้าน เมื่อเห็นหลี่อี้กลับมาอย่างปลอดภัย ความกังวลบนใบหน้าของพวกนางก็มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความยินดีอย่างเปี่ยมล้น

"มาๆ มานี่กันให้หมด !"

หลี่อี้อารณ์ดีมาก อ้าแขนกว้างหวังจะรวบภรรยาทุกคนเข้าสู่อ้อมกอด

ท่าทางของเขาทำให้สาวๆ หัวเราะคิกคัก แต่เนื่องจากภรรยามีหลายคน แขนของเขาจึงกว้างไม่พอ ทุกคนเลยต้องแย่งกันเบียดเข้ามาหาเขา เบียดไปหัวเราะไป บรรยากาศในลานบ้านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุข

"ข้าบอกแล้วไง ว่าสามีคือผู้ที่เก่งกาจและประเสริฐที่สุดในใต้หล้า !"

ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ที่มีรูปร่างเล็กบาง ดันตัวเองเข้ามาจากวงล้อมของพวกพี่ๆ และมุดเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของหลี่อี้ได้สำเร็จ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

"เอาล่ะๆ เลิกเล่นได้แล้ว เดี๋ยวเบียดกันจนเจ็บตัวหรอก"

หลี่อี้ยิ้มและตบหลังไป๋เสวี่ยเอ๋อร์เบาๆ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น

"จือหลิน เจ้าตามข้าไปหาท่านพ่อเถอะ เดี๋ยวจะมีคนเจ็บถูกส่งมา ต้องรีบจัดการ"

"เจ้าค่ะ สามี"

ม่อจือหลินพยักหน้ารับ นางรีบหยิบผ้าปิดหน้ามาคาดไว้ จากนั้นก็รีบเดินตามหลี่อี้ไปที่ห้องพยาบาล

ยังไม่ทันก้าวเข้าห้อง กลิ่นสมุนไพรก็โชยมาแตะจมูก เถ้าแก่เฉินยืนอยู่หน้าเตา กำลังเคี่ยวยาอย่างตั้งใจ ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากหม้อยาและตลบอบอวลไปทั่วห้อง

"ท่านพ่อ !"

หลี่อี้ร้องเรียกอย่างเป็นธรรมชาติ

เถ้าแก่เฉินหันกลับมา บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และถามว่า

"รบเสร็จแล้วหรือ"

หลี่อี้พยักหน้าตอบ "ขอรับ รบเสร็จแล้ว หลังจากนี้ไปอีกนาน เราน่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขกันเสียที มีคนบาดเจ็บมาบ้าง เดี๋ยวคงต้องรบกวนท่านพ่อมาช่วยทำแผลให้ทหารด้วยกันนะขอรับ"

เถ้าแก่เฉินลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะข้างตู้ยา ชี้ไปที่โถยาหลายใบที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ

"พอดีเลย ข้าปรุงยาแก้ฟกช้ำไว้ล่วงหน้า น่าจะได้ใช้ประโยชน์"

เขารู้มานานแล้วว่าฝ่ายของหลี่อี้กำลังจะออกรบ จึงได้เตรียมการอย่างเงียบๆ ตระเตรียมยาแก้ฟกช้ำและยาสมานแผลไว้มากมาย

"ท่านพ่อช่างรอบคอบจริงๆ !" หลี่อี้หัวเราะ

ไม่นานนัก คนเจ็บก็เริ่มทยอยถูกส่งตัวเข้ามา การต่อสู้ย่อมมีการสูญเสียเป็นธรรมดา ทางฝั่งกองกำลังชิงเหนี่ยว แม้จะมีคนบาดเจ็บเป็นแผลถลอกมากมาย แต่กลับไม่มีใครบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว

ความสำเร็จนี้มาจากความร่วมมือที่ลงตัวและการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี พวกเขารู้ดีว่าควรรับมือกับอันตรายอย่างไร กล้ายอมเจ็บตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจถึงแก่ชีวิต ทหารที่ทำแบบนี้ได้ ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วทั้งสิ้น

ตั้งแต่หลี่อี้เสนอให้จัดกลุ่มต่อสู้เป็นกลุ่มละห้าคน ทำงานร่วมกันและไม่ทิ้งกัน อัตราการรอดชีวิตของพวกเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่เก่งกาจที่สุดในกลุ่มจะเป็นแกนหลัก รับหน้าที่บุกทะลวงไปข้างหน้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการป้องกัน เพราะหน้าที่ป้องกันเป็นของเพื่อนร่วมทีมอีกสี่คน

กลยุทธ์นี้สามารถป้องกันไม่ให้ทหารบุกเดี่ยวด้วยความบุ่มบ่าม ซึ่งความไม่บุ่มบ่ามนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการเอาชีวิตรอดในสนามรบ สิ่งนี้หลี่อี้ได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้จากการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมา

ทหารค่ายทัวแต่ละคนกล้าหาญไม่กลัวตาย แต่อัตราการสูญเสียของพวกเขาก็สูงที่สุดเช่นกัน ความแตกต่างเรื่องอุปกรณ์เป็นเพียงสาเหตุหนึ่ง แต่สาเหตุหลักคือพวกเขาขาดทักษะการทำงานเป็นทีม

ครั้งนี้ค่ายทัวมีผู้เสียชีวิตแปดคน กองทัพหน่วยพิทักษ์เมืองของจ้าวชวนมีผู้เสียชีวิตสามคน บาดเจ็บสาหัสห้าคน ส่วนคนเจ็บเล็กน้อยนั้นมีอยู่แทบทุกคน ไม่มีใครรอดไปได้โดยไร้บาดแผล

หลี่อี้ที่เพิ่งกลับจากการต่อสู้ในสนามรบ ตอนนี้กลับมานั่งในห้องพยาบาล ทำแผลให้ทหารที่บาดเจ็บอย่างคล่องแคล่ว เถ้าแก่เฉินเพิ่งเคยเห็นการเย็บแผลเหมือนเย็บผ้าเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

เมื่อฟังหลี่อี้อธิบายว่า วิธีนี้จะช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นและลดโอกาสติดเชื้อ เถ้าแก่เฉินแม้จะไม่ค่อยเข้าใจหลักการนัก แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันคุ้นชินของทหารกองกำลังชิงเหนี่ยว ก็รู้ได้ว่าพวกเขาน่าจะเคยผ่านการรักษาแบบแปลกประหลาดนี้มาแล้ว

หลังจากจัดการกับทหารที่บาดเจ็บสาหัสเรียบร้อยแล้ว หลี่อี้ก็เดินออกไปนอกห้อง และประกาศเสียงดังฟังชัดต่อหน้าทหารที่กำลังเข้าแถวรออยู่

"เลือดที่พวกเจ้าไหลและแผลที่พวกเจ้าได้รับเพื่อหมู่บ้านต้าฮวง ข้าหลี่อี้จะจดจำไว้ในใจ ! มีข้าอยู่ พวกเจ้าก็ละทิ้งความกังวลทั้งหมดไปได้เลย พี่น้องที่ตายในสนามรบหรือพิการ จากนี้ไปครอบครัวของพวกเจ้า หมู่บ้านต้าฮวงจะเป็นคนดูแลเอง !"

"รอให้บ้านเมืองสงบสุข ต่อให้พวกเจ้าไม่ได้ทำอะไร ข้าก็จะทำให้พวกเจ้าและครอบครัวมีกินมีใช้ ไม่ต้องอดอยากหรือหนาวเหน็บ !"

"หากใครอยากจะเปลี่ยนสายงานหลังจากสงคราม ไม่ว่าจะไปเป็นแรงงานหรือค้าขาย ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจทำงานให้ข้า ข้าหลี่อี้ก็จะไม่ทอดทิ้งพวกเจ้าเด็ดขาด !"

ทหารที่ออกรบ อาจทำเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อความเชื่อ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเสียสละของพวกเขาย่อมควรค่าแก่การยกย่อง การดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของพวกเขาในภายหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ

มีเพียงการขจัดความกังวลของพวกเขาให้หมดไปเท่านั้น ในทุกการตวัดดาบและการพุ่งทะยาน พวกเขาถึงจะทำได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหลัง และเดินหน้าต่อไปอย่างไร้ความหวาดกลัว

หลังจากนั้น หลี่อี้ก็เป็นผู้นำทหารกว่าสิบคนไปขุดหลุมท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เพื่อฝังร่างของเหล่าพี่น้องที่พลีชีพในสนามรบ

คนเหล่านี้คือวีรบุรุษรุ่นแรกที่ยอมเสียสละเพื่อหมู่บ้านต้าฮวง พวกเขาคู่ควรแก่การได้รับความเคารพอย่างสูงสุดจากเขา

เพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน หลี่อี้ก็เห็นหวังจินสือมีสีหน้ากังวลใจ เดินจ้ำอ้าวเข้ามาหา

"น้องรอง เกิดเรื่องแล้ว !"

หวังจินสือพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน

"เมื่อกี้มีคนจากในอำเภอมาส่งข่าว ข้ารับใช้บ้านนายอำเภออู่ไปบอกที่โรงเตี๊ยมว่า นายอำเภออู่ถูกขุนนางจากเมืองมณฑลจับตัวไปแล้ว ! ไม่ใช่แค่เขา แต่รวมถึงคนในครอบครัวและข้ารับใช้ด้วย ยกเว้นสาวใช้ที่ออกไปซื้อของข้างนอกที่โชคดีรอดมาได้"

"คนของข้าไปสืบดูจนแน่ใจแล้ว เรื่องนี้เป็นความจริง ขุนนางจากเมืองมณฑลยัดข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏให้นายอำเภออู่ ตอนนี้เขาถูกขังอยู่ในคุกแล้ว !"

"น้องรอง นายอำเภออู่คนนี้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร พวกเราจะยื่นมือเข้าไปช่วยเขาไหม ขืนปล่อยไว้แบบนี้ มีหวังเขาคงโดนข้อหาหนักและต้องถูกประหารชีวิตแน่ ครอบครัวเขาก็คงมีจุดจบที่ไม่สวยงามเหมือนกัน !"

หลี่อี้ได้ยินดังนั้น ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวได้ทันที

นี่ก็เหมือนกับการหาแพะรับบาปในยุคปัจจุบันนั่นแหละ เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ ราชสำนักฉีต้องหาคนมารับผิดชอบ ไม่อย่างนั้นจักรพรรดิฉีอู่คงจะเอาผิดอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายและผู้ว่าการรัฐแน่นอน พวกเขาทำเพื่อเอาตัวรอด จึงเลือกอู่ซือหย่วนมาเป็นแพะรับบาป

จากการได้พูดคุยกันหลายครั้ง หลี่อี้ก็มองออกว่านายอำเภออู่เป็นขุนนางที่ดีพอใช้ ในยุคนี้ขุนนางมีแค่สองประเภทคือ พวกฉ้อราษฎร์บังหลวง และพวกที่ไม่อยากรับผิดชอบ ทำงานแบบขอไปที

อู่ซือหย่วนชัดเจนว่าอยู่ในประเภทหลัง เขาไม่มีอำนาจหนุนหลัง การเลือกที่จะปกป้องตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องผิด และในสถานการณ์ปกติ เขาก็สามารถรักษาความยุติธรรมเอาไว้ได้

หลี่อี้วางแผนการสำหรับอนาคตไว้แล้ว การพึ่งพาเพียงหมู่บ้านต้าฮวงเล็กๆ แห่งนี้เพื่อต่อกรกับแคว้นฉินนั้น ยังถือว่าอ่อนแอเกินไป

อย่างน้อยเขาก็ต้องขยายหมู่บ้านให้กลายเป็นเมือง สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครบครัน จนกลายเป็นระบบปิดที่สามารถพึ่งพาตนเองได้แม้ไม่ต้องพึ่งพาโลกภายนอก

ดังนั้น เขาจึงต้องการคนมาช่วยบริหารจัดการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถระดับพลิกแผ่นดิน ขอแค่จัดการเรื่องจุกจิกทั่วไปได้ก็พอ ซึ่งอู่ซือหย่วนก็เหมาะสมกับตำแหน่งนี้

นอกจากนี้ แม้อู่ซือหย่วนจะไม่เคยออกหน้าช่วยเหลือหมู่บ้านต้าฮวง หรือให้คำมั่นสัญญาใดๆ อย่างชัดเจน แต่ในตอนที่เขารายงานสถานการณ์ให้เบื้องบนทราบ เขาก็คงจะพิจารณาถึงหมู่บ้านต้าฮวงอยู่บ้าง

แม้การเดินทางจะห่างไกลและส่งจดหมายได้ยากลำบาก แต่หากเขามีเจตนาจะแจ้งข่าวล่วงหน้า กองทัพหน่วยฉินโจวอย่างน้อยก็น่าจะมาถึงก่อนกำหนดสักสิบกว่าวันหรือเป็นเดือน แม้จุดประสงค์ของเขาจะเป็นเพียงการต้องการความรู้เรื่องการเพาะปลูกจากหมู่บ้านต้าฮวง แต่หลี่อี้ก็ไม่อาจแสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงบุญคุณทางอ้อมนี้ได้

เมื่อเห็นหลี่อี้ก้มหน้าครุ่นคิดโดยไม่พูดอะไร หวังจินสือก็ไม่ได้เร่งเร้า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับหลี่อี้

"ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว ขอเวลาข้าคิดดูหน่อย" หลี่อี้เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ

หวังจินสือพยักหน้า "น้องรอง เจ้าก็อย่ากดดันตัวเองมากล่ะ ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็อย่าฝืน"

หลี่อี้เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "วางใจเถอะ พี่ใหญ่ ข้ามีแผนในใจแล้ว"

หวังจินสือเพิ่งจะหันหลังกลับ ก็เห็นหัวหน้ามือปราบหลี่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน จึงสะดุ้งตกใจ เอามือกุมหน้าอกพลางร้องอุทาน "โอ๊ะ ! หัวหน้ามือปราบหลี่ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำให้ข้าตกใจหมด !"

หัวหน้ามือปราบหลี่เดินหัวเราะเจื่อนๆ เข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนและกังวลใจ

"เมื่อกี้พวกท่านบอกว่า ... ท่านนายอำเภอ ... ถูก ... ถูกจับแล้วหรือ"

"ใช่ ถูกขังในคุกแล้ว ได้ยินว่าเป็นเรื่องเมื่อวาน คงเกิดขึ้นหลังจากท่านออกจากเมืองมานั่นแหละ" หวังจินสือตอบตามจริง

สีหน้าของหัวหน้ามือปราบหลี่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ

"โธ่เอ๊ย ! แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ ท่านนายอำเภอถูกจับแล้ว ข้ามาแจ้งข่าวให้พวกท่าน พอข้ากลับไป ไม่ถูกจับไปสอบสวนด้วยหรือ"

"เอ่อ ... "

หวังจินสือครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะแกล้งพูดขู่เขาว่า "ท่านพูดมีเหตุผลนะเนี่ย หากคนที่ว่าการอำเภอซัดทอดมาที่ท่าน ท่านคงเอาตัวไม่รอดจริงๆ !"

"โธ่เอ๊ย ! จะทำยังไงดีล่ะ"

หัวหน้ามือปราบหลี่ร้อนใจราวกับมดบนกระทะร้อน เดินวนไปวนมา เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

สิ่งที่เขากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องตัวเองถูกจับ แต่กลัวว่าถ้าคนพวกนั้นตามตัวเขาไม่พบ จะไปลงระอายากับครอบครัวของเขาแทน

หลี่อี้เห็นท่าทางของเขา จึงเอ่ยปลอบใจ "ท่านอย่าเพิ่งกังวลไปเลย สถานการณ์อาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้น รอข้าเข้าไปในเมืองสักรอบ เพื่อดูสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยว่ากัน"

"น้องรอง เจ้าจะไปในเมืองด้วยตัวเองหรือ" หวังจินสือถามด้วยความประหลาดใจ

"อืม จะไปดูสักหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะลงมืออย่างไร"

"หัวหน้ามือปราบหลี่ ท่านรออยู่ที่หมู่บ้านอย่างสบายใจเถอะ รอให้ข้ายืนยันสถานการณ์ในเมืองให้แน่ชัดก่อน แล้วข้าจะมาบอกว่าต้องทำอย่างไรต่อไป"

หัวหน้ามือปราบหลี่รีบประสานมือคารวะ น้ำเสียงแสดงความเคารพและแฝงไปด้วยความซาบซึ้ง "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านหลี่แล้ว !"

"ข้าขอไปเตรียมตัวก่อนนะ"

พูดจบหลี่อี้ก็รีบเดินออกไป เขาไม่ได้กลับบ้าน แต่ตรงดิ่งไปที่โรงตีเหล็ก

ในหัวของเขามีแผนคร่าวๆ อยู่แล้ว การบุกเข้าไปในเมือง พังประตูเมือง ต่อสู้กับทหาร แล้วบุกเข้าไปช่วยครอบครัวของอู่ซือหย่วนออกมาจากคุก เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้สมองที่สุด แต่มันก็เป็นวิธีที่ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูงที่สุดเช่นกัน

ในเมื่อสามารถเข้าใจถึงปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้ได้ หลี่อี้ก็ย่อมไม่มีทางเลือกใช้วิธีที่บุ่มบ่ามเช่นนี้แน่นอน

ภายในโรงตีเหล็ก เหล่าช่างต่างถอดเสื้อทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

ช่างฝีมือดีกำลังตีดาบเหิงเตาที่คมกริบ ส่วนคนที่เพิ่งมาเรียนรู้ใหม่ ก็กำลังตีจอบและเคียวเพื่อฝึกฝนทักษะการตีเหล็กขั้นพื้นฐาน

"ผู้ใหญ่บ้านหลี่ !" เมื่อเห็นหลี่อี้เดินเข้ามา ทุกคนต่างก็กล่าวทักทายอย่างเคารพ

หลี่อี้โบกมือและตอบอย่างเป็นกันเอง "ทำหน้าของพวกท่านไปเถอะ ข้าแค่มาสร้างของบางอย่าง"

เขาเดินไปที่กองวัสดุ เลือกแท่งเหล็กกล้าคุณภาพเยี่ยม นำไปเผาในเตาไฟร้อนระอุ เมื่อแท่งเหล็กแดงก่ำไปทั้งท่อน หลี่อี้ก็ใช้คีมคีบมันออกมา และใช้ค้อนขนาดเล็กตีลงไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

เมื่อเขาเริ่มลงมือ ทุกคนรอบข้างต่างหยุดงานในมืออย่างไม่ได้นัดหมาย และหันมาจ้องมองเขากันหมด

ทักษะการตีเหล็กของหลี่อี้นั้นประณีตมาก ทุกการตีเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ทุกครั้งที่ได้เห็น ก็ทำให้รู้สึกทึ่งอยู่เสมอ

แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า พวกเขาไม่สามารถลอกเลียนแบบเทคนิคของผู้ใหญ่บ้านหลี่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งและไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อยเหมือนผู้ใหญ่บ้านหลี่ และไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำเช่นนั้น

เคร้ง ! เคร้ง ! ตึง ! ตึง !

เสียงค้อนตีลงบนแท่งเหล็กดังเป็นจังหวะกึกก้องไปทั่วทั้งโรงตีเหล็ก

เวลาผ่านไปไม่นาน หลี่อี้ก็ใช้เหล็กแท่งนั้นสร้างอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกรงเล็บมือขึ้นมา เขาใช้คีมหนีบกรงเล็บนั้นไว้ แล้วจุ่มลงในบ่อน้ำหล่อเย็น เสียงฟู่ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาในพริบตา

ในระหว่างรอให้กรงเล็บเย็นตัวลง หลี่อี้ก็ไปหาเชือกป่านเส้นหนาที่เหนียวแน่น เมื่อกรงเล็บเย็นลงแล้ว เขาก็นำมันมาฝนกับหินลับมีดอย่างระมัดระวัง ปลายกรงเล็บที่แหลมคมเปล่งประกายโลหะเย็นเยียบออกมาทันที ...

จบบทที่ บทที่ 290 - ช่วยหรือไม่ช่วย

คัดลอกลิงก์แล้ว