- หน้าแรก
- มังกรผงาดถิ่น บัญชีแค้นเทพสงครามไร้พ่าย
- บทที่ 37 - แก้มแดงระเรื่อของหญิงงาม ชนะทุกสรรพสิ่ง
บทที่ 37 - แก้มแดงระเรื่อของหญิงงาม ชนะทุกสรรพสิ่ง
บทที่ 37 - แก้มแดงระเรื่อของหญิงงาม ชนะทุกสรรพสิ่ง
บทที่ 37 - แก้มแดงระเรื่อของหญิงงาม ชนะทุกสรรพสิ่ง
"เรื่องนี้..."
ใบหน้าเล็กๆ ของเจียงเยี่ยนหลิงพลันแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนแรกเธอคิดว่าฉินอี๋คงดื้อก็เลยถูกจวินปู้ป้ายทำโทษ ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวมันจะเป็นแบบนี้ไปได้
คิดได้ดังนั้นเธอก็แอบลอบมองจวินปู้ป้าย แต่ใบหน้าของเขายังคงราบเรียบเย็นชา ดูเหมือนจะไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย
"ยัยหนู พี่คงไปก้าวก่ายพี่ชายของเธอไม่ได้หรอกนะ"
เจียงเยี่ยนหลิงลูบหัวฉินอี๋พลางพูดด้วยความจนใจ
แต่ฉินอี๋กลับงัดลูกอ้อนขึ้นมาใช้ทันที
"ไม่เอานะคะ พี่ชายชอบรังแกหนู ตีหนูทุกที แถมไม่มีใครคอยว่าเขาด้วย ฮือๆๆ..."
ยัยหนูยกมือขยี้ตาทำท่าจะร้องไห้โฮ
"โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง"
เจียงเยี่ยนหลิงรีบโอ๋ทันที
แต่วินาทีต่อมา ฉินอี๋ก็เงยหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาปลอมๆ ขึ้นมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"พี่สาวคะ เอาอย่างนี้ดีไหม พี่มาเป็นพี่สะใภ้ของหนูสิคะ ถ้าพี่เป็นพี่สะใภ้ พี่ก็จะได้จัดการพี่ชายหนูได้ไง"
ทุกคนในที่นั้นถึงกับชะงัก
ที่แท้ยัยเด็กนี่ก็อ้อมค้อมซะตั้งนานเพื่อจะเข้าเรื่องนี้นี่เอง!
"พี่... เอ่อ... พี่"
เจียงเยี่ยนหลิงถึงกับใบ้กิน ไม่รู้จะพูดอะไรดี เธอเผลอหันไปสบตาจวินปู้ป้ายราวกับถูกมนต์สะกด และจังหวะนั้นเขาก็มองมาพอดี
สายตาของทั้งสองคนประสานกันกลางอากาศ
"หนูรู้หรอกน่า คิกๆ"
ฉินอี๋หัวเราะคิกคักเบาๆ
ทว่าจวินปู้ป้ายกลับปรายตามองยัยตัวแสบ
"แกรู้เรื่องอะไรห๊ะ"
"รออยู่ข้างนอกนี่แหละ ฉันจะไปทำกับข้าว"
พูดจบจวินปู้ป้ายก็เดินตรงเข้าไปในห้องครัว
"เอ่อ ครั้งนี้ตกลงกันแล้วนี่คะว่าฉันจะเป็นคนเลี้ยง"
"งั้นก็มาเป็นลูกมือฉัน"
"ได้เลยค่ะ"
ทั้งคู่สวมผ้ากันเปื้อนคนละผืน เดินหยิบจับของในครัวกันไปมา บรรยากาศดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนที่ลานว่างด้านนอก ฉินอี๋ในชุดเอี๊ยมกระโปรงกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างอาฮวา นิ้วเล็กๆ ชี้เข้าไปในครัว
"พี่อาฮวาดูสิคะ พี่ชายยังปากแข็งไม่ยอมรับอีก"
"เรานี่น้า แก่แดดจริงๆ"
อาฮวาในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากฉินอี๋เบาๆ พลางส่งยิ้มอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู
แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองทั้งสองคนที่อยู่ในครัว โดยเฉพาะเจียงเยี่ยนหลิง ในแววตาของอาฮวาแฝงความอิจฉาเล็กๆ
การได้เป็นผู้หญิงของท่านจวิน...
คงเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในโลกใบนี้แล้วล่ะมั้ง
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เจียงเยี่ยนหลิงก็รีบขอตัวเผ่นกลับบ้านทันที เธอขืนอยู่ต่อ ยัยเด็กผีฉินอี๋อาจจะหาเรื่องแกล้งอะไรเธออีกก็ไม่รู้
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากวิ่งจ๊อกกิ้งเสร็จ เซียวซานก็เข้ามาหาจวินปู้ป้ายเพื่อรายงาน
"ท่านจวินครับ งานไว้อาลัยของโจวเฉียงจะจัดขึ้นในบ่ายวันนี้ครับ"
"เตรียมตัวให้พร้อม บ่ายนี้เราจะไปร่วมงานไว้อาลัยของพวกมัน เพื่อแสดงความเสียใจสักหน่อย แล้วก็... ไปทวงของของเราคืนมาด้วย"
จวินปู้ป้ายแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น
หลังจากจัดการธุระเสร็จ เขาก็เดินทางไปที่หอสมุดเพื่อหาผู้อำนวยการปู้เพื่อเดินหมากรุกตามที่ตั้งใจไว้
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสี่ของหอสมุด ผู้อำนวยการปู้ก็สังเกตเห็นจวินปู้ป้ายทันที แต่พอเห็นว่าไม่มีเจียงเยี่ยนหลิงมาด้วย ชายชราก็หุบยิ้มและหน้าบึ้งตึงทันที
"จวินปู้ป้าย ลูกสาวเจียงของฉันล่ะ"
ผู้อำนวยการปู้ถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
"ไปทำงาน"
จวินปู้ป้ายเอามือไพล่หลังตอบเสียงเรียบ
"ไอ้หนุ่มนี่ แกไม่ยอมพาเธอมาด้วย"
"ผมมาหาคุณเพื่อเล่นหมากรุกต่างหาก"
ผู้อำนวยการปู้มองจวินปู้ป้ายแล้วส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นใหม่
"เรื่องหมากรุกเอาไว้ก่อน ฉันมีอะไรจะให้แกดู"
พูดจบ เขาก็พาจวินปู้ป้ายเดินเข้าไปในห้องพักรับรองด้านใน
ไม่นานนัก ปู้ซือเหมิงก็เดินเข้ามา เธอสวมเสื้อขนเป็ดสีขาวตัวหนาและหดคอซุกซ่อนใบหน้าไว้ในเสื้อ ดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่หยอก
"มันหนาวขนาดนั้นเลยหรือไง คนแก่อย่างฉันยังใส่เสื้อชั้นเดียวเลย"
ผู้อำนวยการปู้กรอกตาใส่หลานสาว ก่อนจะแบมือออก
"เอามา"
"ปู่คะ ของชิ้นนี้หนูแอบไปขโมยมาจากบ้านตระกูลเลยนะ ระวังอย่าให้พังล่ะ"
ปู้ซือเหมิงหยิบของบางอย่างออกมาจากอกเสื้ออย่างทะนุถนอมแล้วส่งให้ปู่ของเธอ
"ฉันไม่ได้เป็นคนขโมยสักหน่อย"
ประโยคเดียวของปู่ทำเอาปู้ซือเหมิงแทบกระอักเลือด
เธอรีบโผล่หัวออกมาจากเสื้อขนเป็ด กะจะเถียงสักสองสามประโยค แต่พอมองเห็นจวินปู้ป้ายยืนอยู่ข้างๆ เธอก็รีบหดคอกลับเข้าไปทันที
ที่เธอเอาแต่ซุกหน้าซ่อนตัว ก็เพราะไม่อยากสู้หน้าจวินปู้ป้ายนี่แหละ
เธอไม่มีหน้าจะไปพบเขาแล้ว!
"นี่แหละ ของล้ำค่าที่สืบทอดกันมานับพันปีของตระกูลเรา"
ผู้อำนวยการปู้วางของสิ่งนั้นลงกลางโต๊ะ
จวินปู้ป้ายกวาดสายตามอง มันคือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกระดานหมากรุก แต่สิ่งที่วางอยู่บนนั้นไม่ใช่ตัวหมาก หากแต่เป็นหุ่นทหารขนาดเล็ก
หุ่นทหารเหล่านั้นหล่อขึ้นจากทองสัมฤทธิ์ สภาพเก่าแก่และเต็มไปด้วยสนิมเกรอะกรัง
แต่ถึงกระนั้น งานประติมากรรมก็ยังคงความประณีตงดงาม มองแค่แวบแรกก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวหุ่นทหาร หอกยาวในมือของพวกมันยังคงส่องประกายวาววับ
"ของชิ้นนี้ มีกลิ่นอายฆ่าฟันรุนแรงมาก"
จวินปู้ป้ายไม่เหมือนคนทั่วไป เขาคลุกคลีอยู่ในสนามรบมาตลอด จึงสามารถสัมผัสได้ว่าหุ่นทหารเหล่านี้ล้วนมีจิตวิญญาณ ราวกับเพิ่งคลานลุกขึ้นมาจากกองซากศพในสนามรบ และพร้อมที่จะพุ่งเข้าห้ำหั่นกับศัตรู
"ของสิ่งนี้เรียกว่ากระดานค่ายกล ในยุคโบราณ มีกองทหารราบอยู่หน่วยหนึ่งที่สามารถรบชนะกองทหารม้าได้ แกพอจะรู้เรื่องไหม"
ผู้อำนวยการปู้สวมแว่นสายตายาวแล้วเอ่ยถาม
"ถ้าจะพูดให้ถูกคือยุคสามกษัตริย์โบราณ ส่วนกองทหารราบที่คุณพูดถึง ถ้าผมเดาไม่ผิด คงจะเป็นค่ายทลายทัพสินะ ค่ายทลายทัพใช้เพียงแค่กำลังทหารราบ แต่กลับบดขยี้กองทัพม้าขาวผู้ภักดีที่ได้ชื่อว่าเป็นกองทหารม้าอันดับหนึ่งในใต้หล้าจนย่อยยับ และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะกองทหารราบที่แข็งแกร่งที่สุด"
"สมกับที่เกิดมาเพื่อสนามรบ รู้ลึกกว่าตาแก่อย่างฉันซะอีก นี่คือกระดานค่ายกลที่ผู้ก่อตั้งค่ายทลายทัพทิ้งไว้ ภายในนี้บรรจุค่ายกลของค่ายทลายทัพเอาไว้"
ผู้อำนวยการปู้ดันกระดานค่ายกลไปตรงหน้าจวินปู้ป้าย
จวินปู้ป้ายยื่นมือออกไปสัมผัส พร้อมกับหลับตาลง ภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวของเขาคือสนามรบที่เต็มไปด้วยภูเขาซากศพและทะเลเลือด กองทหารหน่วยหนึ่งกำลังบุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
"ปณิธานทลายทัพ มุ่งหน้าสู้ตายไร้ทางถอย"
เสียงตะโกนก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดิน
ทหารแต่ละนายพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต อาบเลือดสู้รบอย่างดุเดือด แม้จะบาดเจ็บ แม้จะเหลือแขนเพียงข้างเดียว พวกเขาก็ยังใช้ฟันฉีกกระชากเนื้อของศัตรูออกมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง จวินปู้ป้ายลืมตาขึ้นแล้วกล่าว
"ค่ายทลายทัพ สมแล้วที่เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคโบราณ แต่... ค่ายเขี้ยวหมาป่าของผมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันหรอกนะ"
"ของสิ่งนี้มีประโยชน์กับผม คุณเสนอราคามาได้เลย ขอเพียงไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของแคว้นเซี่ย ผมรับปากให้คุณได้ทุกอย่าง"
สำหรับผู้นำทัพแล้ว ค่ายกลย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จวินปู้ป้ายเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ยิ่งเป็นค่ายกลของกองทัพไร้พ่ายอย่างค่ายทลายทัพด้วยแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของจวินปู้ป้าย ผู้อำนวยการปู้ก็ลอบปิติยินดีอย่างบ้าคลั่งในใจ
เขาเดาถูกจริงๆ
ฐานะของจวินปู้ป้ายเหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อายุขนาดนี้แล้ว ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ย่อมเก็บอาการได้มิดชิด ชายชราปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วตอบว่า
"ฉันกับสหายตัวน้อยถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น ของสิ่งนี้ฉันเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ขอยกให้แกก็แล้วกัน"
พูดจบ ทั้งเขาและปู้ซือเหมิงก็ต่างกลั้นใจรอฟังประโยคถัดไป
คนระดับจวินปู้ป้าย ไม่มีทางรับของขวัญล้ำค่าชิ้นนี้ไปฟรีๆ แน่นอน
ถึงตอนนั้น เขาก็จะอาศัยจังหวะนี้ผลักดันหลานสาวของตัวเองให้ไปเป็นลูกศิษย์ของจวินปู้ป้ายให้ได้ นี่แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงที่เขายอมงัดของล้ำค่าประจำตระกูลออกมา
ทว่าจวินปู้ป้ายกลับรับของชิ้นนั้นไปหน้าตาเฉย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและพูดว่า
"ถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น งั้นพวกเรามาสาบานเป็นพี่น้องกันดีไหม"
[จบแล้ว]