เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - คุกเข่าข้างเดียว คือวิถีแห่งราชัน!

บทที่ 13 - คุกเข่าข้างเดียว คือวิถีแห่งราชัน!

บทที่ 13 - คุกเข่าข้างเดียว คือวิถีแห่งราชัน!


บทที่ 13 - คุกเข่าข้างเดียว คือวิถีแห่งราชัน!

"กระบวนท่าเดียวเหรอ ฮ่าๆๆ พวกแกกำลังล้อเล่นอยู่หรือไง ทุกคนที่เคยอวดดีต่อหน้าจางเฉียง ตอนนี้กลายเป็นศพเย็นชืดไปหมดแล้ว เย็นชืดไปยันกระดูกเลยล่ะ"

ลั่วปินหัวเราะเยาะสองเสียง ก่อนจะขยับแว่นตา

"จางเฉียง ฆ่าพวกมันซะ"

"ครับ"

จางเฉียงพยักหน้า ร่างสูงสองเมตรพุ่งตัวออกไปทันที หมัดที่ชกออกไปก่อให้เกิดลมกระโชกแรง บ่งบอกถึงอานุภาพที่ร้ายกาจ

ทว่าเซียวซานกลับเหยียดยิ้ม มุมปากกระตุก แววตาฉายประกายจิตสังหาร เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วชกสวนออกไปหนึ่งหมัดเช่นกัน

"ลูกน้องแกนี่นะ กล้าปะทะหมัดตรงๆ ฮ่าๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว พวกแกคงไม่รู้สินะ ว่าจางเฉียงมีฉายาในโลกใต้ดินว่าราชันจอมพลัง ก็เพราะหมัดของมัน..."

ลั่วปินยังพูดไม่ทันจบ ก็ต้องหยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน

เพราะร่างอันใหญ่โตราวกับหอคอยเหล็กของจางเฉียง ล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดังสนั่น แขนขวาทั้งท่อนเริ่มมีรอยปริแตกนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น

"อ๊าก..."

จางเฉียงลงไปกองกับพื้น กุมแขนตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดทรมานสุดขีด เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ ทำไมจิตสังหารถึงได้รุนแรงขนาดนี้ เพียงแค่หมัดเดียว แขนขวาทั้งท่อนของเขาก็แหลกละเอียด

เซียวซานใช้เท้าเหยียบลงบนหน้าอกของเขา แล้วย่อตัวลงกระซิบที่ข้างหู

"คนอย่างแกเนี่ย ถ้าอยู่ชายแดนก็เป็นได้แค่พวกแนวหน้าตายก่อนเท่านั้นแหละ ใต้บังคับบัญชาของนายท่านมีกองทัพนับล้าน ทุกคนล้วนแข็งแกร่งกว่าแกทั้งนั้น สนามมวยใต้ดินมันก็แค่ของเล่นเด็ก ชาติหน้าก็อย่ามาเล่นอะไรแบบนี้อีกเลยนะ"

จางเฉียงกระอักเลือด หัวใจแหลกสลาย สิ้นลมหายใจไปในทันที

ผู้ใดกล้าแตะต้องนายท่าน ต้องตาย

เพียงแต่ก่อนตาย จางเฉียงได้ตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง จวินปู้ป้ายมาจากชายแดน เซียวซานไม่ได้โกหก เพราะเขารู้ดีว่ามีเพียงสนามรบชายแดนเท่านั้นที่จะหล่อหลอมจิตสังหารแบบนี้ได้ เขาตายอย่างไม่บ่ายเบี่ยง

ดินแดนอันแร้นแค้นและเหน็บหนาวอย่างชายแดน มักจะให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งเสมอ

"นี่... เป็นไปได้ยังไง"

ลั่วปินก้าวถอยหลังไปสองก้าว มองดูภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

และในตอนนั้นเอง จวินปู้ป้ายก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขา ทำเอาเขาร่างกายอ่อนระทวย ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

"แก... แกต้องการจะทำอะไร"

จวินปู้ป้ายถอดถุงมือออก ใช้มือเพียงข้างเดียวยกตัวลั่วปินที่หนักเกือบร้อยกิโลกรัมขึ้นมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะเหวี่ยงลงไปกองตรงที่นั่งที่ตัวเองเคยนั่งก่อนหน้านี้

"ภายในสิบนาที เรียกผู้นำตระกูลของแกมา ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าชาติตระกูลของพวกแก จะทำให้มังกรข้ามถิ่นอย่างฉันต้องยอมหมอบคุกเข่าได้ยังไง"

จวินปู้ป้ายนั่งลงบนเก้าอี้ ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบหน้าลั่วปินเอาไว้ ทำให้ใบหน้าของเขาแนบชิดติดกับพื้น ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด

ในเวลาเดียวกัน ก็มีรถจากัวร์อีกคันมาจอดที่หน้าประตู ชายสองคนคุมตัวผู้หญิงคนหนึ่งลงมาจากรถ

"เยี่ยนเยี่ยน"

ลั่วปินมองผู้หญิงคนนั้น เธอคือน้องสาวของเขา ลั่วเยี่ยนเยี่ยน

"นายท่าน จับตัวมาได้แล้วครับ"

ทหารสองคนคุมตัวลั่วเยี่ยนเยี่ยนมาตรงหน้าจวินปู้ป้าย

"ฉันเคยให้โอกาสเธอแล้ว แต่เธอไม่รู้จักรักษาไว้ ยี่สิบฉาด เพื่อให้จำใส่สมอง"

จวินปู้ป้ายเงยหน้าขึ้น จ้องมองใบหน้าเล็กๆ ที่สวยงามแต่เพิ่งจะหายบวม

"ไม่นะ..."

ลั่วเยี่ยนเยี่ยนดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่นั่นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้

เพียะ เพียะ เพียะ

เสียงตบหน้าดังขึ้นในร้านอย่างต่อเนื่อง ชัดเจนและดุดัน เพียงแต่ว่าคนในร้านต่างก็พากันวิ่งหนีเตลิดไปตั้งแต่ตอนที่จางเฉียงปรากฏตัวแล้ว

"ไอ้หนุ่ม แกคอยดูเถอะ พ่อฉันต้องฆ่าแกแน่"

ลั่วปินเผยสีหน้าบ้าคลั่ง พยายามอย่างยากลำบากในการล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วโทรออก

"พ่อ รีบมาช่วยผมด้วย พวกเราโดนรังแก มันชื่อจวินปู้ป้าย..."

ตอนนั้นเอง จวินปู้ป้ายก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่ชั้นลอยด้านบน

"ลุงเฉวียน ไม่ต้องหลบแล้ว สิบปีก่อน พอมีเรื่องทีไร ลุงก็ไปซ่อนตัวอยู่บนชั้นลอยตลอด ตอนนี้ก็ยังติดนิสัยเดิมอยู่อีก ลงมาเถอะ ผมรับรองว่าลุงจะปลอดภัย บะหมี่โรยต้นหอมสองชาม เพิ่มไข่ด้วย ขอบคุณครับ"

ทันใดนั้น เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้น ลุงเฉวียนที่มีผมหงอกขาวเดินลงมา บนมือมีผ้าขนหนูพาดอยู่

"ในเมื่อนายเรียกฉันว่าลุงเฉวียน แสดงว่าต้องเป็นลูกค้าเก่าแก่เมื่อนานมาแล้วแน่ๆ ตอนนี้มีแต่คนเรียกฉันว่าตาเฒ่าเฉวียน บะหมี่โรยต้นหอมสองชาม รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวมาเสิร์ฟ"

ลุงเฉวียนเปิดร้านบะหมี่หน้ามหาวิทยาลัยหลินโจวมาตั้งหลายปี ไม่ใช่คนไม่เคยเห็นโลก เรื่องชกต่อยวิวาทแบบนี้ เขาเห็นมาจนชินแล้ว การที่มีศพอยู่ในร้าน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการทำบะหมี่ของเขาเลย

ไม่กี่นาทีต่อมา บะหมี่โรยต้นหอมก็ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้าจวินปู้ป้าย กลิ่นหอมของต้นหอมผสมผสานกับไข่ดาวโชยมาเตะจมูก ทำให้จวินปู้ป้ายนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน และในตอนนั้นเอง ที่ด้านนอกก็มีรถโรลส์-รอยซ์อีกคันมาจอด

ชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีเดินลงมาจากรถ ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดูเป็นคนมีประสบการณ์ชีวิต

"จวินปู้ป้าย ฉันสืบเรื่องของนายมาแล้ว ฉันคิดว่าพวกเราน่าจะคุยกันได้นะ"

ลั่วอันเหอเดินเข้ามา หรี่ตามองจวินปู้ป้าย

ในฐานะผู้นำตระกูลลั่ว เขาย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ตอนที่เดินทางมา เขาก็ให้คนไปสืบเรื่องของจวินปู้ป้ายเรียบร้อยแล้ว

และผลที่ได้กลับทำให้รู้สึกตกใจ ข่มขู่โจวหลิน ฆ่าเฝิงหยวนข่าย สังหารคนของตระกูลเฝิง ตระกูลลั่ว และตระกูลหลี่ นี่มันมังกรข้ามถิ่นชัดๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ นอกเหนือจากนี้ เขากลับสืบอะไรไม่ได้อีกเลย ประวัติของจวินปู้ป้ายว่างเปล่า

หากจะสืบลึกลงไป ระบบก็แจ้งว่าสิทธิ์ไม่เพียงพอ เป็นความลับระดับ SSS สำหรับศัตรูที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแบบนี้ ลั่วอันเหอมักจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

"ตอนที่ฉันกินข้าว ฉันไม่ชอบให้ใครมารบกวน เข้าใจไหม"

จวินปู้ป้ายพูดจบ ก็ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่โรยต้นหอมในชามของตัวเอง คีบเข้าปากทีละคำทีละคำ

ภายใต้รังสีอำนาจที่ทรงพลัง ลั่วอันเหออ้าปากค้างแต่กลับไม่มีความกล้าพอที่จะพูดอะไรออกมา ได้แต่ยืนรอเงียบๆ อยู่ข้างๆ ต่อให้ลั่วเยี่ยนเยี่ยนกับลั่วปินจะส่งสายตาขอความช่วยเหลือ เขาก็ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

กินเสร็จ จวินปู้ป้ายก็ยังคงเหยียบหัวลั่วปินเอาไว้ แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลั่วอันเหอ

"แกต้องการจะคุยเรื่องอะไร"

"จวินปู้ป้าย ฉันมีเพื่อนอยู่ในกองทัพนะ"

น้ำเสียงของลั่วอันเหอแฝงไปด้วยการข่มขู่ จ้องมองจวินปู้ป้ายด้วยสายตาเอาเรื่อง เขาคิดว่าจวินปู้ป้ายจะต้องหวาดกลัว

แต่ทว่า จวินปู้ป้ายกลับทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดนั้น

"อ้อ แล้วไงล่ะ"

จวินปู้ป้ายหัวเราะเบาๆ

ในตอนนั้นเอง ก็มีรถจี๊ปทหารคันหนึ่งมาจอดที่หน้าป้ายร้าน ชายสวมชุดไปรเวทใบหน้าดุดันขึงขังเดินลงมาจากรถ

"ฮ่าๆๆ แกจบเห่แน่ นี่คือคุณอาหวังของฉัน เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกับพ่อฉัน แกกล้าแหยมกับพ่อฉัน ก็เท่ากับแหยมกับคุณอาหวังด้วย"

ลั่วปินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของจวินปู้ป้ายหัวเราะร่วน

"จวินปู้ป้าย แกกล้าตบหน้าฉัน โตมาป่านนี้ ฉันลั่วเยี่ยนเยี่ยนยังไม่เคยโดนใครตบหน้ามาก่อน ตระกูลลั่วของฉันในเมืองหลินโจว ไม่เคยต้องมาเสียเปรียบแบบนี้ มีแต่ฉันลั่วเยี่ยนเยี่ยนที่เป็นฝ่ายรังแกคนอื่น ไม่เคยมีใครกล้ารังแกฉัน"

ลั่วเยี่ยนเยี่ยนยืนอยู่ข้างๆ กุมใบหน้าที่สวยงามเอาไว้ แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ลูกคุณหนูอย่างเธอ ไม่เคยต้องมาทนรับความอัปยศแบบนี้มาก่อน

"จวินปู้ป้าย ปล่อยลูกชายกับลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้"

ลั่วอันเหอเห็นเพื่อนมาถึง ก็รู้ว่าตัวเองมีคนคอยหนุนหลังแล้ว จึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำนาจเพิ่มขึ้นมาทันที

ทว่า จู่ๆ พวกเขากลับได้ยินเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

"กองร้อยสอดแนมที่สอง กองทัพกลุ่มแดนบูรพา หวังต้าเฟย มารายงานตัวต่อพันเอกพิเศษเซียวครับ"

ทันใดนั้น ชายคนที่เพิ่งมาถึง ก็ทำความเคารพแบบทหารอย่างสมบูรณ์แบบให้กับเซียวซานที่อยู่ข้างๆ พร้อมกับตะโกนรายงานตัวเสียงดัง ทำเอาลั่วอันเหอกับลูกๆ ทั้งสามคนถึงกับอึ้งแดกไปเลย

แต่แล้ว ชายคนนั้นก็หันไปเห็นจวินปู้ป้าย เขารีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที

"หวังต้าเฟย คารวะนายท่านครับ"

"นี่มัน..."

ลั่วอันเหอสูดลมหายใจเข้าลึก เขารู้ดีว่าเพื่อนเก่าคนนี้มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน หลังจากกลับมาจากชายแดนแดนบูรพา ก็มาประจำการเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมืองหลินโจว แต่ตอนนี้ เขากลับมารายงานตัวต่อเซียวซานคนนั้น

สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือ เขาถึงกับคุกเข่าข้างเดียวให้กับจวินปู้ป้าย กฎหมายแคว้นเซี่ยระบุไว้ว่า ระหว่างแม่ทัพนายกอง ผู้ที่มียศต่ำกว่า เมื่อพบผู้ที่มียศสูงกว่า จะต้องทำวันทยหัตถ์ แต่การคุกเข่าข้างเดียวนั้น มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น

นั่นคือการทำความเคารพจูโหว!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 13 - คุกเข่าข้างเดียว คือวิถีแห่งราชัน!

คัดลอกลิงก์แล้ว