เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ยกเขาให้ฉันเถอะ

บทที่ 12 ยกเขาให้ฉันเถอะ

บทที่ 12 ยกเขาให้ฉันเถอะ


บทที่ 12 ยกเขาให้ฉันเถอะ

กลับมาที่วิลล่า

เสิ่นลั่งอุ้มซูเมี่ยวหานไปที่ห้องนอนแล้ววางเธอลงบนเตียง จากนั้นก็เดินไปหยิบผ้าขนหนูในห้องน้ำมาเช็ดหน้าให้เธออย่างคล่องแคล่ว

เขาไม่รอช้า รีบเดินตรงไปที่ครัวเพื่อต้มซุปแก้เมาค้าง แล้วป้อนให้เธอทีละช้อนอย่างอดทน

จ้าวอี้ถิงยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ

เธอไม่ค่อยได้พูดคุยหรือคลุกคลีกับเสิ่นลั่งมากนัก

ปกติแล้วซูเมี่ยวหานก็ไม่ค่อยพูดถึงเสิ่นลั่งให้เธอฟังเท่าไหร่นัก

ในจิตใต้สำนึกของเธอ เธอก็คิดเหมือนกับเฉินเมิ่งว่าเสิ่นลั่งเป็นแค่แมงดาไร้ประโยชน์ที่หวังแค่เงินทองและฐานะ

ทว่าเมื่อได้เห็นความอ่อนโยนและความอดทนของเสิ่นลั่งในตอนนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองเขาในมุมใหม่

"นายคอยดูแลพี่ซูแบบนี้บ่อยไหม" จ้าวอี้ถิงเอ่ยถาม

เสิ่นลั่งยิ้มและตอบว่า "ถึงยังไงเธอก็เป็นนายจ้างของผมนี่ครับ เธอให้เงินผมตั้งห้าล้าน ผมไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนเธอหรอก ก็ทำได้แค่ช่วยแบ่งเบาภาระเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ เพื่อที่เวลากลับมาบ้านเธอจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องพวกนี้อีกน่ะครับ"

จ้าวอี้ถิงถึงกับอึ้งไป

จังหวะนั้นเอง สีหน้าของซูเมี่ยวหานก็เปลี่ยนไปทันที เธอพลิกตัวไปที่ขอบเตียงแล้วเริ่มอาเจียนออกมา

เสิ่นลั่งหลบไม่ทัน อ้วกของเธอจึงเลอะตัวเขาไปหมด

ไม่ว่าผู้หญิงจะสวยแค่ไหน แต่อ้วกก็คืออ้วก กลิ่นเหม็นคละคลุ้งลอยฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง

จ้าวอี้ถิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็โดนเศษอ้วกกระเด็นใส่ เธอร้องกรี๊ดออกมาแล้วรีบถอยกรูดไปด้านหลัง

เมื่อหันกลับไปมองเสิ่นลั่ง เธอกลับพบว่าสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังค่อยๆ เช็ดคราบอ้วกที่มุมปากของซูเมี่ยวหานอย่างเบามือ

จ้าวอี้ถิงถึงกับยืนนิ่งงัน นี่เขาไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิดเลยเหรอ

เธอเอาแต่จ้องมองเสิ่นลั่งที่ค่อยๆ ทำความสะอาดอย่างใจเย็นจนเสร็จเรียบร้อยและเดินเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นถึงได้ดึงสติกลับมาได้

เธอต้องยอมรับเลยว่า ผู้ชายคนนี้ช่างอ่อนโยนและใจเย็นมากจริงๆ

แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะมองว่าเขาหน้าตาดีอยู่แล้ว แต่เวลาที่เสิ่นลั่งคอยดูแลเอาใจใส่ใครสักคนอย่างทะนุถนอม เขากลับดูมีออร่าความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจนทำให้คนมองรู้สึกอบอุ่นหัวใจตามไปด้วย

จู่ๆ เธอก็อยากมีลูกหมาน้อยในสัญญาที่ทั้งหล่อและอ่อนโยนแบบเขาบ้างแล้วสิ...

เช้าวันรุ่งขึ้น

เสิ่นลั่งเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ ซูเมี่ยวหานกับจ้าวอี้ถิงก็อาบน้ำแต่งตัวเดินออกมาจากห้องพอดี

"ตื่นกันแล้วเหรอครับ มาทานอาหารเช้าสิ" เสิ่นลั่งเพิ่งจะยกอาหารเช้าออกมาจากครัว พอเห็นพวกเธอเดินมา เขาก็ส่งยิ้มสดใสให้

"ว้าว อาหารเช้าน่าทานจังเลย! เสิ่นลั่ง นี่นายทำเองทั้งหมดเลยเหรอ" จ้าวอี้ถิงมองดูอาหารเช้าบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ

ขนมกุ้ยฮวาสีเหลืองทองถูกทำเป็นรูปหัวใจและประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สด

พายทุเรียนถูกปั้นเป็นรูปสัตว์ตัวน้อยน่ารักหลากหลายชนิด

นอกจากนี้ยังมีโจ๊กหมูสับที่หน้าตาน่าทาน กลิ่นหอมฉุยเตะจมูกมาแต่ไกล ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี

เธอไม่คิดเลยว่าเสิ่นลั่งจะมีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้

"คุณจ้าวชมเกินไปแล้วครับ แค่ฝีมือทำอาหารงูๆ ปลาๆ ไม่ได้เรื่องอะไรหรอกครับ" เสิ่นลั่งเอ่ยอย่างถ่อมตัว

ซูเมี่ยวหานมองอาหารเช้าน่าทานมากมายบนโต๊ะด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

หลายปีที่ผ่านมา เสิ่นลั่งมักจะหาสารพัดวิธีมาทำอาหารเช้าให้เธอทานอยู่เสมอ เมื่อก่อนเธอเคยมองข้ามและไม่เคยใส่ใจมันเลย แต่พอลองมาคิดดูดีๆ ต่อให้เธอจ้างเชฟระดับห้าดาวมาทำอาหารให้ ก็ใช่ว่าเธอจะได้ทานอาหารดีๆ แบบนี้ทุกวันเสียเมื่อไหร่ล่ะ

"ว้าว อร่อยจังเลย! เสิ่นลั่ง เมื่อก่อนนายเคยเรียนทำอาหารมาเหรอ" จ้าวอี้ถิงนั่งลง หยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นมากัดคำหนึ่ง ดวงตากลมโตของเธอก็โค้งเป็นสระอิด้วยความอร่อยทันที

เสิ่นลั่งยิ้มและตอบว่า "เปล่าหรอกครับ เมื่อก่อนตอนอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ผมมักจะทำอาหารให้เด็กๆ ที่นั่นทานเป็นประจำน่ะครับ พอเมื่อสามปีก่อนย้ายมาอยู่ที่บ้านประธานซู ผมมีเวลาว่างเยอะขึ้น ก็เลยลองศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองดูครับ"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูเมี่ยวหานก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกตะลึง "นายเป็นเด็กกำพร้าเหรอ"

เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางครั้งเสิ่นลั่งก็จะหายหน้าไปสองสามวันแล้วบอกว่าจะกลับบ้าน เธอจึงคิดมาตลอดว่าเสิ่นลั่งมีครอบครัว

เธอไม่คาดคิดเลยว่าจริงๆ แล้วเขาจะเป็นเด็กกำพร้า

ซูเมี่ยวหานรู้สึกสับสนในใจ เธอเย็นชาและหมางเมินกับสามีในสัญญาคนนี้มากแค่ไหนกันเนี่ย เวลาผ่านไปตั้งหลายปี เธอกลับไม่รู้แม้กระทั่งภูมิหลังของเขาเลย

"ใช่ครับ คุณปู่หลี่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเก็บผมมาจากกองขยะแล้วเลี้ยงดูผมมา พอผมอายุห้าขวบก็มีครอบครัวหนึ่งรับผมไปเลี้ยง แต่พอผมอายุสิบขวบ พวกเขาก็มีลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง ก็เลยส่งผมกลับมาน่ะครับ"

เสิ่นลั่งทานอาหารเช้าไปพลาง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยขณะพูด ราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

"ขอโทษนะเสิ่นลั่ง ฉันไม่คิดเลยว่าภูมิหลังของนายจะน่าสงสารขนาดนี้" แววตาของจ้าวอี้ถิงเต็มไปด้วยความสงสารและรู้สึกผิด

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมปลงมาตั้งนานแล้ว" เสิ่นลั่งดึงทิชชูมาเช็ดปาก ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า "ประธานซู คุณจ้าว ทานกันตามสบายเลยนะครับ ผมขอตัวก่อน"

ซูเมี่ยวหานเผยอริมฝีปากสีแดงระเรื่อ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมีจ้าวอี้ถิงอยู่ด้วย นิสัยที่เย็นชาและเย่อหยิ่งของเธอก็ทำให้เธอไม่ยอมเอ่ยปากรั้งเขาไว้ เธอทำได้เพียงมองดูเสิ่นลั่งเดินจากไปอย่างหมดหนทาง

"พี่ซู พี่จะยกเลิกสัญญากับเสิ่นลั่งจริงๆ เหรอ" จ้าวอี้ถิงกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถาม

ซูเมี่ยวหานขมวดคิ้ว "ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ"

"พี่ซู ถ้าพี่จะยกเลิกสัญญากับเขาจริงๆ งั้นยกเขาให้ฉันได้ไหม"

"ยกให้เธอเหรอ" ซูเมี่ยวหานมองเธออย่างประหลาดใจ

จ้าวอี้ถิงพยักหน้า "พี่ก็รู้ว่าพ่อฉันอยากให้ฉันแต่งงานกับเย่เซิง หมอนั่นมันพวกเพลย์บอยตัวพ่อ เปลี่ยนแฟนใหม่ทุกสามวัน ฉันล่ะเกลียดขี้หน้ามันจริงๆ"

"ฉันอยากจะทำตามอย่างพี่น่ะ หาไม้กันหมาสักคนมาแอบจดทะเบียนสมรสด้วยกัน พ่อจะได้เลิกบังคับฉันสักที ฉันว่าเสิ่นลั่งนี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"

จู่ๆ ซูเมี่ยวหานก็รู้สึกใจหายวาบ ลำคอของเธอแห้งผาก

"ได้ไหมพี่ซู พี่คงไม่หวงเขาหรอกใช่ไหม" เมื่อเห็นเธอไม่ตอบ จ้าวอี้ถิงก็พูดต่อ "ถึงยังไงพี่ก็มีฉู่กงเจ๋ออยู่แล้วนี่นา"

"ฉันกับอาเจ๋อ..." เมี่ยวหานอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อคิดได้ว่ามันไม่จำเป็น "อี้ถิง เธอกับเขาไม่เหมาะสมกันหรอก"

"ทำไมล่ะ ก็แค่แต่งงานตามสัญญาไม่ใช่เหรอ ฉันไม่ได้หลงรักเขาจริงๆ สักหน่อย ฉันแค่ต้องการไม้กันหมา มันจะไม่เหมาะสมตรงไหน" จ้าวอี้ถิงรู้สึกงุนงงมาก

ซูเมี่ยวหานชะงักไปไม่กี่วินาที "เขาป่วยน่ะ เขาเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงสองเดือนหรอก"

"หา!" จ้าวอี้ถิงกรีดร้องออกมา ดวงตาของเธอเบิกกว้าง "เป็นไปได้ยังไง!"

"เพราะฉะนั้นพวกเธอไม่เหมาะสมกันจริงๆ นั่นแหละ อีกอย่าง พ่อเธอก็เคยเจอเขาแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้ป่วย ถ้าเธอพาเขากลับบ้าน พ่อเธอก็ไม่มีทางเชื่อหรอก"

จ้าวอี้ถิงรู้สึกมึนงงไปหมด รอยยิ้มที่อบอุ่นและสดใสของเสิ่นลั่งผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างห้ามไม่อยู่

ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันแรกที่เธอได้รู้จักเขา เขาก็มักจะมีท่าทีที่ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิอยู่เสมอ

เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดอะไรกับเสิ่นลั่งเลย แถมยังไม่เคยมองเขาในแง่ดีด้วยซ้ำ เธอไม่เคยแม้แต่จะเสียเวลาพูดคุยกับเขาเกินสองสามประโยคเลยด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าเธอจะแสดงท่าทีแย่ใส่เขาแค่ไหน ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกครั้งที่เสิ่นลั่งเห็นเธอ เขาก็จะทักทายเธอด้วยรอยยิ้มและเรียกเธออย่างสุภาพว่า "คุณจ้าว" เสมอ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสงสารหรืออะไรกันแน่ แต่ในเวลานี้ เธอรู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด แม้แต่อาหารเช้าแสนอร่อยบนโต๊ะก็ยังกลายเป็นของจืดชืดไร้รสชาติไปเลย

จบบทที่ บทที่ 12 ยกเขาให้ฉันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว