- หน้าแรก
- ยุคแห่งทวยเทพ เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์ระดับเทพ ข้าปั้นอารยธรรมไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 330 ตื่นขึ้นอีกครั้ง (ฟรี)
บทที่ 330 ตื่นขึ้นอีกครั้ง (ฟรี)
บทที่ 330 ตื่นขึ้นอีกครั้ง (ฟรี)
“เกิดอะไรขึ้น!”
โจวิสรีบกวาดตามองไปรอบด้าน แล้วตะโกนสั่งเสียงดังลั่นว่า
“ปิดสปอตไลต์ทั้งหมด ยกเลิกแผนเดิม ทุกคนขึ้นเรือ!”
ดวงตาเขาเป็นประกาย กวาดมองไปทั่ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลึกเข้าไปในใจกลางเกาะ อยู่ๆ แววตาที่เคยสงบนิ่งก็ฉายแววตะลึงงันขึ้นมาวูบหนึ่ง วินาทีถัดมาเขาก็หันขวับไปตะโกนลั่นว่า
“ทุกคนฟัง! ออกจากเกาะเดี๋ยวนี้!”
“เตรียมปืนใหญ่หลัก เล็งไปที่เกาะ รอฟังคำสั่งฉัน!”
พร้อมกันนั้น เขาก็เปิดช่องสื่อสารเฉพาะของบุตรแห่งฝันร้าย พูดกับเอลตันกับฮอล์ที่ยังอยู่บนเกาะว่า
“พวกนายสองคนไม่ต้องสนใจลูกน้องแล้ว รีบกลับมาเดี๋ยวนี้”
ฮอล์ถามขึ้นในช่องสื่อสารว่า
“นายเห็นอะไร?”
โจวิสไม่ปิดบัง ตอบตรงๆ ว่า
“ฉันเห็นภูเขาในเกาะมันขยับ”
เหล่าบุตรแห่งฝันร้ายต่างใจหายวาบ เดิมทีฮอล์กับเอลตันยังคิดจะฉวยโอกาสช่วยลูกน้องออกมาด้วย แต่พอได้ยินเท่านั้นก็ไม่พูดพร่ำ ทำใจแข็งทิ้งลูกน้องไว้ รีบพุ่งตรงไปยังเรือหุ้มเกราะที่สตาร์ทเครื่องรออยู่ทันที
“นี่มันไม่ใช่เกาะเหมืองเหรอ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้?”
โจวิสจ้องเขม็งไปยังสิ่งมหึมานั้นที่ขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้แรงสั่นไหวมากกว่าครั้งก่อน ตามประสบการณ์ของเขาแล้ว—
“ฉันสงสัยว่ามีเทพผ่านมาเกาะนี้โดยบังเอิญ เลยทำให้เบอร์นีกับคนอื่นๆ ตาย”
“เทพ?”
คำนี้ทำเอาเหล่าบุตรแห่งฝันร้ายสะท้านในอก ต่างมองไปยังเกาะด้วยความตะลึงงัน พอดีกับจังหวะที่ภูเขาบนเกาะซึ่งถูกหมอกดำปกคลุมอยู่ขยับตัวอีกครั้ง ทำเอาหัวใจทุกคนกระตุกตามไปด้วย
บุตรแห่งฝันร้ายสองคนใช้ความเร็วสุดกำลังพุ่งขึ้นเรือ ขณะเดียวกัน เจ้าสัตว์ประหลาดหนวดนับไม่ถ้วนก็ถอนร่างหลักออกจากใต้ดิน กลายเป็นก้อนกลมขนาดเท่าตึกเตี้ยๆ กลิ้งลงทะเลไป ระหว่างกลิ้งผ่านเรือหุ้มเกราะ ลูกเรือบนดาดฟ้าจำนวนมากรู้สึกคลื่นไส้ หน้ามืดตาลาย หลายคนที่ยืนใกล้กราบเรือถึงกับเผลอปีนขึ้นไปบนราวเรือ ทำท่าจะกระโดดลงทะเลโดยไม่รู้ตัว
ยังดีที่บุตรแห่งฝันร้ายคนหนึ่งชี้นิ้วออกไปทีเดียว ดัง “แปะ” เบาๆ ทุกคนก็เหมือนถูกปลุกให้ตื่น กลับมามีสติอีกครั้ง
ก้อนหนวดมุดลงทะเลหายวับไป เรือหุ้มเกราะสตาร์ทเครื่องแล้ว แต่ยังเทียบท่าอยู่ริมฝั่งเพื่อรับคนที่เหลือ
ทว่าในตอนนั้นเอง ใจกลางเกาะก็มีเสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้น คล้ายเสียงสัตว์ยักษ์ที่คำรามโดยไม่รู้สึกตัว คลื่นอากาศลูกหนึ่งผลักหมอกสีเทาให้ถาโถมออกมา เหล่าลูกเรือที่วิ่งมาถึงริมเรือเตรียมจะขึ้น ต่างล้มลงพรึ่บพร้อมกันราวโดนฟัน หมอกสีเทากวาดผ่านเรือหุ้มเกราะ ลูกเรือบนดาดฟ้าล้มระเนระนาด มีเพียงบุตรแห่งฝันร้ายหกคนกับนักรบแห่งสายเลือดที่แข็งแกร่งอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ได้
พร้อมกันนั้น ยอดเขาสูงตระหง่านในระยะไกลก็เริ่ม...ยกตัวสูงขึ้นทีละน้อย เจตจำนงจางๆ แต่ชวนให้หวาดกลัวกำลังค่อยๆ ตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้า
“อย่าไปสนพวกนั้นแล้ว ถอนกำลังเดี๋ยวนี้!”
ไอน้ำพวยพุ่งออกจากปล่องเรือหุ้มเกราะอย่างต่อเนื่อง เรือรบขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ แล่นออกห่างจากฝั่ง ทิ้งเหล่าสมาชิกหน่วยย่อยสำรวจหลายสิบคนที่ล้มกลิ้งอยู่บนชายฝั่ง ห่างจากเรือไม่ถึงห้าสิบเมตร
แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดตำหนิเรื่องทอดทิ้งคนเจ็บ เพราะภูเขาในใจกลางเกาะเบื้องหน้านั้นยกตัวสูงขึ้นไปแล้วหลายร้อยเมตร ขณะที่เจตจำนงอันน่าหวาดหวั่นและกดดันนั้นได้ตื่นขึ้นเต็มที่ มันกวาดผ่านโดยไม่รู้ตัว ทุกคนมองเห็นชัดว่าบรรดาสัตว์ประหลาดในน่านน้ำรอบเกาะกำลังหนีออกจากทะเลแถบนี้กันอลหม่าน
บุตรแห่งฝันร้ายทั้งหกยืนอยู่บนดาดฟ้า มองออกไปไกลโพ้น บุตรแห่งฝันร้ายอีกคนหนึ่งชื่อมาร์กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะลึงงันว่า
“นั่นคือเทพของโลกนี้งั้นเหรอ?”
โจวิสพยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าเดาไม่ผิด ก็น่าจะใช่”
พูดจบเขาก็หันกลับมา ตบมือเรียกความสนใจจากทุกคนแล้วเอ่ยว่า
“พอกันได้แล้ว อย่ามองนาน เดี๋ยวจะไปสะดุดตาท่านเข้า เรือรบเตรียมเร่งความเร็ว ออกจากน่านน้ำนี้ให้ไกลที่สุด ส่งข่าวรายงานท่านไกนิลุน ให้ท่านไกนิลุนลงมือเอง เรื่องนี้เกินระดับที่พวกเราจะไปยุ่งแล้ว”
“แต่ท่านไกนิลุนกำลังตามล่าบัญชีเทพอัจฉริยะของมนุษย์อยู่ เกรงว่าจะไม่มีเวลา”
“งั้นก็รอให้ท่านไกนิลุนว่างค่อยว่ากัน ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว”
เหล่าบุตรแห่งฝันร้ายต่างนิ่งเงียบ
ตูม!
เสียงระเบิดก้องหูดังขึ้นอีกครั้ง ดึงความสนใจของพวกเขากลับมา ทุกคนหันไปมองผืนน้ำไกลโพ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เห็นภาพที่ทำให้ตาค้าง—ผืนน้ำสุดสายตาเบื้องหน้าถูกดันจนโป่งขึ้นเป็นโดมยักษ์ เส้นผ่านศูนย์กลางนับกิโลเมตร วินาทีถัดมา ความเย็นยะเยือกชวนสยองก็พุ่งเข้ามาปะทะหน้า ทุกคนคลับคล้ายคลับคลาว่า...
“อย่ามองอีก!”
โจวิสตบหน้าสหายหลายคนติดๆ กันจนได้ยินเสียงดังเพียะๆ ปลุกให้ตื่น บุตรแห่งฝันร้ายทั้งหลายถึงกับผงะ เมื่อรู้ตัวอีกที พวกเขากลับมายืนอยู่ตรงขอบดาดฟ้าแล้วโดยไม่รู้ตัว ยังไม่ทันทำอะไร ก็ได้ยินเสียงตวาดเข้มงวดจากสหายดังขึ้นว่า
“ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องพูด รีบลงจากดาดฟ้าเดี๋ยวนี้!”
“โฮกกก!”
เสียงคำรามสนั่นฟ้าแผดก้อง ตามมาด้วยคลื่นยักษ์ถาโถมซัดเรือหุ้มเกราะยาวกว่าร้อยเมตรให้ลอยขึ้น ก่อนจะกระแทกตกลงมาอย่างแรง ความเย็นเยียบกัดกระดูกแฝงด้วยแรงชักนำทางจิตที่ทำให้สติคนสั่นไหว
แต่แรงชักนำทางจิตระดับนี้ยังไม่อาจส่งผลต่อเหล่าบุตรแห่งฝันร้ายได้ พวกเขาแทบไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว รีบวิ่งกรูลงไปในเรือทันที
พอพากันมุดเข้าไปในตัวเรือ ทุกคนก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง เหล่าบุตรแห่งฝันร้ายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คนหนึ่งถามขึ้นว่า
“เมื่อกี้นั่นมันอะไร?”
โจวิสเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เป็นเทพอีกองค์หนึ่ง!”
“เทพอีกองค์หนึ่ง?”
“ดูเหมือนท่านกำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะนั่น”
“ท่านจะทำอะไร?”
ไม่มีใครตอบ แต่ในใจทุกคนล้วนมีคำตอบของตัวเอง
เอลตันมองคนอื่นๆ รวมถึงกัปตันโจวิส ทุกคนดูจะตื่นเต้นกันไม่น้อย สีหน้าก็เต็มไปด้วยความคันไม้คันมือ แต่กลับไม่มีใครพูดออกมาก่อน
จนกระทั่ง...
เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากที่ไกลโพ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงคำรามต่ำที่ชวนสยองยิ่งกว่าเดิม ดวงตาของบุตรแห่งฝันร้ายทั้งหกเป็นประกายขึ้นพร้อมกัน โจวิสผุดลุกขึ้นตะโกนว่า
“ลงมือ!”
บุตรแห่งฝันร้ายอีกห้าคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน เอ่ยเสียงต่ำว่า
“งั้นก็ลงมือ”
โจวิสสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นในอกให้สงบลง เอ่ยเสียงต่ำว่า
“อย่าเพิ่งตื่นเต้น ดูสถานการณ์ก่อน หาจังหวะให้ดี แล้วพวกเรา...”
ลึกเข้าไปในเกาะ ที่ซึ่งในสายตาของเหล่าบุตรแห่งฝันร้ายคือภูเขาสูงลูกหนึ่ง แท้จริงแล้วคือก้อนเนื้อยักษ์ที่แผ่ขยายกินพื้นที่กว้างกว่าสามกิโลเมตรอยู่กลางเกาะ
ผิวด้านนอกของก้อนเนื้อยักษ์เต็มไปด้วยรอยย่น ปกคลุมด้วยชั้นเนื้อแข็งราวกับเกล็ดหนาๆ ดูเผินๆ ไม่ต่างจากภูเขาหินจริงๆ
บนภูเขาเนื้อนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ มีเพียงการกระเพื่อมขึ้นลงของมันทุกๆ หลายวัน คล้ายการหายใจของภูเขาเนื้อ
การหายใจลักษณะนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง ซึ่งตามปกติแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ที่หลับใหลกำลังจะตื่นขึ้น
ในสายตาคนภายนอก ดูเหมือนภูเขาเนื้อนี้กำลังจะฟื้นขึ้นมา ทว่าในแกนกลางลึกเข้าไปด้านในของภูเขาเนื้อ ภายในช่องว่างที่ถูกหุ้มด้วยผนังเนื้อหนาเหนียว กลับมีวังวนความโกลาหลสีเทาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายและการทำลายล้างกำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้า ที่ศูนย์กลางของวังวน มีลูกบาศก์หนึ่งกำลังหมุนอยู่ช้าๆ มันแผ่กลิ่นอายลึกลับออกมา ดูก้ำกึ่งระหว่างของจริงกับภาพลวงตา ทุกครั้งที่มันหมุน จะมีหมอกสีเทาเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแยกของลูกบาศก์ หลอมรวมเข้าไปในวังวนความโกลาหล
ลูกบาศก์สร้างสรรค์!
ลูกบาศก์สร้างสรรค์ของหลินเซียว
หากตอนนี้มีใครสักคนสามารถมองเห็นด้านในของลูกบาศก์สร้างสรรค์นี้ได้ ก็จะพบว่ากลางพื้นที่ภายในซึ่งไร้แนวคิดเรื่อง “ขอบเขต” นั้น มีทรงกลมผลึกที่เปล่งประกายระยับลอยอยู่ ส่วนรอบนอกเป็นวังวนความโกลาหลที่เจือจางลงมากแล้ว
หากมองให้ดี จะพบว่าวังวนความโกลาหลที่เจือจางนี้ แท้จริงประกอบขึ้นจากเศษวิญญาณที่เหมือนโคลนสกปรกประหลาดนับไม่ถ้วน
ทรงกลมผลึกหมุนช้าๆ แผ่แรงดึงดูดไร้รูปแต่มีตัวตนออกมาทีละเส้น แรงดึงดูดนี้กระจายตัวออกไปในวังวนความโกลาหลรอบๆ ดึงดูดให้เศษวิญญาณทีละสายไหลเข้าสู่ทรงกลม
ทุกครั้งที่มีกระแสคลื่นลี้ลับซึ่งยากจะอธิบายได้พุ่งออกมา หมอกสีเทาเส้นเล็กๆ ก็จะถูกพ่นออกมาจากทรงกลม ขณะเดียวกัน ภายในทรงกลมก็สว่างขึ้นอีกนิด แรงดึงดูดที่ปล่อยออกมาก็เข้มข้นขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ภายในทรงกลมผลึกคือมหาสมุทรแห่งแสงบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยแสงนับไม่ถ้วนรวมตัวกัน กลางมหาสมุทรแสงนั้น มีร่างโปร่งใสของหลินเซียวนั่งขัดสมาธิอยู่ วงล้อแสงหนึ่งวงบานสะพรั่งอยู่ด้านหลังเขา
นั่นคือวิญญาณเทพของเขา ส่วนมหาสมุทรแสงบริสุทธิ์รอบๆ ก็คือเศษวิญญาณที่ถูกลูกบาศก์สร้างสรรค์ชำระล้างจนสะอาดบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิงทีละสาย
หลังจากที่ร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายกับก้อนรวมวิญญาณนั้นพยายามจะกลืนวิญญาณเทพของเขาพร้อมกัน เพื่อยึดครองร่างเทพของเขา แต่กลับถูกลูกบาศก์สร้างสรรค์กลืนเสียเอง บุตรแห่งฝันร้ายทั้งหมดก็ล้มตาย สงครามจึงปิดฉากลง
หลังสงครามจบลง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น เพราะตั้งแต่วิญญาณเทพของเขาเข้าสู่ลูกบาศก์สร้างสรรค์เพื่อเอาชีวิตรอด หลินเซียวก็ไม่รู้เรื่องราวภายนอกอีกเลย รู้เพียงว่าเขาเริ่มต้นการหลอมรวมที่กินเวลานานอย่างไม่อาจวัดได้ โดยอาศัยพลังของลูกบาศก์สร้างสรรค์ หลอมร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายและก้อนรวมวิญญาณนั้นอย่างช้าๆ
ร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายถูกเขาหลอมไปตั้งแต่เนิ่นๆ ทว่ากว่าจะทำได้ ก็แทบจะใช้พลังแห่งโชคชะตาที่เหลืออยู่ไปจนหมดสิ้น เพราะฉะนั้น ตอนจะหลอมก้อนรวมวิญญาณต่อ เขาจึงไม่มีพลังแห่งโชคชะตาพอให้ใช้ได้อีก ต้องค่อยๆ กัดเซาะไปทีละน้อยแบบน้ำเซาะหิน จนถึงตอนนี้ ก้อนรวมวิญญาณที่ประกอบด้วยวิญญาณนับล้านได้ถูกหลอมไปแล้วเกินเก้าส่วนในสิบ อีกไม่นานก็จะหลอมได้หมดสิ้น
ส่วนทรงกลมผลึกที่เขาพักพิงอยู่นั้น ไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่เกิดจากการหลอมร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายกับก้อนรวมวิญญาณนับล้าน แต่แท้จริงแล้วคือแก่นแท้แกนกลางระบบคริสตัลวอลล์
ใช่แล้ว แก่นแท้แกนกลางระบบคริสตัลวอลล์
ระหว่างที่เขาหลอมร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายกับก้อนรวมวิญญาณนับล้านนั้น โดยเฉพาะหลังจากหลอมร่างอวตารเจตจำนงแห่งฝันร้ายเสร็จ เขาก็พบว่าวิญญาณเทพของตัวเองไม่อาจทนรับพลังของเจตจำนงแห่งฝันร้ายได้เลย
ทั้งในแง่ “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” เขาไม่อาจรองรับได้แม้แต่น้อย
อย่างไรเสีย นั่นคือเจตจำนงแห่งฝันร้าย เป็นพลังจากจักรวาลคริสตัลวอลล์อันมหึมาที่ครอบครองเหล่าลอร์ดอำนาจผู้ยิ่งใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน มีกษัตริย์ผู้ทรงพลังนับร้อย มีจอมมารฝันร้ายนับสิบล้านหรือกระทั่งนับร้อยล้านที่แต่ละตนล้วนเทียบได้กับเทพแท้ มีอารยธรรมเทพอันยิ่งใหญ่ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังและระดับชั้น ก็ยังเกินกว่าที่จินตนาการได้ ด้วยระดับของเขาในตอนนี้ จะไปแบกรับได้อย่างไร
ความจริงแล้ว ยังดีที่ตอนนั้นจุดที่มันปรากฏตัวคือในสงครามแดนเทพ ขอบเขตของบุตรแห่งฝันร้ายสามคนนั้นถูกจำกัดอยู่ที่ขั้นแปด จึงกดทับพลังของมันเอาไว้ได้ หากตอนนั้นเกิดในโลกนี้ เขาคงต้องเผชิญหน้ากับตัวตนระดับเทพแท้เต็มตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
และตัวตนที่ทรงพลังถึงเพียงนั้น ต่อให้เหลือแค่เศษเสี้ยวพลัง เขาก็ต้องใช้ลูกบาศก์สร้างสรรค์เผาผลาญพลังแห่งโชคชะตาไปเกือบหมด กว่าจะค่อยๆ ขัดเกลาเจตจำนงของมันให้สลายหายไป เหลือเพียงแก่นต้นกำเนิด
สำหรับหลินเซียวแล้ว แก่นต้นกำเนิดที่เขาไม่อาจควบคุมนี้ห่อหุ้มวิญญาณเทพของเขาไว้ เกือบจะกลืนเขาไปทั้งดวง
ดังนั้นหลินเซียวจึงผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขานำแก่นแท้แกนกลางระบบคริสตัลวอลล์ออกมา ใช้มันเป็นภาชนะรองรับแก่นต้นกำเนิดที่เกินกว่าที่เขาจะย่อยได้ แล้วให้วิญญาณเทพของตัวเองเข้าไปอยู่ภายในเปลือกแก่นต้นกำเนิดระบบคริสตัลวอลล์ ค่อยๆ ย่อยสลายมันไปทีละน้อย
แต่ตอนนั้นก็เกิดปัญหาใหม่ขึ้นอีก แม้แก่นต้นกำเนิดของเจตจำนงแห่งฝันร้ายจะถูกจัดการ ถูกย่อยไปแล้ว ทว่าก็มีปัญหาอีกอย่างตามมา
ตอนที่วิญญาณเทพของเขาเข้าไปในแก่นแท้แกนกลางระบบคริสตัลวอลล์เพื่อย่อยแก่นต้นกำเนิดของเจตจำนงแห่งฝันร้ายนั้น เขากลับค้นพบเรื่องหนึ่ง...ที่ทั้งประหลาดและทั้งทำให้เขาตกตะลึง
เขาพบว่าแก่นต้นกำเนิดของเจตจำนงแห่งฝันร้าย หลังจากเข้าไปในเปลือกแก่นต้นกำเนิดระบบคริสตัลวอลล์แล้ว กลับเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน พอเข้าไปก็เหมือนได้กลับบ้าน หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
จากนั้น เปลือกแก่นต้นกำเนิดระบบคริสตัลวอลล์ก็เริ่มกำเนิดจิตสำนึกแห่งต้นกำเนิดขึ้นมาเองอย่างช้าๆ ตามการหลอมรวมของแก่นต้นกำเนิดเจตจำนงแห่งฝันร้ายที่ถูกฉีดเข้าไป
(จบบท)