เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 - แหงนมองดาราจักร

บทที่ 460 - แหงนมองดาราจักร

บทที่ 460 - แหงนมองดาราจักร


บทที่ 460 - แหงนมองดาราจักร

ครืน!

เสียงระเบิดดังกึกก้อง ทำให้เหล่าอัจฉริยะและปราชญ์แท้จริงทั้งหลายรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ หนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว

เห็นเพียงจางเต้าเหวยหน้าเคร่งเครียด ทั่วร่างมีอสนีบาตสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวประสานกัน เปลวเทียนแห่งกฎเกณฑ์ภายในตำหนักสว่างวูบวาบไม่หยุดหย่อน

เขาแค่นเสียงเย็นประโยคหนึ่ง "พวกเจ้าผู้ใดหากกล้าลงมือ ณ ที่แห่งนี้ นอกจากจะถูกตัดสิทธิ์รับรางวัลแล้ว ยังต้องเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวของข้าอีกด้วย!"

สิ้นเสียง หลังคาตำหนักสัมฤทธิ์ก็ถูกเปิดออก ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มหาสมุทรสีม่วงอันไร้ขอบเขตปรากฏขึ้น อสนีบาตที่ราวกับห้วงสมุทรหลั่งไหลมาอย่างหนาแน่น ราวกับดาราจักรพังทลายลงมา

ทุกคนเหงื่อแตกพลั่ก มองออกว่าจางเต้าเหวยโกรธจัดจริงๆ

ประเด็นสำคัญคือความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ยอดเยี่ยมเกินไป ไร้ผู้ต่อต้านในแดนทักษิณ ผู้ใดจะกล้าเข้าไปแหย่เสือหลับเล่า?

"ในเมื่อพี่เต้าเหวยเอ่ยปากแล้ว พวกเราจะพูดสิ่งใดได้อีก ก็สุดแล้วแต่ท่านจะจัดการเถิด"

"แล้วแต่ศิษย์พี่จางจะเห็นสมควร พวกเราไม่มีข้อโต้แย้ง"

อัจฉริยะจากหลายสำนักมรรคาใหญ่ทยอยกันยอมอ่อนข้อ ไม่ส่งเสียงใดอีก

เมื่อจางเต้าเหวยเห็นว่าบรรยากาศผ่อนคลายลงแล้ว เขาจึงรั้งตบะบารมีอันน่าสะพรึงกลัวกลับคืนมา เอ่ยอย่างจนใจ "มิใช่ว่าข้าไม่อนุญาตให้ผู้เฝ้าภูเขาขึ้นมา ทว่านี่คือความประสงค์ของผู้อาวุโสท่านนั้น"

เมื่อเป็นการจัดแจงของอาวุธบรรพชน ทุกคนก็ไร้ข้อโต้แย้งใดๆ อีก ทำเพียงรับฟังอย่างเงียบงัน

จางเต้าเหวยกล่าวต่อ "ตามความประสงค์ของผู้อาวุโส นี่คืองานชุมนุมของอนาคตแห่งเสวียนหวง ผู้อื่นยากที่จะร่วมโต๊ะได้"

ความนัยคือ ผู้เฝ้าภูเขาเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงสุราในครั้งนี้

"เฮ้อ อันที่จริงพรสวรรค์ของผู้เฝ้าภูเขาเหล่านั้นก็มิได้ด้อยเลย ทว่าหากคิดจะก้าวขึ้นเป็นเต้าจวิน ก็คงไร้ซึ่งความหวังจริงๆ" มีคนทอดถอนใจคล้อยตามคำพูดของเขา

ถังเซิ่งก็ขานรับอย่างถูกจังหวะ หัวเราะพลางเอ่ย "การจัดแจงของผู้อาวุโสท่านนั้นก็นับว่ามีเหตุผล โลกเสวียนหวงมิได้สงบสุขอย่างที่เห็นภายนอก เผ่าต่างถิ่นซ่อนเร้น แขกจากนอกโลกจ้องมองอยู่โดยรอบ ในอนาคตก็ยังคงต้องพึ่งพาพวกเราให้ออกแรงอย่างหนัก"

"ใช่แล้ว การต่อสู้หลั่งเลือดยังไม่เคยสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ในอนาคตจะต้องเกิดการเข่นฆ่าอันโหดร้ายขึ้นอย่างแน่นอน จุดสำคัญยังต้องพึ่งพาเต้าจวิน หรือแม้กระทั่งปรมาจารย์มรรคา ถึงจะต้านทานได้"

ผู้ที่สามารถปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ ล้วนเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดกลุ่มหนึ่งของแดนทักษิณ บางคนได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้หลั่งเลือดจากการบอกเล่าของของวิเศษแล้ว

สงครามครั้งนี้เกี่ยวพันกับเผ่าพันธุ์ เป็นการต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายระหว่างฟ้าดินสองฝ่าย หากพ่ายแพ้ อารยธรรมของเสวียนหวงทั้งหมดจะขาดสะบั้นลง ต่อให้คนรุ่นหลังสามารถรอดชีวิตมาได้ ก็ทำได้เพียงตกเป็นทาสตลอดกาล ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอีก

ดังนั้น การต่อสู้หลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า ที่พวกเขายังสามารถครอบครองดินแดนเสวียนหวงแห่งนี้ไว้ได้ ก็ล้วนแลกมาด้วยการหลั่งเลือดของบรรพชนรุ่นก่อนๆ ทั้งสิ้น

ในอนาคต ก็ถึงคราวของอัจฉริยะอย่างพวกเขาที่จะต้องเป็นหลักชัยค้ำจุนฟ้าให้แก่คนรุ่นหลัง

"อืม" จางเต้าเหวยพยักหน้า เอ่ยว่า "ผู้อาวุโสได้เปิดเผยแล้ว ว่าพายุกำลังจะก่อตัว แขกจากนอกโลกกำลังเข้าใกล้เสวียนหวง"

"สิ่งใดนะ?!" ทุกคนตกตะลึงอย่างแท้จริง

หลายคนล่วงรู้เรื่องการเข่นฆ่ากับเผ่าต่างถิ่น และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแขกจากนอกโลกอยู่บ้าง

ทว่าจากสงครามในอดีต ระยะห่างของแต่ละมหาสงคราม ล้วนเริ่มต้นที่ระดับหมื่นปี

ทว่ายุคปัจจุบันห่างจากการต่อสู้หลั่งเลือดครั้งล่าสุดเพียงหลายพันปีเท่านั้น

หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อัจฉริยะอย่างพวกเขายังไม่ทันได้เติบโตขึ้นมาเลย

จางเต้าเหวยเอ่ยต่อ "เวลาไม่คอยท่า เร็วสุดคือหลายสิบปี ช้าสุดก็ร้อยปี ต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน"

"ไฉนจึงเป็นเช่นนี้?" หลีหลีที่กางร่มอยู่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด

หากเกิดสงครามขึ้น ก็ย่อมถึงคราวความเป็นความตาย เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ทุกครั้งที่มีการต่อสู้หลั่งเลือด จะมีสักกี่คนที่รอดชีวิตกลับมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์?

จางเต้าเหวยเอ่ยเสียงเครียด "ฟ้าดินฝั่งนั้นกว้างใหญ่และแข็งแกร่งกว่าเสวียนหวงนัก การต่อสู้หลั่งเลือดในครั้งก่อน เป็นเพียงกองกำลังทัพหน้าของอารยธรรมนั้นเท่านั้น"

รูม่านตาของทุกคนหดเกร็งอย่างรุนแรง ภายในใจสั่นสะท้าน

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ เผ่าต่างถิ่นที่เคยกวาดล้างเต้าจวินแห่งเสวียนหวงจนหมดสิ้นในคราวก่อน เป็นเพียงกองกำลังทัพหน้ากลุ่มเล็กๆ เท่านั้นหรือ?

ฟางซินถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ ตัวการที่เข่นฆ่าเต้าจวินแห่งเสวียนหวงจนขาดช่วงไป เป็นเพียงหน่วยทัพหน้าของอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งเท่านั้นหรือ?

"แล้วครั้งนี้เล่า?" เซียวหรานใจสั่นสะท้าน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

เป็นเรื่องยากนักที่จางเต้าเหวยจะเผยสีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงยังสั่นเครืออยู่บ้าง "มีความเป็นไปได้สูง ว่าจะเป็นการปะทะกันของสองอารยธรรม"

อารยธรรมเสวียนหวงของพวกเขาถดถอยลงจนไม่เหลือชิ้นดีมาตั้งนานแล้ว หลายพันปีหลังจากการต่อสู้หลั่งเลือด ก็ไม่ปรากฏเต้าจวินเลยแม้แต่ผู้เดียว

ทว่าความแข็งแกร่งและอ่อนแอของคู่ต่อสู้นั้นกลับยังไม่อาจล่วงรู้ได้ ทว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีอาณาเขตบรรพชนดำรงอยู่ใช่หรือไม่?!

"เหตุใดจึงต้องทำถึงเพียงนี้ เสวียนหวงของเรามีของวิเศษอันใดที่คู่ควรแก่การหมายปองงั้นหรือ?"

จางเต้าเหวยส่ายหน้า ชี้ไปยังดาราจักรอันกว้างใหญ่เหนือศีรษะ "พวกเจ้าเห็นดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเหล่านั้นหรือไม่ บางทีแต่ละดวงอาจเป็นตัวแทนของอารยธรรมอันงดงามตระการตา"

"ท่ามกลางหมู่ดาว มีแสงดาวหรี่ดับลงอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นการล่มสลายของอารยธรรมฝั่งใดฝั่งหนึ่ง"

"ยามนี้เสวียนหวงของเรา ก็มาถึงช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายแล้วเช่นกัน..."

......

ณ ลานประลองกระบี่สิบสอง เจียงผิงยืนอยู่ตรงขอบ แหงนมองแสงไฟบนยอดเขา เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ย "พวกเรายังต้องทนติดคุกอยู่ที่นี่ เหล่าผู้ขึ้นเขาคงจะไม่เริ่มรับประทานอาหารและรับของรางวัลกันไปแล้วกระมัง?"

กระดองเต่าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "น่าจะเป็นเช่นนั้น"

"ไม่เข้าท่าเลย แบ่งแยกปฏิบัติชัดๆ" เจียงผิงไม่พอใจ เขาเฝ้าภูเขานี้ถึงจะไม่มีความชอบแต่ก็มีความเหนื่อยยากนะ

กระดองเต่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็สาดแสงสว่างวาบขึ้นมา

"หืม?"

"ข้าผู้เฒ่าจะทำนายสักกว้า"

ไม่นานนัก กระดองเต่าก็ลื่นหล่นลงมาจากศีรษะของเจียงผิง พราณพลังอ่อนแรงลงอย่างมาก

เจียงผิงรีบเก็บมันขึ้นมา เอ่ยด้วยความห่วงใย "ผู้อาวุโสอย่าหลอกให้ข้าตกใจสิ!"

กระดองเต่าอ่อนแรงอยู่บ้าง ทอดถอนใจพลางเอ่ย "ข้าผู้เฒ่าทำนายไม่ผิดจริงๆ เสวียนหวงกำลังจะพบกับความอัปมงคลครั้งใหญ่! สองครั้งแล้วนะ"

"หา? ผู้อาวุโสกำลังตรวจดวงชะตาให้เสวียนหวงอีกแล้วหรือ?" เจียงผิงไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

กระดองเต่าอธิบาย "ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาวุธบรรพชนจะไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาง่ายๆ ล้วนแต่กำลังสะสมพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หลั่งเลือดครั้งก่อน หรือครั้งก่อนหน้านั้น ของวิเศษระดับนี้ไม่เคยปรากฏตัวก่อนเกิดสงครามเลย"

"ยามนี้เสวียนหวงยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู ทว่าตำนานเช่นนี้กลับฟื้นตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันควร ดูท่าคงจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ"

"เรื่องอันใดหรือ?"

"เรื่องนั้นไม่แน่ชัดแล้ว การทำนายของข้าเป็นเพียงวิชาระดับล่าง ห่างไกลจากความสามารถระดับตำนานมากนัก การคงอยู่ระดับนั้นไม่ออกจากเรือนก็ล่วงรู้เรื่องราวทั่วหล้า ไม่สอดส่องหน้าต่างก็มองเห็นมรรคาแห่งสวรรค์ น่าจะล่วงรู้เรื่องราวบางอย่างล่วงหน้าแล้ว"

"จะว่าไปแล้ว เวลาเหลือน้อยเต็มที เจ้าหนู เจ้าไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนวิชาบำเพ็ญเพียรใหม่จริงๆ หรือ? ตอนนี้ตอบตกลงก็ยังทันนะ ในอนาคตอาจจะรักษาชีวิตตนเองไว้ได้"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงผิงก็ส่ายหน้า เขาได้หล่อหลอมกายาหมื่นมรรคาขึ้นมาแล้ว จึงยังไม่มีความคิดเช่นนั้นในยามนี้

เมื่อกระดองเต่าเห็นดังนั้น ก็ไม่กล่าวโน้มน้าวอีก อัจฉริยะล้วนมีเส้นทางของตนเองที่ต้องก้าวเดิน การฝืนใจกลับจะส่งผลเสียเสียมากกว่า

หลังจากนั้น เจียงผิงก็นั่งจับเจ่าอยู่ที่นี่นานเกือบหนึ่งชั่วยาม ถึงได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ สามารถเหยียบย่างขึ้นสู่ยอดเขาได้

"ทำเกินไปแล้ว พวกเขารับประทานอาหารกันตั้งหนึ่งชั่วยามเชียวหรือ"

เมื่อมาถึงตำหนักสัมฤทธิ์ เจียงผิงยังคงได้กลิ่นสุราลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ

ยามนี้ภายในตำหนัก มีเพียงจางเต้าเหวยที่รอคอยอยู่ที่นี่

เขาเงยหน้าขึ้น มองดูผู้เฝ้าภูเขาทั้งสิบแปดคน ยิ้มพลางเอ่ย "ลำบากทุกท่านแล้ว ผู้อาวุโสได้เตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ทุกท่านแล้ว"

เจียงผิงมองดูของวิเศษเบื้องหน้าจางเต้าเหวย ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ

ไม่ต้องคิดก็รู้ ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของเศษเดนที่เหล่าผู้ขึ้นเขาเลือกเหลือทิ้งไว้ทั้งสิ้น

ทว่าเขาก็ยังคงรีบก้าวไปข้างหน้า หวังว่าจะสามารถขุดพบของล้ำค่าได้บ้าง

ชั่วครู่ เจียงผิงก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านี้ล้วนเป็นของตาย บางชิ้นแม้แต่กฎเกณฑ์ระดับสูงสุดก็ยังไม่อาจสำแดงออกมาได้ เป็นเพียงเปลือกกลวงๆ เท่านั้น

"มีก็ดีกว่าไม่มี" ผู้คนรอบข้างบางคนกลับเลือกสิ่งของอย่างเบิกบานใจ

"เลือกผ้าผืนนั้นสิ" เสียงของกระดองเต่าพลันดังก้องขึ้นริมโสตประสาทของเจียงผิง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 460 - แหงนมองดาราจักร

คัดลอกลิงก์แล้ว