- หน้าแรก
- ยอดเชฟทะลุมิติ พลิกชีวิตด้วยระบบทำอาหาร
- บทที่ 490 - ง่ายจนน่าหลับ
บทที่ 490 - ง่ายจนน่าหลับ
บทที่ 490 - ง่ายจนน่าหลับ
บทที่ 490 - ง่ายจนน่าหลับ
หลังเจ็ดโมงเช้า ก็เริ่มมีชาวบ้านทยอยอุ้มชามแป้งมาจ้างทำขนมโหยวเกา (ขนมแป้งทอด) กันเรื่อยๆ แม้ลมจะแรงแค่ไหนก็ไม่อาจหยุดยั้งความอยากกินขนมโหยวเกาของผู้คนได้ สองคุณแม่จำต้องย้ายฐานทัพไปประจำการที่ห้องอบขนม
โชคดีที่คล้อยหลังพวกเธอไปไม่นาน เหมาเสี่ยวตงกับภรรยาก็เดินทางมาถึง พอมีเฉินซูจวนกับพี่สาวคนที่สองมาช่วย งานก็เลยเดินหน้าฉลุยไม่มีสะดุด
เจ็ดโมงครึ่ง ซุนเยว่ผิงปั่นจักรยานมาหาหลี่ชุน
"พี่รอง ทำไมพี่มาเช้าจังเลยครับ?"
ปกติตัวแทนฝ่ายเจ้าภาพจะมาดูความเรียบร้อยของงานโต๊ะจีนก็ต้องรอจนถึงเก้าโมงครึ่ง การที่ซุนเยว่ผิงมาเช้าขนาดนี้ ทำให้หลี่ชุนแอบประหลาดใจนิดๆ
ซุนเยว่ผิงเอามือลูบผมที่ปลิวสยายไม่เป็นทรงแล้วตอบ "อย่าให้พูดเลยว่ะ กั๋วฮุยไปเคาะประตูเรียกฉันตั้งแต่หกโมงครึ่งนู่น วันนี้ลมแรงจัด หมอนั่นไม่สบายใจ เลยให้ฉันมาถามนายว่าพอย้ายโต๊ะญาติเจ้าสาวเข้าไปกินในบ้านได้ไหม?"
"พวกเราทนหนาวทนลมได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าปล่อยให้ญาติเจ้าสาวต้องมานั่งทนลมหนาวด้วย หมอนั่นกลัวจะโดนทางฝั่งบ้านเจ้าสาวตำหนิเอาน่ะสิ เอ้อร์ชุน นายว่าพอจะมีทางออกไหม?"
หลูกั๋วฮุยยังแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าพอสายๆ ลมจะสงบลง แต่พอถึงตอนเช้า ลมไม่เพียงแต่จะไม่เบาลง กลับพัดแรงขึ้นกว่าเดิมอีก คราวนี้เขาไม่กล้าหวังลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป ต้องรีบส่งซุนเยว่ผิงมาปรึกษาหลี่ชุนทันที
ไม่ว่างานแต่งบ้านไหน โต๊ะญาติเจ้าสาวต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว
งานแต่งที่หลี่ชุนเคยจัดโต๊ะจีนให้ก่อนหน้านี้ บรรยากาศในงานคึกคักเป็นกันเอง การให้ญาติเจ้าสาวนั่งรวมกับแขกคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ดูแปลกอะไร
แต่วันนี้สถานการณ์มันไม่เหมือนเดิม ขืนให้ญาติเจ้าสาวมาทนหนาวด้วยก็คงดูไม่จืด คำขอของซุนเยว่ผิงจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ
หลี่ชุนยื่นบุหรี่ให้เขาแล้วตอบ "พี่รอง พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมเตรียมตัวรับมือกับอากาศแบบนี้ไว้แล้ว ผมเพิ่งซื้อเต็นท์หลังใหญ่มาหลายหลัง ให้ทุกคนนั่งกินข้าวในเต็นท์ได้เลย"
"พี่มาเช้าไปหน่อย พวกเรายังไม่ได้กางเต็นท์เลย พี่เลยยังไม่เห็น พี่รอแป๊บนะ สักเก้าโมงกว่าๆ พวกเราจะกางเต็นท์จัดเตรียมสถานที่ ถึงตอนนั้นพี่ค่อยดูว่าโอเคไหม ถ้ายังรู้สึกว่าไม่ไหว เราค่อยย้ายโต๊ะญาติเจ้าสาวเข้าไปในบ้านก็ได้ครับ"
"เต็นท์งั้นเหรอ?"
ซุนเยว่ผิงชะงักไปนิด "น้องชาย งานแต่งบ้านกั๋วฮุยถึงจะไม่ใหญ่เท่างานบ้านฉัน แต่ก็ปาเข้าไปยี่สิบสองโต๊ะเลยนะ เต็นท์แบบไหนมันจะยัดโต๊ะตั้งยี่สิบกว่าตัวเข้าไปได้วะ? นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย?"
หลี่ชุนหัวเราะ "ผมจะล้อเล่นกับพี่เรื่องแบบนี้ได้ไงล่ะครับ? ตอนนี้พวกเรากำลังยุ่งกันอยู่ พี่กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ สิบโมงค่อยมาใหม่ เต็นท์คงกางเสร็จพอดี ถึงตอนนั้นพี่เห็นแล้วก็จะเข้าใจเองแหละ"
"พี่กลับไปบอกหลูกั๋วฮุยนะว่าเรื่องญาติเจ้าสาวไม่ต้องกังวล ถ้าไม่พอใจเต็นท์ จะย้ายโต๊ะเข้าไปกินในบ้านตอนไหนก็ได้เลย"
ซุนเยว่ผิงพยักหน้า "โอเค! งั้นฉันกลับไปบอกหมอนั่นก่อน เดี๋ยวค่อยมาใหม่ ฉันจะรอดูนะว่าเต็นท์ของนายมันจะอลังการขนาดไหน"
"ได้ครับ ผมจะรอพี่นะ"
ซุนเยว่ผิงฝ่าลมแรงปั่นจักรยานกลับไป หลี่ชุนก็กลับเข้าห้องครัวไปลุยงานต่อ
จางเหล่ยกับพ่อหลี่หั่นเนื้อไก่เป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้ว หลี่ชุนก็จัดการนำเนื้อไก่ลงไปตุ๋นในหม้อ
"พี่รอง ตอนนี้ให้บั้งปลาหลีฮื้อเลยไหมครับ?" จางเหล่ยถาม
"ยังไม่ต้องบั้ง วันนี้เราจะทำปลาหลีฮื้ออีกสูตรนึง เดี๋ยวพี่จะสอนวิธีบั้งให้ นายไปตุ๋นสาหร่ายก่อน แล้วค่อยไปทอดเต้าหู้พวงนะ"
"ได้ครับ!"
สาหร่ายตุ๋นกับน้ำซุปกระดูกหมูสูตรเฉพาะของร้าน ขั้นตอนนี้ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก จางเหล่ยรับมือได้สบายๆ
ในขณะเดียวกัน ผักกาดดองหั่นฝอยก็เตรียมเสร็จแล้ว เฉินหย่าลี่กับพวกผู้หญิงกำลังนำไปล้างน้ำและบีบน้ำเปรี้ยวออก หลี่ชุนเรียกแก๊งสี่สหายให้ตามไปที่ห้องเก็บของเพื่อยกหม้อดินยี่สิบห้าใบออกมา แล้วส่งให้พวกผู้หญิงล้างทำความสะอาด
"โอ้โห! วันนี้มีเมนูหม้อดินด้วยเหรอเนี่ย?" หลานเฉวียนทักขึ้น
"แน่นอนสิครับ อากาศเย็นๆ แบบนี้แหละ เหมาะจะกินหม้อดินที่สุดเลย ผมจะทำเผื่อไว้สามหม้อ เอาไว้กินกันเองตอนเที่ยงด้วยครับ"
หลานเฉวียนถามต่อ "ทำเมนูอะไรล่ะ? เต้าหู้ตุ๋นหม้อดินเหรอ?"
"ไม่ใช่ครับ วันนี้เราจะทำหมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองหม้อดิน"
"อะไรนะ?"
"หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดอง?"
พอได้ยินชื่อเมนู ทุกคนก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว ทุกคนเคยกินผักกาดดอง เคยกินหมูสามชั้นนึ่งผักกาดแห้ง แต่ไม่เคยมีใครคิดว่าสองอย่างนี้จะเอามารวมกันได้
"นายพูดผิดหรือเปล่า น่าจะเป็นหมูสามชั้นต้มผักกาดดองมากกว่ามั้ง?" หลานหลานแย้ง
"ไม่ใช่หมูสามชั้นต้มหรอก หมูสามชั้นนึ่งผักกาดดองนี่แหละ เดี๋ยวพอฉันทำเสร็จเธอก็จะรู้เองแหละว่ามันอร่อยเหาะแค่ไหน"
หลี่ชุนไม่สนว่าใครจะสงสัย เขาเริ่มลงมือทำทันที
ตั้งกระทะเจียวน้ำมันหมู ใส่โป๊ยกั๊กทอดจนหอม ตามด้วยต้นหอม ขิง กระเทียม ลงไปผัด จากนั้นใส่เต้าซี่ดำกลิ่นหอมชามใหญ่ลงไปผัดจนแห้งและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง สุดท้ายใส่ผักกาดดองบีบน้ำออกลงไปผัด
ผัดผักกาดดองให้แห้งนิดนึง พอเห็นผักกาดดองกระโดดดึ๋งๆ ในกระทะก็ตักขึ้นมาได้เลย
ล้างหม้อดินให้สะอาดแล้วเรียงเป็นแถวบนโต๊ะทำอาหาร หลี่ชุนตักผักกาดดองใส่รองก้นหม้อแต่ละใบให้สูงประมาณครึ่งหม้อ แล้วเทน้ำซุปไก่พะโล้กับน้ำซุปกระดูกหมูลงไป ให้ระดับน้ำซุปสูงกว่าผักกาดดองเล็กน้อย
เกลือกับซีอิ๊วไม่ต้องใส่เลย เพราะมีความเค็มและสีสันจากน้ำซุปพะโล้ แถมยังได้ความเค็มจากเต้าซี่ดำอีก ระหว่างทำก็แค่ชิมรสดู ขาดรสไหนก็เติมรสนั้นเข้าไป แค่นี้ก็พอแล้ว
หมูสามชั้นที่นำไปพะโล้จนสุกและทอดรีดน้ำมันออก หั่นเป็นชิ้นหนา เรียงเป็นแถวให้หนังหมูหงายขึ้น วางเรียงบนผักกาดดองอย่างเป็นระเบียบ แล้วปิดฝาหม้อดิน รอเวลาสิบเอ็ดโมงก็นำไปตั้งบนเตาเหล็กอุ่นให้ร้อนก็พร้อมเสิร์ฟ
หลานหลานถาม "แค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอ?"
"ใช่แล้วจ้ะ! อาหารโต๊ะจีนนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังต้องเน้นความรวดเร็วและขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากด้วย จะได้เสิร์ฟอาหารได้ทันเวลา"
หลานหลานพูดขึ้น "ตอนเที่ยงฉันต้องชิมให้ได้เลย ดูน่าอร่อยชะมัด"
"ไม่ใช่แค่น่าอร่อยนะ จะบอกให้ว่ามันอร่อยโคตรๆ เลยล่ะ ถึงตอนนั้นเธอต้องรีบตักเนื้อนะ เนื้อมีจำนวนจำกัด ขืนมัวแต่เกรงใจระวังจะอดกินล่ะ!"
หลานหลานยิ้มกริ่ม "วางใจเถอะย่ะ เรื่องกินโต๊ะจีน แม่คนนี้ก็ไม่เคยยอมแพ้ใครเหมือนกัน!"
หลี่ชุนนำเต้าหู้กับเนื้อหมูบดมาขยำรวมกัน ปรุงรส แล้วส่งต่อให้จางเหล่ย พอจางเหล่ยทอดเต้าหู้พวงเสร็จ ก็ให้ใช้น้ำมันกระทะเดียวกันทอดลูกชิ้นสี่สหายต่อเลย
มันเทศหั่นเป็นแท่งแช่น้ำไว้ ส่วนมันฝรั่งปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเต๋าสี่เหลี่ยมขนาดสองเซนติเมตร
มันฝรั่งรูปวงรีเวลาหั่นให้มีขนาดเท่าๆ กัน ก็มักจะเหลือเศษชิ้นส่วนที่ไม่ค่อยสวย แต่เศษพวกนี้ก็ไม่ได้ทิ้งเปล่าๆ เดี๋ยวเอาไปตุ๋นรวมกับไก่ก็ได้
ต้มน้ำให้เดือด นำมันฝรั่งหั่นเต๋าลงไปลวก ไม่ต้องให้สุกมาก แค่ให้ผิวด้านนอกใสๆ ก็พอ ตักขึ้นน็อกน้ำเย็นแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง
โรยแป้งมันลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ต้องแน่ใจว่ามันฝรั่งทุกชิ้นเคลือบด้วยแป้งมันจนทั่ว แล้ววางพักไว้
"ตงจื่อ พวกนายจัดคนไปยกจานชามขวดเหล้ามาล้างให้สะอาดนะ"
"ได้เลยครับ!"
"พี่สะใภ้หย่าลี่ พวกพี่ช่วยสับกระเทียมให้หน่อย แล้วแช่น้ำไว้นะ สีมันจะได้ไม่เปลี่ยน"
"รับทราบจ้ะ"
"พี่รอง เดี๋ยวใกล้ๆ เวลาเริ่มงาน พี่เข้าไปพักในห้องนะ ช่วยดูอย่าให้คนนอกเข้าไปเดินเพ่นพ่านในห้องก็พอ"
หยางชิวหงเลิกคิ้วยิ้มให้หยางชิวเยี่ยน "ชิวเยี่ยน เอ้อร์ชุนหางานให้พี่สบายเกินไปแล้ว สบายจนชักจะง่วงแล้วเนี่ย เปลี่ยนหน้าที่กันไหมล่ะ?"
"ฮึ!"
หยางชิวเยี่ยนกลอกตาบนจนแทบจะทะลุเพดาน ทุกคนระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เกาเยว่หลานหัวเราะพลางทุบหยางชิวหงเบาๆ สองที "โตป่านนี้แล้ว ยังจะมาทำตัวเป็นเด็กๆ อีก เป็นพี่ประสาอะไรเนี่ย!"
(จบแล้ว)