- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที จะไม่เป็นคนโง่คลั่งรักอีก
- บทที่ 8: อันเสี่ยวหมี่รถล้ม
บทที่ 8: อันเสี่ยวหมี่รถล้ม
บทที่ 8: อันเสี่ยวหมี่รถล้ม
การสอบตลอดทั้งวันในที่สุดก็สิ้นสุดลง
หลังเลิกเรียน จางเฉียงเดินนวดข้อมือตัวเองเข้ามาหา "มือกูชาไปหมดแล้วเนี่ยเพราะเขียนเยอะเกินไป ช่วงนี้มึงตั้งใจอ่านหนังสือหนักมากเลยนะเว้ย กูรู้สึกได้เลยว่ามึงจะต้องติดท็อปห้าสิบของระดับชั้นแน่นอน"
สวี่จือมู่ยิ้มกว้าง "อย่างน้อยก็ต้องติดท็อปยี่สิบสิวะ"
"กูชมมึงหน่อยเดียว มึงก็เริ่มทำเป็นเล่นตัวเลยนะ ถกูมึงสอบติดท็อปยี่สิบได้จริงๆ นะ กูยอมกินขี้ในห้องน้ำให้หมดเลยเอ้า!"
"มึงกินสองตันที่มึงยังติดกูอยู่ให้หมดก่อนเถอะ..."
เดิมทีสวี่จือมู่ตั้งใจจะกลับแล้ว แต่กลับมีเด็กผู้หญิงหลายคนจากในห้องกันเข้ามาล้อมรอบตัวเขา เพราะอยากจะเทียบคำตอบข้อสอบกับเขา
สวี่จือมู่เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "รู้ทีหลังก็สายไปเสียแล้ว"
"สวี่จือมู่ ภาษาอังกฤษของนายเก่งมากเลยนะ ทำไมไม่บอกคำตอบในส่วนการฟังให้พวกเราฟังก่อนล่ะ?"
ถึงแม้ว่าสวี่จือมู่จะไม่ได้อยากทำสักเท่าไหร่ แต่ผู้หญิงหนึ่งหรือสองคนที่กำลังคุยกับเขาอยู่นั้นก็หน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว
เห็นแก่หน้าตาของพวกเธอ สวี่จือมู่ก็เลยยอมพูดคุยด้วยสักสองสามคำเพื่อเอาใจ
"ฉันรู้แล้วว่าข้อสามมันต้องตอบข้อ ข! ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันตอบถูกด้วย!"
"แย่จังเลย ฉันก็กำลังคิดว่าจะเลือกข้อนั้นอยู่พอดี จบกัน จบกัน หวังว่าฉันคงจะไม่สอบตกวิชานี้หรอกนะ"
"สวี่จือมู่ บอกพวกเราหน่อยสิว่าคำถามที่ตามมามันเป็นยังไง..."
จางเฉียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความอิจฉาตาร้อน เขาต้องยอมรับเลยว่าช่วงนี้เพื่อนสนิทของเขาดูเหมือนกลายเป็นคนละคนไปเลย
เขาเปลี่ยนทรงผม ลดน้ำหนัก และเริ่มตั้งใจเรียนหนังสืออย่างจริงจัง เดิมทีเขาก็เป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว และสายตาของพวกผู้หญิงที่ล้อมรอบเขาอยู่ก็ไม่เคยละไปจากใบหน้าของเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
แน่นอนว่า จางเฉียงไม่ใช่คนเดียวที่มีความรู้สึกซับซ้อน อันเสี่ยวหมี่กำลังเก็บกระเป๋าอยู่ แต่จิตใจของเธอกลับไปจดจ่ออยู่กับกลุ่มคนที่ล้อมรอบสวี่จือมู่อยู่ทั้งหมด
ความเปลี่ยนแปลงของสวี่จือมู่ในช่วงเวลานี้มันมากมายมหาศาลจริงๆ ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เขาก็หล่อเหลาขึ้นมาเหมือน แดเนียล วู แต่เป็นเพราะเขามีความมั่นใจและความเป็นอิสระเสรีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความมั่นใจและความสบายๆ แบบนี้ก็เปรียบเสมือนยาพิษร้ายแรงสำหรับเด็กสาววัยรุ่น
ผู้ชายคนนี้... เขากลายเป็นคนดังขนาดนี้ไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย?
เมื่อมองดูสวี่จือมู่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้หญิงมากมายและได้เห็นรอยยิ้มจางๆ ของเขา อันเสี่ยวหมี่ก็รู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในใจราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เห็นได้ชัดว่าเมื่อก่อน เขามักจะคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธอเสมอ รอยยิ้มของเขาจะมอบให้เธอเพียงผู้เดียว และเขาก็มักจะมีเรื่องราวให้คุยกับเธอได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่ตอนนี้...
"สวี่จือมู่ มีผู้หญิงมาหานายแน่ะ!"
ในตอนนั้นเอง เสียงโห่ร้องเย้าแหย่ก็ดังมาจากที่ประตูห้องเรียน
ทุกคนในห้องหันไปมองตามเสียงและเห็นเด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู ทาอายแชโดว์สีอ่อนและไม่ได้สวมชุดนักเรียน แต่กลับสวมกางเกงยีนส์รัดรูปที่ขับเน้นให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่พัฒนามาเป็นอย่างดี ทำให้เธอดูมีความเป็นผู้ใหญ่ที่สวยงามเกินกว่าวัยเด็กมัธยมปลาย
"เธอมาหาฉันเหรอ?" สวี่จือมู่เดินเข้าไปหาและมองดูเธอ
เขาดูเหมือนจะพอจำเธอได้บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเธอเป็นใคร
"ฉันชื่อเฉิงฟ่านเหมี่ยว จากห้อง 10 จดหมายฉบับนี้เป็นของนาย ข้อมูลติดต่อของฉันอยู่ในนี้นะ อย่าลืมแอดมาล่ะ" เด็กสาวจ้องมองสวี่จือมู่และยัดซองจดหมายใส่มือเขาโดยตรงอย่างกล้าหาญ
พอพูดถึงห้อง 10 ในที่สุดสวี่จือมู่ก็นึกออก โรงเรียนจะแบ่งประเภทของนักเรียน และห้อง 10 ก็เป็นห้องสำหรับนักเรียนสายดนตรี
เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวของการสอบสายศิลปะ โรงเรียนจึงอนุญาตให้พวกเขาจัดแต่งทรงผมและแต่งหน้าได้ ดังนั้นห้อง 10 จึงมีเด็กผู้ชายหล่อๆ และเด็กผู้หญิงสวยๆ อยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ
หลังจากพูดจบเด็กสาวก็เดินจากไป ทิ้งให้เด็กผู้ชายในห้องยืนมองตามตาปริบๆ ถึงแม้ว่าความสวยแบบธรรมชาติของเธอจะไม่สูงเท่ากับอันเสี่ยวหมี่ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่เธอมีการแต่งหน้าและแต่งตัวอย่างกล้าหาญมาช่วยเสริมเติมแต่ง
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเด็กผู้ชายวัยรุ่น ความน่ารักมันเทียบไม่ได้เลยกับความเซ็กซี่!
"มู่จื่อ ช่วงนี้มึงไปกดสูตรโกงอะไรมาวะเนี่ย? เชี่ยเอ๊ย มึงได้กำไรทั้งเรื่องเรียนแล้วก็เรื่องรักเลยนะเว้ย!" สายตาของจางเฉียงแทบจะพ่นไฟออกมาด้วยความอิจฉาตาร้อน
"อิจฉาเหรอวะ? เอ้า มึงเอาจดหมายฉบับนี้ไปเลยก็ได้นะ" สวี่จือมู่ยัดซองจดหมายใส่มือเขา แต่จางเฉียงกลับทำท่าทางเหมือนเพิ่งไปจับของร้อนๆ มา
"ลืมมันไปซะเถอะ ลืมมันไปซะ ผู้หญิงห้อง 10 น่ะแรงจะตายห่า กูรับมือไม่ไหวหรอก"
สวี่จือมู่ยิ้ม คนจากห้อง 10 ไม่เคยมีชื่อเสียงที่ดีนักหรอก เขาพับซองจดหมายอย่างลวกๆ แล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง
เมื่อหันกลับมา เขาก็เห็นอันเสี่ยวหมี่เม้มริมฝีปากแน่น จ้องเขม็งไปที่กระเป๋ากางเกงที่เขาเพิ่งจะเก็บจดหมายใส่ลงไป
อันเสี่ยวหมี่ก้มหน้าลงและเดินผ่านเขาไป
ทุกคนในห้องสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ จางเฉียงโน้มตัวเข้ามาใกล้และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "มู่จื่อ ถึงแม้ว่ามาตรฐานของอันเสี่ยวหมี่จะสูงไปหน่อย แต่พวกมึงสองคนก็เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันนะเว้ย มันยังดีกว่าพวกผู้หญิงจากห้อง 10 ตั้งเยอะ กูแนะนำให้มึงคิดดูให้ดีๆ นะเว้ย"
สวี่จือมู่มองเขาด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหมอนี่จะเป็น "นักรบแห่งรักแท้" กับเขาด้วย
เขามีอนาคตเลยนะเนี่ย
หลังจากออกจากห้องเรียน สวี่จือมู่ก็ปั่นจักรยานมาตามถนน
เมื่อปั่นผ่านสี่แยก เขาก็เห็นฝูงชนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ จักรยานสีชมพูคันหนึ่งมีล้อที่บิดเบี้ยวเล็กน้อย น่าจะมีคนขี่รถล้ม
เดิมทีสวี่จือมู่ตั้งใจจะขี่ผ่านไปเฉยๆ แต่เมื่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็น เขาก็เพิ่งตระหนักได้ว่าคนที่รถล้มก็คืออันเสี่ยวหมี่!
"หนูเป็นอะไรไหมจ๊ะ? โถ่เอ๊ย เลือดออกเพราะหกล้มเลย..."
"แล้วสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ชนเธอล่ะอยู่ไหน? พวกนั้นหนีไปแล้วเหรอ?"
อันเสี่ยวหมี่ใจลอยมาตลอดทาง ในขณะที่กำลังขี่ผ่านสี่แยก เธอก็ถูกสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ขี่สวนเลนมาเฉี่ยวชนเข้า ทำให้มีรอยถลอกที่หัวเข่าและข้อมือของเธอ
คนขี่สกู๊ตเตอร์กลัวว่าจะเดือดร้อน ก็เลยรีบหนีไปทันที
เจ็บจัง...
อันเสี่ยวหมี่กัดฟันและพยายามจะยืนขึ้น แต่กลับพบว่าเธออาจจะข้อเท้าแพลงซะแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมารวมกับเหตุการณ์ในวันนี้ ทำให้เธอรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา
ถ้า... ถ้าเพียงแต่ผู้ชายคนนั้นอยู่เคียงข้างเธอในตอนนี้...
"เสี่ยวหมี่?"
จู่ๆ น้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังแว่วเข้ามาในหู เธอรีบเงยหน้าขึ้นและเห็นสวี่จือมู่กำลังเบียดเสียดฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น
"ไปทำอีท่าไหนถึงได้เป็นแบบนี้... เธอพอลุกไหวไหม?" สวี่จือมู่นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและดึงแขนของเธอเข้ามาหาตัว มีรอยถลอกที่ข้อมือและหัวเข่าของเธอ พร้อมกับมีหยาดเลือดซึมออกมาจากผิวขาวเนียน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตที่แล้วก็ตาม อันเสี่ยวหมี่ในตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบแปดปีคนหนึ่ง ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านกันมานานกว่าสิบปี สวี่จือมู่ก็คงไม่สามารถยืนดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยได้หรอก
อันเสี่ยวหมี่ยอมให้สวี่จือมู่ดึงมือของเธอไปอย่างเลื่อนลอย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาและความห่วงใยในแววตาของเขา ทำให้ความรู้สึกของเธอ ซึ่งเธอพยายามสะกดกลั้นเอาไว้อย่างยากลำบาก รู้สึกราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดออกมา
"ทำไมเธอถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ? โดนชนจนเอ๋อไปแล้วหรือไง?" เมื่อเห็นสีหน้าเลื่อนลอยของอันเสี่ยวหมี่ สวี่จือมู่ก็ขมวดคิ้วและเคาะหน้าผากเธอเบาๆ
"มันเจ็บนะ..." อันเสี่ยวหมี่พูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ พลางสูดน้ำมูกฟุดฟิดราวกับลูกแมวน้อยที่บาดเจ็บ
เมื่อปราศจากความเย่อหยิ่งดุจนางพญาหงส์ตามปกติของเธอ ท่าทางที่ดูอ่อนแอและเปราะบางเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ ทำให้สวี่จือมู่รู้สึกตะลึงงันไปชั่วขณะ
ดังนั้นเด็กผู้หญิงคนนี้ก็สามารถมีมุมที่เป็นผู้หญิงแบบนี้ได้เหมือนกันสินะ
"ขี่จักรยานอยู่ดีๆ ก็โดนชน เธอเนี่ยซุ่มซ่ามจริงๆ เลยนะ... ยังพอเดินไหวไหมล่ะ?"
"นาย... ฉัน เจ็บเท้านี่นา" อันเสี่ยวหมี่เม้มริมฝีปากด้วยความน้อยอกน้อยใจ ตั้งแต่เด็ก เธอเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว ได้รับการตามใจและปกป้องคุ้มครองมาโดยตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้
แล้วหมอนี่ก็ยังมาหาว่าเธอซุ่มซ่ามอีก!
สวี่จือมู่ถอนหายใจ "ชาติที่แล้วฉันคงไปทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้แน่ๆ ถึงได้ต้องมาชดใช้ให้เธอแบบนี้น่ะ มาเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอกลับไปเอง"
"อา..." ก่อนที่อันเสี่ยวหมี่จะทันได้ตั้งตัว สวี่จือมู่ก็ก้าวเข้ามาและอุ้มเธอขึ้นในท่าอุ้มเจ้าหญิง
ร่างกายของเด็กสาววัยสิบแปดปีให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มและไร้กระดูก และกลิ่นหอมที่คุ้นเคยของเธอก็โชยมาเตะจมูกของเขา
อันเสี่ยวหมี่ตกตะลึงไปอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าเธอไม่ได้รังเกียจการสัมผัสใกล้ชิดแบบนี้กับสวี่จือมู่เลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขากลับดูดกลืนเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ของเธอไปจนหมดสิ้น