- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบอสมาเฟียทั้งที แต่บริษัทผมถูกกฎหมายนะ
- บทที่ 30 ปิดประตู อบรมกฎหมาย!
บทที่ 30 ปิดประตู อบรมกฎหมาย!
บทที่ 30 ปิดประตู อบรมกฎหมาย!
บทที่ 30 ปิดประตู อบรมกฎหมาย!
"แกร๊ก" เสียงของประตูม้วนสแตนเลสที่กระแทกลงกับพื้นนั้นหนักอึ้งราวกับใบมีดกิโยตินท่ามกลางร้านบะหมี่ที่เงียบสงัด
แสงแดดถูกตัดขาด แหล่งกำเนิดแสงเพียงแห่งเดียวในร้านมาจากหลอดไฟพัดลมเพดานไม่กี่ดวง เงาที่วูบวาบสาดส่องความมืดมนอันน่าขนลุกและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารลงบนใบหน้าของชายหนุ่มไร้อารมณ์กว่าสามสิบคนที่ล้อมรอบพวกมันอยู่
น่องของไอ้ดำถึงกับเป็นตะคริว
"ดีมาก ดีมาก" เฉินม่อโบกมืออย่างไม่รีบร้อน น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนดุจหยก ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนเพื่อนบ้าน "ปิดให้สนิท แล้วอย่าทำเสียงดังมากล่ะ พวกเราเป็นนักธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เวลาทำธุรกิจก็ต้องให้ความสำคัญกับความปรองดองและความมั่งคั่ง ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไปแล้วคนคิดว่าเราไม่มีอารยธรรม มันจะดูไม่ดีเอาได้"
"รับทราบครับ นายน้อย!" หลี่เทียนฉีแสยะยิ้ม ผมสีเหลืองของเขาดูเหมือนเปลวไฟที่ริบหรี่ในแสงสลัว เขาหักนิ้วดังกรอบแกรบและสั่งลูกน้องว่า "ได้ยินกันไหม? ความปรองดองนำมาซึ่งความมั่งคั่ง! รูดผ้าม่านปิดด้วย!"
เมื่อมองดูฉากนี้ ภาพตรงหน้าของไอ้ดำก็มืดดับไปเป็นพักๆ
มันป้วนเปี้ยนอยู่ในเขตตะวันตกมาตั้งนาน มันเคยเห็นคนโหดเหี้ยมและคนที่ไม่กลัวตายมาก็เยอะ แต่มันไม่เคยเห็นคนที่ปากพูดเรื่อง "ความปรองดอง" ในขณะที่มีคนถือไม้พลองหลายสิบคนยืนอยู่ข้างหลังเลย
ความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ทำให้มันรู้สึกหวาดผวายิ่งกว่าความโหดเหี้ยมของจางเปียว ที่เอะอะก็สับนิ้วคนซะอีก
เฉินม่อดึงเก้าอี้สตูลมาแล้วนั่งลง ซูเม่ยเดินไปข้างหลังเขาอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือที่ขาวเนียนดุจหัวหอมของเธอวางลงบนไหล่ของเขาและนวดเฟ้นเบาๆ ฉากนี้ดูเหมือนหนังสมัยก่อนที่บอสใหญ่พาผู้หญิงของเขามาจัดการกับคนทรยศไม่มีผิด
"พี่ชายคนนี้ แซ่อะไรเหรอครับ?" เฉินม่อมอมดูไอ้ดำ ดวงตาของเขาใสกระจ่างจนมองไม่เห็นความขุ่นมัวแม้แต่น้อย
"ดำ... ไอ้ดำ ไม่สิ เรียกผมว่าเสี่ยวเฮย(ดำน้อย) ก็ได้ครับ..." เสียงของไอ้ดำสั่นจนเพี้ยน ลูกน้องทั้งสี่คนของมันถอยไปหันหลังชนกันตั้งนานแล้ว พวกมันทิ้งท่อเหล็กที่ถืออยู่ตอนแรกลงพื้นราวกับของร้อน ส่งเสียงดังกังวาน
"เสี่ยวเฮย ชื่อมีเอกลักษณ์ดีนะ" เฉินม่อพยักหน้าและชี้ไปที่สัญญาเข้าซื้อกิจการบนโต๊ะที่เพิ่งถูกไอ้ดำทำยับยู่ยี่ "เมื่อกี้คุณบอกว่า อยากจะซื้อร้านของผมในราคาสองหมื่นเหรอ?"
"ไม่ ไม่ ไม่! นั่นผมแค่ล้อเล่นครับ! ล้อเล่นเฉยๆ!" ไอ้ดำโบกมือเป็นพัลวัน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมลงมาตามขมับ
"แต่ผมไม่ชอบเรื่องล้อเล่นน่ะสิ" เฉินม่อถอนหายใจ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความหมดหนทาง ราวกับผิดหวังที่พวกมันทำไม่ได้ตามที่เขาคาดหวัง "ผมจ่ายไปตั้งหนึ่งแสนห้าหมื่น นั่นมันเงินสดๆ เลยนะ คุณอยากจะเอามันไปในราคาสองหมื่นงั้นเหรอ? นี่ไม่ใช่การทำธุรกิจแล้ว แต่นี่คือการทำลายสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอำเภอตงไห่ของเราต่างหาก"
เขาหันไปมองหวังต้าลี่ น้ำเสียงจริงจัง: "ต้าลี่ จากบทเรียนที่ทนายเมิ่งสอนเมื่อวาน นายตีความพฤติกรรมแบบนี้ว่ายังไง?"
หวังต้าลี่ยืดอกและตะโกนด้วยเสียงอู้อี้: "รายงานนายน้อย! นี่เรียกว่า 'การทะเลาะวิวาทก่อความวุ่นวาย' บวกกับ 'การกรรโชกทรัพย์บีบบังคับให้ค้าขาย' ครับ! ทนายเมิ่งบอกว่า องค์ประกอบเลวร้ายพวกนี้คือมะเร็งร้ายของสังคมที่ต้องถูกลงโทษเพื่อเปิดทางให้กับหลักนิติธรรมในตงไห่ครับ!"
เฉินม่อยิ้มด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็หันหน้ากลับมา สายตาของเขาหยุดลงที่ใบหน้าของไอ้ดำอีกครั้ง
"ได้ยินแล้วใช่ไหม? งั้นก็ทำตามกฎเดิม จัดการเรื่องนี้ให้สะอาดสะอ้านก็แล้วกัน"
ทันทีที่คำว่า "จัดการเรื่องนี้ให้สะอาดสะอ้าน" หลุดออกมา สมองของไอ้ดำก็ส่งเสียง "วิ้ง" ภาพจากหนังฮ่องกงนับไม่ถ้วนที่มีฉากคนถูกฝังในปูนซีเมนต์หรือถูกจับถ่วงอ่างเก็บน้ำก็สว่างวาบขึ้นมาในหัวของมัน
ในความเป็นจริง เฉินม่อหมายความว่าเขาต้องการจะส่งพวกมันไปสถานีตำรวจต่างหาก
แต่ในความเข้าใจของอันธพาลรุ่นเก่าอย่างมัน คำว่า "จัดการให้สะอาดสะอ้าน" หมายถึงการทำให้ใครสักคนหายไปจากพื้นโลก!
"นายน้อย! ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ นายน้อย!"
ไอ้ดำทนไม่ไหวอีกต่อไป มันคุกเข่าลงอย่างแรงบนพื้นที่มีเศษกระเบื้องแตกกระจายอยู่เสียงดังตุ้บ เสียงเข่ากระแทกพื้นนั้นดังพอที่จะทำให้คนฟังรู้สึกเสียวฟันได้เลย
ขณะที่มันอ้อนวอนขอความเมตตาทั้งน้ำตา มันก็ยกมือขึ้นมาแล้วตบหน้าตัวเองที่บวมเป่งไปครึ่งหนึ่งอย่างแรง
"เพียะ! เพียะ! เพียะ!"
"ผมมีตาหามีแววไม่! หัวใจผมมันถูกไขมันหมูบังจนมืดบอด! ผมไม่รู้จริงๆ ครับว่านี่คือถิ่นของคุณ!" ไอ้ดำตบหน้าตัวเองอย่างแรงจนเลือดกบปากในทุกๆ การลงน้ำหนัก "ได้โปรดปล่อยผมไปเหมือนตดสักตดเถอะครับ ผมจะไม่กล้าทำอีกแล้ว! ขอร้องล่ะครับ ไว้ชีวิตหมาๆ ของผมด้วยเถอะ!"
เมื่อเห็นดังนั้น ลูกน้องอีกสี่คนก็รีบคุกเข่าลงทันที โขกหัวกับพื้นราวกับตำกระเทียม
"นายน้อย พวกเราก็แค่ทำตามคำสั่งครับ! ไอ้แก่บัดซบจางเปียวนั่นแหละที่ส่งพวกเรามา!"
"ใช่ครับๆ! พวกเราไม่ได้แตะเงินเลยแม้แต่แดงเดียว ได้โปรดเถอะครับ อย่าจับพวกเราถ่วงน้ำเลย!"
"เฮ้ อย่ามาพูดจาเหลวไหลสิ ถ่วงน้ำอะไรกันล่ะ?" "ฉันบอกไปแล้วไง ว่าพวกเราเป็นคนมีอารยธรรม"
เฉินม่อหันหน้าไปมองหวังต้าลี่ที่ยืนถูหมัดอยู่ด้านข้าง สายตาของเขาเริ่มจริงจังและเป็นมืออาชีพ: "ต้าลี่ การฝึกอบรมพนักงานใหม่ของเราช่วงสองสามวันนี้เป็นยังไงบ้าง?"
หวังต้าลี่ ชายร่างยักษ์ราวกับหอคอยเหล็ก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทำให้พื้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขายิ้มอย่างซื่อสัตย์ แต่รอยยิ้มนั้นกลับดุร้ายยิ่งกว่าปีศาจในสายตาของไอ้ดำ
"รายงานนายน้อย! ปฏิบัติตามคำสั่งของคุณอย่างเคร่งครัด พวกเราจะไม่ทำให้ชื่อเสียงของสมาคมต้องมัวหมองอย่างเด็ดขาดครับ!"
"ดีมาก" เฉินม่อพยักหน้า "บังเอิญจังเลยที่แขกผู้ชายทั้งห้าคนนี้ดูมีพลังล้นเหลือ งั้นก็ให้พวกเขาได้เพลิดเพลินกับผลการฝึกอบรมของเราก่อนเลยก็แล้วกัน จำไว้ว่า ให้ทำตามขั้นตอนมาตรฐาน และอย่าทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทเสียล่ะ"
"รับทราบครับ!"
หวังต้าลี่แสยะยิ้มและโบกมืออย่างเฉียบขาด: "กลุ่มสอง ลุย! แสดงผลการฝึกอบรมของเราให้แขกดูหน่อยซิ!"
ทันทีที่เขาพูดจบ ลูกน้องร่างบึกบึนหกคนก็เดินเข้ามาพร้อมกับแสยะยิ้ม ในมือถือไม้เบสบอลที่หุ้มด้วยโฟมสีดำหนาเตอะ
ก่อนที่ไอ้ดำและลูกน้องทั้งสี่จะทันได้ตั้งตัว พวกมันก็ถูกคนเหล่านี้กดลงกับพื้นอย่างแน่นหนา
"พวกแกจะทำอะไร! พวก... อ๊าก!!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระเบิดขึ้นในทันที สะท้อนก้องอยู่ภายในประตูม้วนที่ปิดสนิท
ไม้เบสบอลหุ้มโฟมเหล่านั้นฟาดลงอย่างแม่นยำบนแผ่นหลัง ต้นขาด้านใน และก้นของไอ้ดำและพวก ตามจังหวะที่กำหนดไว้
เจ็บ! มันเป็นความเจ็บปวดที่เสียดแทงทะลุกระดูกและบีบรัดหัวใจ!
ไอ้ดำรู้สึกเหมือนเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายกำลังถูกย่างบนกองไฟ และเซลล์ทุกเซลล์ก็กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
แต่สิ่งที่ทำให้มันหวาดกลัวที่สุดก็คือ มันรู้สึกได้ว่าร่างกายของมันกำลังแหลกสลาย แต่เมื่อมันมองลงไป กลับไม่มีแม้แต่รอยฟกช้ำตรงบริเวณที่ถูกฟาดเลย
ไม่มีแผล! มันไม่มีบาดแผลภายนอกเลยจริงๆ!
"ฆ่าคน! ฆ่าคนแล้ว!" ลูกน้องคนหนึ่งกลิ้งทุรนทุรายไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวด จังหวะที่มันอ้าปากจะกรีดร้อง สมาชิกสมาคมหลงซิงคนหนึ่งก็ยัดผ้าขี้ริ้วเข้าไปในปากของมันอย่างหน้าตาเฉย
"อย่าแหกปาก" น้ำเสียงของลูกน้องคนนั้นเย็นเยียบ และความถี่ในการฟาดกระบองก็มั่นคงเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเขากำลังตอกชิ้นส่วนในสายพานการผลิตของโรงงาน
เฉินม่อเอนหลังพิงเก้าอี้ หยิบขวดน้ำแร่มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วจิบช้าๆ
ซูเม่ยยืนอยู่ข้างหลังเขา ดวงตากลมโตของเธอโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวขณะที่ยิ้ม มือเล็กๆ ของเธอกดลงบนไหล่ของเขาเบาๆ เธอดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเด็กมัธยมต้น หากไม่มองลึกลงไปถึงประกายความตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่ภายในแววตาของเธอ
ห้านาทีต่อมา เฉินม่อวางขวดน้ำลงแล้วพูดเบาๆ: "เอาล่ะ พอแค่นี้แหละ"
"ฮึบ ฮะ" เงาของไม้กระบองสลายไป ไอ้ดำและลูกน้องทั้งห้าคนทรุดลงไปกองบนพื้นเหมือนโคลน
ร่างกายของพวกมันสั่นเทาอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มจนพื้นกระเบื้องแฉะเป็นหย่อมๆ ในดวงตาของพวกมัน หลงเหลือเพียงความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ
เฉินม่อเดินไปหาไอ้ดำอีกครั้ง นั่งยองๆ ลง และตบหน้ามันเบาๆ
ไอ้ดำตัวสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณสั่งให้มันหดตัวหนี แต่หลี่เทียนฉีก็เหยียบข้อเท้าของมันเอาไว้
"เสี่ยวเฮย 'บริการนวดตามมาตรฐาน' เมื่อกี้ รู้สึกเป็นยังไงบ้างล่ะ?" เฉินม่อถามด้วยรอยยิ้ม
"ดี... ดีครับ... สบายมากเลย..." ไอ้ดำพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ เอ่ยคำพูดที่น่าอัปยศที่สุดในชีวิตออกมาอย่างฝืนใจ
"สบายก็ดีแล้วล่ะ ทีนี้ เรามาคุยกันเรื่องค่าเสียหายกันดีกว่า"
จบบท