- หน้าแรก
- เพลงกระบี่ยวายุหวนหิมะ
- บทที่ 290 - พบพานอีกครากลางทุ่งหญ้า
บทที่ 290 - พบพานอีกครากลางทุ่งหญ้า
บทที่ 290 - พบพานอีกครากลางทุ่งหญ้า
บทที่ 290 - พบพานอีกครากลางทุ่งหญ้า
เชียนหลานค้อนขวับ "แหม สยงฉู่ คิดไม่ถึงเลยนะว่าลูกศิษย์เจ้าอายุแค่นี้ แต่จะขี้หึงขี้หวงขนาดนี้ ข้าก็แค่พูดล้อเล่นไปสองสามประโยค ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะออกอาการขนาดนี้"
ทว่า สยงฉู่ก็กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "เชียนหลาน ถ้าเช่นนั้น ก็รบกวนเจ้าไปยกยามาให้ข้าหน่อยเถอะ"
เชียนหลานรู้สึกแปลกใจ เอ่ยว่า "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพวกเจ้าสองคนดูแปลกๆ ไปนะ บอกมาสิ พวกเจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังข้าอยู่ใช่ไหม?"
ทั้งสองคนเงียบไม่ยอมพูด เชียนหลานรู้สึกว่ารั้งอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงเดินออกไป
หลังจากชิวสวินไล่สาวใช้ในกระโจมออกไปจนหมด กำลังจะอ้าปากพูด สยงฉู่ก็ส่งสายตามองไปข้างนอกอีกครั้ง
ชิวสวินเข้าใจความหมาย จึงรีบเดินออกไป และก็เห็นเชียนหลานกำลังเงี่ยหูฟังอยู่
เชียนหลานแค่นเสียง 'ฮึ' ไม่พูดอะไรแล้วเดินจากไปทันที
ชิวสวินนึกขำในใจ ไม่คิดเลยว่าท่านอาจารย์จะรู้ใจองค์หญิงมองโกลผู้นี้เป็นอย่างดี นางเดินกลับเข้าไป เห็นสยงฉู่ลุกขึ้นนั่งแล้ว ก็รีบเดินไปหา เอ่ยว่า "ท่านอาจารย์ ตอนนี้บาดแผลท่านยังไม่หายดี นอนพักผ่อนให้สบายเถอะ"
สยงฉู่พยักหน้า จากนั้นล้วงกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ขยิบตาให้ชิวสวิน เอ่ยว่า "ชิวสวิน ข้าได้เรียนรู้เพลงกระบี่ชุดใหม่มาจากในถ้ำนั่น นี่คือสิ่งที่ข้าคิดทบทวนได้ วันหน้าถ้าเจ้าว่าง ก็ฝึกตามเพลงกระบี่ในนี้ให้คล่องแคล่วเถอะ เพลงกระบี่นี้กับกระบี่ขุยโหรวนั้นมีพื้นฐานเดียวกัน มีประโยชน์ต่อลมปราณของเจ้ามาก ที่ข้าต้องให้เชียนหลานออกไปก่อน ก็เพราะว่าเพลงกระบี่นี้จะต้องฝึกกระบี่ขุยโหรวมาเสียก่อนถึงจะฝึกได้ หากให้นางเห็นไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อนาง"
ชิวสวินรับกระดาษปึกนั้นมา ก็เห็นว่ามันใช่ตำราเพลงกระบี่ที่ไหนกัน เห็นชัดๆ ว่าเป็นแผนที่ขุมทรัพย์ทั้งสามแผ่น เมื่อเห็นแววตาของสยงฉู่เป็นประกาย ก็รู้ว่าเชียนหลานคงยังไม่ยอมตัดใจจากไปง่ายๆ แน่ จึงเอ่ย "อืม ตกลง ขอบคุณท่านอาจารย์"
ในเมื่อสยงฉู่ต้องการจะฝากชิ้นส่วนแผนที่ขุมทรัพย์ทั้งสามใบไว้ที่นาง ย่อมต้องมีความหมายแอบแฝงอยู่แน่
และในเวลานี้ เชียนหลานก็แอบลอบกลับมาจริงๆ แต่เมื่อนางได้ยินว่าที่แท้สยงฉู่ก็แค่จะให้ตำราเพลงกระบี่แก่ชิวสวินเท่านั้น ก็ทั้งฉุนทั้งขำ นึกในใจ "ข้าก็นึกว่าอะไรเสียอีก ที่แท้ก็แค่เพลงกระบี่ขาดๆ วิ่นๆ ของเจ้า องค์หญิงอย่างข้าไม่เห็นจะอยากได้เลย เชอะ ช่างเถอะ ข้าไปยกยามาดีกว่า"
เมื่อเชียนหลานยกยาเข้ามา ก็เห็นสยงฉู่กำลังเล่าเรื่องราวที่พบเจอในถ้ำให้ชิวสวินฟัง เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องจริง เชียนหลานจึงยิ่งเชื่อเรื่องตำรากระบี่ก่อนหน้านี้มากขึ้นไปอีก
สยงฉู่เห็นเชียนหลานเข้ามา ก็เอ่ยถาม "จริงสิ เชียนหลาน เจ้าชายชังยางชี่ล่ะ? ทำไมเขาไม่มาด้วยล่ะ?"
เชียนหลานหลุดขำ 'พรืด' ออกมา เอ่ยว่า "เขาหรือ รู้สึกว่าเมื่อก่อนพอเห็นหน้าเจ้า ก็อยากจะฆ่าเจ้าที่เป็นศัตรูหัวใจท่าเดียว ตอนนี้ก็เลยรู้สึกกระดากใจล่ะมั้ง ประกอบกับร่างกายเขาก็ยังอ่อนแออยู่ ก็เลยไม่ได้มาด้วย" พูดมาถึงประโยคหลัง รอยยิ้มบนใบหน้าของเชียนหลานก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวลใจ
สยงฉู่เอ่ย "ร่างกายของเจ้าชายชังยางชี่อ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด ในทุ่งหญ้านี้ไม่มีหมอที่รักษาเขาให้หายขาดได้เลยหรือ?"
เชียนหลานส่ายหน้า เอ่ยว่า "โรคของเขามันติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โรคประหลาดรักษายากแบบนี้ เกรงว่าหมอเทวดาหลี่สือเจินในจงหยวนของพวกเจ้าก็คงจะรักษาไม่หาย เว้นเสียแต่..."
"เว้นเสียแต่อะไรหรือ?" ชิวสวินเพิ่งจะหลุดปากถามออกไป ก็เห็นสีหน้าของสยงฉู่และเชียนหลานหมองลงไปถนัดตา นางจึงรู้ตัวทันที และจำต้องก้มหน้าลง
ถึงอย่างไร ก็ยังมีของสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า 'น้ำศักดิ์สิทธิ์' อยู่ และของสิ่งนี้ ก็มีเพียงที่เดียวเท่านั้น
บรรยากาศพลันอึมครึมลงทันที
สุดท้ายเชียนหลานก็ฝืนยิ้มออกมาก่อน เอ่ยว่า "เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่เอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าไปหรอก อีกอย่าง ตอนนี้ก็ยังมีสุสานอีกสองแห่งที่ยังหาไม่เจอ แล้วจะไปหาน้ำศักดิ์สิทธิ์เจอได้อย่างไรเล่า? สยงฉู่ เจ้าพักผ่อนรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ รอจนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ พวกเราค่อยไปช่วยกันหา"
สยงฉู่พยักหน้า เอ่ยว่า "ตกลง งั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าละกัน"
สยงฉู่พักรักษาตัวอยู่ในกระโจมนานกว่าหนึ่งเดือน แม้ร่างกายจะหายดีตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ ลมปราณของเขามักจะขาดช่วงไปอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่สามารถใช้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังมีอาการเจ็บปวดที่หน้าอกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแทรกเข้ามาด้วย
หรือว่านี่คือผลข้างเคียงของยาปลุกพลังอย่างที่ชิวหมิงบอกไว้ก่อนตาย?
เก็บตัวอยู่แต่บนเตียงเป็นเดือน เกรงว่าแม้แต่สยงฉู่เองก็คิดไม่ถึงว่าตนจะป่วยหนักถึงเพียงนี้
เขาเลิกม่านขึ้น แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนใบหน้า สายลมพัดโชยมา ทำให้ผมปรกหน้าของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อย
สีหน้าของเขาดูอิดโรยและเหนื่อยล้า
หลังจากการป่วยหนักครั้งนี้ สยงฉู่กลับดูแก่ชราลงไปถนัดตา
ทว่า ในแววตาอันเหม่อลอยนั้น ดูเหมือนจะยังมีความหวังเล็กๆ หล่อเลี้ยงให้เขาก้าวเดินต่อไป
บนทุ่งหญ้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น ดอกหญ้าพลิ้วไหว ภายใต้แสงสีแดงฉานราวกับเลือดของดวงอาทิตย์ยามเย็น ดูราวกับคลื่นน้ำที่เป็นประกายระยิบระยับ
ไกลออกไป ฝูงวัวฝูงแกะกำลังค่อยๆ เดินมาทางนี้ ชายฉกรรจ์ชาวมองโกลรูปร่างกำยำสองสามคนกำลังต้อนฝูงสัตว์ พลางขับร้องบทเพลงอันไพเราะและอิสระเสรีอย่างเบิกบานใจ
"ที่ราบชี่เล่อ ใต้เขาอินซาน แผ่นฟ้าดั่งกระโจม ครอบคลุมทั่วทิศา ฟ้าสีคราม ทุ่งกว้างใหญ่ ลมพัดลู่หญ้า เผยให้เห็นวัวและแกะ..."
ที่มุมปากอันแห้งผากของสยงฉู่ ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมา
"หากสามารถใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและร่มเย็นกับอวี่โหรวเช่นนี้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรที่มากกว่านี้ ข้าก็ยอม" สยงฉู่หลุดปากเอ่ยออกมาเช่นนั้น
"ท่านอาจารย์..." เสียงเรียกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดังมาจากด้านหลัง สยงฉู่หันกลับไปมอง ก็เห็นชิวสวินก้มหน้าอยู่ ดูเหมือนจะไม่กล้าสบตาเขา และดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ
"ชิวสวิน เป็นอะไรไป?" สยงฉู่เอ่ยช้าๆ
"มะ... ไม่มีอะไร" ชิวสวินรีบเอ่ย "ข้า... ข้าแค่รู้สึกว่า บาดแผลของท่านอาจารย์ยังไม่หายดี รีบเข้าไปพักผ่อนข้างในเถอะ"
สยงฉู่โบกมือ เอ่ยว่า "ร่างกายของข้า ข้าย่อมรู้ดีที่สุด ตอนนี้ข้าแค่อยากจะเดินเล่นคนเดียวสักหน่อย จริงสิ ชิวสวิน ข้าไม่ได้ดื่มเหล้ามานานแล้ว เจ้าไปหาเหล้าชั้นดีมาให้ข้าสักกาเถอะ ข้าเดินเล่นกลับมาแล้วจะดื่ม"
"ดื่มเหล้า?" ชิวสวินเบิกตากว้าง เอ่ยว่า "แต่ว่า ท่านอาจารย์ อาการบาดเจ็บของท่านยังไม่หายดี จะดื่มเหล้าได้อย่างไรกัน? ท่านอาจารย์ ถ้าท่านอยากจะออกไป ก็ให้ข้าไปเป็นเพื่อนท่านเถอะ เผื่อว่า..."
ยังไม่ทันให้ชิวสวินบ่นจบ สยงฉู่ก็ใช้วิชาตัวเบา กระโจนหายวับไปเสียแล้ว
"แม่หนูชิวสวินนี่ จะว่าไปก็ขี้บ่นไปหน่อยนะเนี่ย วันหน้าหากแต่งงานกับชายใด เกรงว่าหูของเขาคงจะต้องทนฟังจนชาแน่ๆ" เวลานี้สยงฉู่เดินออกมาจากกระโจมของพวกมองโกลแล้ว พลางคิดในใจ
บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาราวกับมหาสมุทร สยงฉู่วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ลมแรงพัดหวีดหวิวอยู่ข้างหู ปะทะเข้าที่หน้าอก ทำให้รู้สึกเจ็บแปลบๆ อยู่บ้าง แต่คนที่มีนิสัยรักอิสระเสรีอย่างเขา มีหรือจะยอมแพ้เพียงเพราะอุปสรรคแค่นี้? ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เขาลืมเลือนความเจ็บปวดทั้งหมด
ตอนนั้นเอง จู่ๆ สยงฉู่ก็อยากจะทดสอบดูว่าเพลงกระบี่ของตนในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ตอนออกมาเขาไม่ได้พกกระบี่อี้หยางมาด้วย ตอนนี้จึงทำได้เพียงหากิ่งไม้แห้งๆ มาแทนกระบี่ แล้วเริ่มร่ายรำเพลงกระบี่
จะเห็นได้ว่าเพลงกระบี่ของสยงฉู่ บางครั้งก็เชี่ยวกรากดั่งแม่น้ำสายใหญ่ ไหลหลากไม่ขาดสาย ทรงพลังระลอกแล้วระลอกเล่า บางครั้งก็อ่อนพลิ้วดั่งเข็มซ่อนปลาย แม้จะไม่เห็นร่องรอย แต่กลับมีกลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
ทว่า ถึงแม้ว่าเพลงกระบี่กุยจั้งชุดนี้ของสยงฉู่จะพลิ้วไหวดั่งเมฆเคลื่อนน้ำไหล แต่สยงฉู่ก็รู้ตัวดีว่า จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้ก็คือ ลมปราณมักจะขาดช่วงไปเองในบางครั้ง ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่ยากจะชดเชย
ฝึกอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม สยงฉู่เห็นว่าดวงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำลงไปเกินครึ่งแล้ว จึงพึมพำกับตัวเอง "เอาล่ะ ดูเหมือนว่าจะได้เวลากลับแล้ว ไม่อย่างนั้นชิวสวินคงจะบ่นอีกแน่ๆ"
สยงฉู่ถอนหายใจยาว กำลังเตรียมตัวจะกลับ แต่จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน ดูเหมือนจะพบสิ่งผิดปกติบางอย่างเข้า
เขาก้มหน้าลง แหวกกอหญ้าตรงหน้าออก ก็พบว่ามีรอยเลือดหยดเป็นทางยาวลึกเข้าไปทางด้านนั้น
"รอยเลือดพวกนี้ยังไม่แห้งสนิทดี แถมหญ้าแถวนี้ก็ยังยุ่งเหยิง เห็นได้ชัดว่ามีร่องรอยการต่อสู้ ดูจากสภาพแล้ว คงจะมีมากกว่าสองคนแน่" สยงฉู่คาดเดาอยู่ในใจ
เขาหันกลับไปมองเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังกระโจมของพวกมองโกล แล้วก็หันกลับมามองเบื้องหน้า คิดในใจ "ช่างเถอะ หากกลับไปตามคนมาช่วย เกรงว่าพอไปถึงก็คงจะได้เห็นแค่ซากศพแล้วล่ะ"
ดังนั้น เขาจึงสะกดรอยตามรอยเลือดนั้นไปเรื่อยๆ
เดินไปได้ประมาณหนึ่งเค่อ (15 นาที) สยงฉู่ก็ได้ยินเสียงอาวุธปะทะกันและเสียงคนตะโกนด่าทอ ดูเหมือนว่ากำลังมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เพียงแต่ สยงฉู่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเสียงนี้มันช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน
"ข้าบอกเลยนะ ว่าพวกเราตามเจ้ามาตลอดทาง ตั้งแต่เมืองปักกิ่ง มาจนถึงทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แล้วก็มาถึงทุ่งหญ้าแห่งนี้ เจ้าไม่เหนื่อยแต่ข้าเหนื่อยแล้วนะเว้ย? ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ขอแค่ให้พวกเราได้เห็นหน้าเจ้าก็พอแล้ว"
ตามมาด้วยเสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน แล้วก็มีเสียงแหบพร่าดังขึ้น "ความดื้อรั้นของพวกเจ้า ช่างเหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ แต่ว่า ข้าก็เป็นแค่คนพเนจรที่ผ่านมา หากพวกเจ้าทั้งสองยังตามตื๊ออยู่อีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
เสียงก่อนหน้านี้ดังขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายกับกำลังพูดกับสหายของตน "นี่คุณหนูใหญ่หลิ่ว เจ้าดูคนผู้นี้สิ ถ้าบอกว่าเขาคือเซียวเหยาจื่อล่ะก็ ข้าจะยอมเอาฉี่ข้ามาดื่มแทนเหล้าเลยเอ้า ถึงอย่างไรข้าก็เคยเจอเขาสองสามครั้ง แต่คนผู้นี้ ไม่เหมือนเซียวเหยาจื่อเลยแม้แต่นิดเดียว"
ในหัวของสยงฉู่ดัง "วิ้ง" ขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว รีบพุ่งตัวออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา คือสตรีในชุดสีเขียวผู้หนึ่ง และบุรุษผู้หนึ่งที่มีกลิ่นสุราโชยมาจากตัว ต้นขาของเขากำลังมีเลือดไหลริน
กาลเวลาอาจจะทิ้งร่องรอยไว้บนตัวพวกเขาบ้าง แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้มากและลึกจนเกินไป คนหนึ่งยังคงเย็นชาและเย่อหยิ่ง อีกคนยังคงเกียจคร้านและเฉื่อยชา จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่หลิ่วอีอีและเยี่ยนชีที่ไม่ได้พบกันมาสิบปี?
เมื่อทั้งสองเห็นสยงฉู่ ตอนแรกก็รู้สึกงุนงง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนดีใจ
ส่วนด้านหน้าของเยี่ยนชีและหลิ่วอีอี ยังมีคนยืนอยู่อีกคนหนึ่ง
คนผู้นี้สวมหน้ากากภูตผี ดูน่ากลัวยิ่งนัก และบนหน้ากากนั้นก็มีรอยขีดข่วนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งรอย มีรอยเลือดจางๆ ปรากฏอยู่
"ฮ่าๆๆ ในเมื่อสหายเก่าได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ข้าก็ไม่ขอรบกวนแล้ว ทุกท่าน หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่!" พูดจบ ร่างของเขาก็หายวับไป กระโจนหนีไปเสียแล้ว
"อย่าหวังว่าจะหนีไปได้!" หลิ่วอีอีตวาดเสียงเย็น นางไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบพุ่งตามไปทันที
(จบแล้ว)