- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพรานป่า ขุนภรรยาในยุค 60
- บทที่ 90 - ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 90 - ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 90 - ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 90 - ต่างคนต่างความคิด
โจวชางลากเลื่อนหิมะกลับมาถึงหมู่บ้าน ตลอดทางเดินจากปากทางเข้าหมู่บ้านไปจนถึงบ้าน เขาได้รับคำชมเชยจากชาวบ้านอย่างล้นหลาม
ทุกคนต่างรู้เรื่องที่เขานำทีมไปล่าสัตว์แลกเสบียง ซึ่งช่วยต่อลมหายใจให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมีข้าวกินไปได้อีกตั้งหลายเดือน
ชาวบ้านที่นี่รักใครรักจริง เกลียดใครเกลียดจริง ใครที่ทำให้พวกเขามีข้าวกินอิ่มท้องได้ พวกเขาย่อมเทิดทูนบูชาสุดหัวใจอยู่แล้ว
ก่อนจะถึงมื้อเที่ยง โจวชางก็แวะไปหาอาจารย์อู๋เสียจื่อที่บ้าน แล้วเชิญแกมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน
"อาจารย์ครับ ผมกับเสี่ยวเยว่ต้องเข้าป่าไปกับทีมผลิตแล้วนะครับ" โจวชางรายงานให้ทราบ
อู๋เสียจื่อรับฟังด้วยรอยยิ้ม "อืม ก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ช่วงเวลานี้ของทุกปีทีมผลิตก็ต้องเข้าป่าไปโค่นต้นไม้กันทั้งนั้น ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ เดี๋ยวข้าดูแลให้เอง"
ตาเฒ่าแกยกชามเหล้าขึ้นมาดมกลิ่นเหล้าดองกระดูกเสือฟุดฟิด
ก่อนหน้านี้ตาเฒ่าซุนเพิ่งจะเอากระดูกเสือแท้ๆ ไปดองเหล้าหม้อใหญ่ แต่เพิ่งจะดองได้ไม่นาน นอกจากดีกรีความแรงแล้ว ก็ยังไม่ค่อยมีกลิ่นหอมชื่นใจสักเท่าไหร่
"เดี๋ยวพอกินเสร็จ เอ็งแวะไปที่บ้านข้าหน่อยนะ ข้าเตรียมกล่องยาไว้ให้พวกเอ็งเอาติดตัวไปใช้ในป่า"
"อ้อ ข้ามีเข็มเงินชุดหนึ่งจะให้เสี่ยวเยว่ด้วย ตอนนี้นางพอจะจับจุดฝังเข็มเบื้องต้นได้แล้ว ข้าสอนจุดฝังเข็มช่วยชีวิตที่สำคัญๆ ให้นางไปสองสามจุดแล้วด้วย หวังว่าพวกเอ็งจะไม่ได้ใช้มันหรอกนะ"
"โห อาจารย์ นี่แค่ไม่กี่วัน แอบถ่ายทอดวิชาให้เสี่ยวเยว่ไปตั้งเยอะเลยเหรอครับเนี่ย"
โจวชางพูดเย้าแหย่กลั้วหัวเราะ
จางเยว่คีบเนื้อไก่ป่าใส่ชามให้ทั้งสองคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
พอกินข้าวกินปลาจนอิ่มหนำสำราญ อู๋เสียจื่อก็จับมือโจวชางเดินโซเซกลับมาที่บ้าน พอถึงบ้านแกก็ชี้ไปที่กล่องยาบนโต๊ะ
พอก้าวเท้าเข้าบ้านปุ๊บ อาการเมามายของแกก็หายเป็นปลิดทิ้ง แกเปิดกล่องยาออกแล้วอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง "ในกล่องนี้มียาสำหรับรักษาอาการป่วยสารพัดโรค ข้าเขียนวิธีใช้กำกับไว้ให้หมดแล้ว"
"ถ้าบาดเจ็บที่เส้นเอ็นหรือกระดูกแบบทั่วๆ ไป ก็เอายาในห่อกระดาษสีเหลืองไปใช้ได้เลย"
"แต่ถ้าถูกท่อนไม้หล่นทับหน้าอกหรือท้อง นอกจากจะต้องกรอกยาในห่อกระดาษสีแดงให้กินแล้ว ยังต้องให้เสี่ยวเยว่ฝังเข็มตามจุดที่ข้าสอนไปด้วยนะ"
"จากนั้นก็รีบพาส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อาจจะพอมีทางรอด"
"อ้อ แล้วนี่ยาห่อพิเศษสำหรับเอ็งโดยเฉพาะ จำไว้นะ เก็บไว้กินตอนที่เข้าตาจนต้องเอาชีวิตเข้าแลกเท่านั้น"
โจวชางมองดูชายชราที่พร่ำบ่นไม่หยุดด้วยความซาบซึ้งใจ อาจารย์คนนี้รักและเป็นห่วงเขากับเสี่ยวเยว่จากใจจริง
"อาจารย์วางใจเถอะครับ ป่าแถวนี้ผมจัดการกวาดล้างพวกสัตว์ร้ายไปซะเหี้ยนแล้ว แถมคราวนี้ผมยังมีลูกทีมตั้งหลายคน กำลังพลเทียบเท่าทหารหนึ่งหมู่เลยนะ จะมีเรื่องให้ต้องไปเอาชีวิตเข้าแลกกับใครได้ล่ะครับ"
โจวชางพูดกลั้วหัวเราะ
"อย่าประมาทเด็ดขาด วีรบุรุษผู้กล้าตกม้าตายน้ำตื้นมานักต่อนักแล้ว" อู๋เสียจื่อตวาดเสียงดังลั่น
เล่นเอาหูของโจวชางอื้อไปหมด
"คราวนี้ข้าได้ยินมาว่าจะมีทีมผลิตอื่นเข้าไปสมทบกับพวกเอ็งด้วย น่าจะเป็นคนของทีมสามนั่นแหละ เดี๋ยวเอ็งลองไปถามจ้าวไคซานดูอีกทีนะ"
"ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เอ็งต้องระวังพวกคนนอกไว้ให้ดีล่ะ"
โจวชางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ช่วงที่ผ่านมาอะไรๆ ก็ราบรื่นไปซะหมด ทำให้เขาแอบชะล่าใจไปบ้างจริงๆ
ดูอย่างตาเฒ่าซุนสิ เกือบเอาชีวิตไม่รอด
"อาจารย์พูดถูกครับ ผมจะจำใส่ใจไว้"
โจวชางรับปากอย่างหนักแน่น
"เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว เอ็งดูแลเสี่ยวเยว่ให้ดีก็แล้วกัน พาพวกนางกลับมาให้ครบอาการสามสิบสองล่ะ"
"ส่วนคนที่บ้านน่ะ เอ็งไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะคอยดูแลให้เอง"
อู๋เสียจื่อพูดไปอย่างนั้นเองแหละ ลึกๆ ในใจแกรู้ดีว่าคุณยายของฟู่กุ้ยน่ะแข็งแรงจะตายไป แถมยังมีฝีมือไม่ธรรมดาอีกต่างหาก คงไม่ต้องให้แกไปคอยดูแลอะไรหรอก
โดยเฉพาะตอนกินข้าวเมื่อกี้ แกบังเอิญสังเกตเห็นรอยด้านบริเวณนิ้วชี้และง่ามนิ้วโป้งทั้งสองข้างของคุณยาย
รอยด้านแบบนี้แกคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือรอยด้านของคนที่ใช้ปืนคู่เป็นประจำ
อู๋เสียจื่อสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน หันไปสั่งโจวชางว่า "เอาล่ะ เอ็งกลับไปได้แล้ว อย่าลืมฝึกวิชากระแทกต้นไม้ด้วยล่ะ"
โจวชางวางตะกร้าที่ถือติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะของอู๋เสียจื่อ หยิบอาหารกระป๋องหลายกระป๋องกับขาหลังกวางป่าออกมาวางเรียง
พร้อมกับส่งยิ้มให้ "ของพวกนี้ผมซื้อมาฝาก อาจารย์เก็บไว้กินนะครับ"
"เฮ้ยๆ เอามาทำไม ข้าไม่กินของพวกนี้หรอก" อู๋เสียจื่อโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่กระป๋องอาหารไม่วางตา
โจวชางไม่สนใจเสียงทัดทาน เขาหยิบกล่องยาใส่ตะกร้าแล้วหันหลังเดินกลับบ้านไป
เขาเดินพลางครุ่นคิดถึงคำเตือนของอู๋เสียจื่อ เรื่องคนของทีมสาม หัวหน้าทีมผลิตทางนั้นคืออู๋หยวน หวังว่าคงจะไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ
ณ สำนักงานทีมผลิตที่สาม เฉินจื้อกั๋ว โจวเสวี่ยเหมย และบรรดาปัญญาชนกำลังรุมล้อมอู๋หยวน ส่งเสียงเอะอะโวยวาย
"หัวหน้าทีมอู๋ พวกเราอุตส่าห์ดั้นด้นมาที่นี่ก็เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชนบทนะ การทำงานใช้แรงงานก็เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมให้พวกเราเข้าป่าล่ะครับ"
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้พวกเธอไปทำงานหรอกนะ แต่งานโค่นต้นไม้มันไม่เหมือนงานทั่วไป งานหนักแบบนั้นพวกเธอทำไม่ไหวหรอก"
ตอนนี้อู๋หยวนปวดหัวจนแทบจะระเบิด ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าไอ้พวกปัญญาชนพวกนี้ต้องการอะไร
ทีมผลิตที่สามใช้ระบบคอมมูนแบบเต็มรูปแบบ ทุกคนต้องมากินข้าวรวมกันที่โรงอาหาร ไม่เหมือนทีมสองที่ยังอนุญาตให้ชาวบ้านทำอาหารกินเองที่บ้านได้
ปีนี้เสบียงขาดแคลนอย่างหนัก ทางการจึงปรับลดโควต้าอาหารลง ทุกคนในหมู่บ้านแทบจะไม่มีใครได้กินอิ่มท้องเลย
พวกปัญญาชนก็เช่นกัน ทะเบียนเสบียงของพวกเขาขึ้นตรงกับทีมผลิต จะหาทางทำกับข้าวกินเองก็ยากลำบาก
เมื่อไม่มีเนื้อมีไขมันตกถึงท้อง กินแต่ธัญพืชหยาบๆ มันก็ไม่อยู่ท้อง ยิ่งตอนนี้เสบียงหายากเข้าไปอีก
ที่พวกมันโวยวายอยากจะเข้าป่า ก็เพราะหวังจะได้ส่วนแบ่งเสบียงเพิ่มขึ้นนั่นแหละ
คนที่เข้าไปทำงานตัดไม้จะได้ใช้แรงงานหนัก รัฐจึงจัดสรรโควต้าอาหารให้มากกว่าปกติ
แถมเวลาอยู่ในป่า ก็มักจะมีโอกาสได้ล่าสัตว์มากินประทังหิว ได้กินเนื้อบ้างอะไรบ้าง
แต่ในมุมมองของอู๋หยวน ถ้าขืนปล่อยให้ไอ้พวกปัญญาชนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อพวกนี้เข้าป่าไป พวกมันก็คงได้แต่กินผลาญเสบียง แต่ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ดีไม่ดีจะพาลทำให้งานของทีมผลิตล่าช้าไปด้วยซ้ำ
เรื่องเปลืองเสบียงน่ะเรื่องเล็ก แต่ถ้าทำงานตัดไม้ไม่เสร็จตามเป้าหมายล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่
ด้วยเหตุนี้ อู๋หยวนจึงยืนกรานปฏิเสธหัวชนฝา เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้พวกนี้ไปสืบรู้มาจากไหน ว่าทีมสามจะต้องเข้าไปร่วมงานกับทีมสอง
เมื่อเห็นว่าอู๋หยวนไม่ยอมใจอ่อน โจวเสวี่ยเหมยจึงรีบพูดเสริม "หัวหน้าทีมอู๋คะ พวกเราตั้งใจจะไปใช้แรงงานในพื้นที่ที่ทุรกันดารที่สุดจริงๆ นะคะ ไม่ว่าจะลำบากยากเข็ญแค่ไหน พวกเราก็สู้ทนค่ะ"
"เอาอย่างนี้ดีไหมคะ หัวหน้าทีมให้พวกเราลองเข้าไปทำงานดูก่อน ถ้าพวกเราทำงานไม่ไหวหรือเป็นตัวถ่วง หัวหน้าทีมก็ค่อยส่งพวกเรากลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ตกลงไหมคะ"
โจวเสวี่ยเหมยส่งสายตาอ้อนวอนราวกับลูกแมวน้อย
เมื่อเห็นว่าพวกปัญญาชนดูมุ่งมั่นตั้งใจขนาดนี้ แถมยังทำท่าเหมือนว่าต่อให้เขาไม่อนุญาตก็จะแอบตามไปให้ได้
อู๋หยวนจึงจำใจต้องยอมถอย "งั้นก็ได้ แต่ข้ามีข้อแม้ พวกเธอต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามทำอะไรตามใจชอบเด็ดขาด ทำได้ไหม"
พอได้ยินแบบนั้น เฉินจื้อกั๋วกับพวกก็ดีใจเนื้อเต้น รีบยืนตรงรับคำแข็งขัน "ขอบคุณครับหัวหน้าทีม พวกเราขอรับรองว่าจะเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างเลยครับ"
อู๋หยวนฟังแล้วก็แอบเบ้ปากในใจ ไอ้หมอนี่ตอนแทงข้างหลังเอาเรื่องเขาไปฟ้องเบื้องบนล่ะทำเป็นเก่ง ทีตอนนี้มาทำตัวว่านอนสอนง่ายเชียวนะ
โจวเสวี่ยเหมยพยักหน้ารัวๆ เห็นด้วยกับคำพูดของเฉินจื้อกั๋ว ในหัวของเธอพลันปรากฏภาพแผ่นหลังอันกว้างใหญ่แข็งแกร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา
"หัวหน้าทีมคะ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของทีมสอง เขาจะไปด้วยไหมคะ"
โจวเสวี่ยเหมยหลุดปากถามออกไป
"เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่น่าจะไปนะ ก็เขาเป็นถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านี่นา แถมยังเป็นพนักงานดีเด่นอีกต่างหาก"
อู๋หยวนตอบปัดๆ ตอนนี้เขากำลังหงุดหงิด เลยไม่มีอารมณ์มานั่งสงสัยว่าทำไมแม่หนูนี่ถึงถามถึงฟู่กุ้ย
แต่คำถามของโจวเสวี่ยเหมยกลับทำให้เฉินจื้อกั๋วถึงกับอึ้งไป เขาจ้องมองเธอเขม็ง
ความหึงหวงลุกโชนขึ้นในใจ โจวเสวี่ยเหมยเป็นคนสวย ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มปัญญาชนก็สนิทสนมกลมเกลียวกันดี
จนบางครั้งเฉินจื้อกั๋วก็แอบทึกทักเอาเองว่าโจวเสวี่ยเหมยคือผู้หญิงของเขา
แม้ว่าท่าทีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของเธอจะทำให้เขาเดาใจไม่ค่อยถูกก็ตาม
[จบแล้ว]