- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพรานป่า ขุนภรรยาในยุค 60
- บทที่ 32 - วันนี้ทุกบ้านมีปลากิน
บทที่ 32 - วันนี้ทุกบ้านมีปลากิน
บทที่ 32 - วันนี้ทุกบ้านมีปลากิน
บทที่ 32 - วันนี้ทุกบ้านมีปลากิน
พอจางเต๋อเปิ่นได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยความหวาดหวั่น "แบบนั้นคงไม่ดีมั้ง มันเป็นของทีมผลิตไปแล้ว ถ้าเราไปขโมยแล้วถูกจับได้มีหวังจบเห่แน่!"
"ก็อย่าให้โดนจับได้สิ!" หลิวกุ้ยเซียงพูดเสียงแข็ง "ถ้าแกปอดแหก ฉันพาลูกไปทำเองก็ได้!"
พูดจบเธอก็ไม่สนใจจางเต๋อเปิ่นอีก ปล่อยให้เขายืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่คนเดียว
สมาชิกทหารอาสาสมัครสองคนที่บ้านอยู่ใกล้กันกำลังแบกปลาเดินกลับบ้าน
"นี่พี่เจ็ด พี่ว่าทำไมฟู่กุ้ยมันถึงได้ดุดันขนาดนั้นวะ" จ้าวขุยอู่คิดว่าตัวเองก็กล้าหาญไม่เบา แต่พอเห็นผลงานของฟู่กุ้ยแล้ว เขาไม่กล้าเอาตัวเองไปเทียบเลยจริงๆ
ตอนนี้ในหัวของหวังเหลาฉีมีแต่ภาพลูกเมีย จินตนาการว่าพวกเธอจะดีใจแค่ไหนตอนที่เห็นปลาพวกนี้
ลูกสาวสองคนของเขาผอมแห้งเป็นไม้เสียบผี ขาดสารอาหารอย่างหนัก
ตลอดหน้าหนาวนี้ ครอบครัวของเขายังไม่ได้สัมผัสกลิ่นคาวเนื้อเลยสักนิด
แต่วันนี้ราวกับมีเทพเจ้าแห่งโชคลาภมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน
เริ่มจากลากหมาป่ากลับมา แล้วนี่ยังมีปลาพวงใหญ่กลับมาอีก!
ไม่สิ ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งโชคลาภ แต่เป็นฟู่กุ้ยต่างหาก!
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฟู่กุ้ยมอบให้พวกเขา คนตั้งมากมายที่นี่อายุมากกว่าฟู่กุ้ยกันทั้งนั้น แต่กลับใช้ชีวิตมาอย่างสูญเปล่าจริงๆ!
ตอนที่โดนฝูงหมาป่าล้อมก็ต้องพึ่งพาฟู่กุ้ยที่อายุน้อยที่สุดให้ช่วยชีวิต!
พวกนักโทษแหกคุกนั่นก็เป็นฝีมือฟู่กุ้ยที่จัดการจนสิ้นซาก หัวหน้าทีมพาคนไปก็เหมือนแค่ไปเก็บกวาดผลงานเท่านั้น!
แถมเขายังแบ่งปลาให้พวกเราอีก!
"ฟู่กุ้ยไม่ใช่คนธรรมดาแล้วล่ะ!" หวังเหลาฉีพึมพำ
"หืม พี่เจ็ดพูดว่าอะไรนะ" จ้าวขุยอู่ฟังไม่ถนัดจึงถามซ้ำ
"ข้าบอกว่าฟู่กุ้ย ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว!" หวังเหลาฉีย้ำ
"เอ็งเคยเห็นคนธรรมดาที่ไหนพาจิ้งจอกเข้าป่าบ้างล่ะ"
"ได้ยินมาว่าจิ้งจอกขาวตัวนั้นมันตามฟู่กุ้ยกลับบ้านมาเอง นี่มันเลือกเจ้านายชัดๆ!"
"จิ๊จิ๊ สัตว์พวกนี้น่ะอาถรรพ์จะตายไป!" จ้าวขุยอู่เดาะลิ้นพูด
"อย่าพูดส่งเดช นั่นมันเซียนจิ้งจอก!" หวังเหลาฉีพูดเสียงเครียด
"อา ใช่ๆ เซียนจิ้งจอก! อย่าถือสาหาความลูกช้างเลยนะ!" จ้าวขุยอู่หน้าตื่น กลัวว่าเซียนจิ้งจอกจะได้ยินคำพูดลบหลู่เมื่อครู่ จึงรีบประสานมือขอขมาไปรอบทิศทาง
วันนี้พอพวกเขาไปถึงที่เกิดเหตุ ก็เห็นฟู่กุ้ยนั่งอยู่กลางทะเลสาบน้ำแข็งเพียงลำพัง มือลูบขนจิ้งจอกขาวพลางส่งยิ้มบางๆ มาให้พวกเขา
ภาพในตอนนั้นมันทำให้เกิดภาพลวงตาแวบหนึ่ง ราวกับเซียนผู้อยู่เหนือโลกโลกีย์กำลังทอดพระเนตรมองมนุษย์เดินดิน
นี่ใช่ไอ้หนุ่มปัญญาอ่อนแห่งตระกูลจางคนเดิมแน่หรือ
จู่ๆ หวังเหลาฉีก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เขายืนนิ่งงันอยู่กับที่เมื่อนึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมาได้!
"พี่เจ็ด พี่เป็นอะไรไป"
"เอ็งคิดว่า โจรแหกคุกสองคนนั้น ฟู่กุ้ยเป็นคนฆ่าตายจริงๆ หรือ" หวังเหลาฉีถามเสียงสั่น
"ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ นอกจากฟู่กุ้ยก็มีแค่จิ้งจอก จะเป็นจิ้ง..." จ้าวขุยอู่เริ่มคิดตามทัน
"พี่เจ็ด... พี่หมายความว่า... เซียนจิ้งจอกลงมือเหรอ"
ทั้งสองคนหุบปากเงียบ ไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน ความคิดบางอย่างเมื่อมันผุดขึ้นมาในหัวแล้วก็ยากที่จะลบเลือน
และไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่คิดแบบนี้
คนที่เข้าป่าไปด้วยกันในวันนี้ต่างก็กำลังคิดทบทวนเรื่องของฟู่กุ้ยอย่างละเอียด
คิดจนนอนไม่หลับไปครึ่งค่อนคืน สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ฟู่กุ้ยมีน้ำใจต่อทุกคน จิ้งจอกตัวนั้นติดตามฟู่กุ้ย ก็เท่ากับว่ามันคือเทพารักษ์ประจำหมู่บ้านของพวกเขานั่นเอง!
เหตุผลง่ายๆ แค่นี้แหละ!
ในขณะเดียวกัน โจวชางกำลังตุ๋นปลาอยู่ที่บ้าน ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าตอนนี้ตัวเองถูกยัดเยียดความลี้ลับเหนือธรรมชาติให้ซะแล้ว
ส่วนจิ้งจอกขาวที่เขาใช้งานเยี่ยงสุนัขล่าเนื้อ ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นเทพารักษ์ในใจของคนทั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!
คนเฒ่าคนแก่บางคนถึงกับแอบจุดธูปบูชาในบ้านเงียบๆ ด้วยซ้ำ
เพียงแต่เรื่องนี้ไม่มีใครปริปากบอกใคร ต่างคนต่างเก็บไว้เป็นความลับของตัวเอง
ฟู่กุ้ยเฝ้าอยู่หน้าเตาใหญ่ จางเยว่กับเสี่ยวไป๋นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ไม่ยอมห่างไปไหน
เมนูวันนี้คือปลาคาร์ปตุ๋นหม้อเหล็ก กินคู่กับแป้งข้าวโพดจี่
ตอนที่ไปร้านของตาเฒ่าซุนคราวก่อน โจวชางซื้อเครื่องปรุงรสติดมือกลับมาไม่น้อย
ในหม้อเหล็กคือปลาคาร์ปตัวเขื่องหนักกว่าหกกิโลกรัม
โจวชางจัดการขอดเกล็ด ควักไส้ และดึงเหงือกออกจนสะอาดหมดจด
บั้งลำตัวปลาทั้งสองด้าน แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน วิธีนี้จะช่วยให้เนื้อปลาไม่เละเวลาเอาไปตุ๋นเป็นเวลานาน
พอทอดเสร็จก็ใช้ตะหลิวเขี่ยปลาไปไว้ขอบหม้อ เหลือน้ำมันก้นหม้อไว้เล็กน้อย ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม พริกหอม โป๊ยกั๊ก และพริกแห้งลงไปผัดจนหอม
กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก พอถึงขั้นตอนนี้ น้ำลายของจางเยว่และจิ้งจอกน้อยก็สอเต็มปาก
จากนั้นเติมเต้าเจี้ยวลงไปครึ่งทัพพีผัดจนหอมกลมกล่อม
ไม่มีเหล้าทำอาหาร เขาจึงเทเหล้าดองกระดูกเสือลงไปครึ่งชามแทน แล้วเติมน้ำตาลทรายขาวลงไปอีกหนึ่งช้อน
เติมน้ำจนท่วมตัวปลา ปิดฝาหม้อแล้วเริ่มตุ๋นได้เลย!
โจวชางล้างมันฝรั่งอีกสองสามหัว ใช้มีดทำครัวขูดเปลือกออกลวกๆ เปิดฝาหม้อ แล้วใช้โคนมีดสับมันฝรั่งเป็นชิ้นๆ
ทุกครั้งที่สับมันฝรั่งจะมีเสียงกร้วมๆ ดังขึ้น จากนั้นก็มีเสียงหล่นร่วงลงไปในหม้อดังฉ่าๆ นี่คือเสียงที่ไพเราะที่สุดในชีวิตของจางเยว่เลยทีเดียว
ไฟในเตาจะแรงเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นน้ำแกงจะงวดเร็วเกินไป
ใช้ไฟอ่อนๆ ตุ๋นไปเรื่อยๆ ครึ่งชั่วโมง โจวชางก็เปิดฝาหม้ออีกครั้ง
กลิ่นหอมเข้มข้นทำเอาเด็กสาวและจิ้งจอกขาวแทบจะเคลิ้ม เขาหยิบแป้งข้าวโพดที่นวดเตรียมไว้ขึ้นมาปั้นเป็นก้อน
แปะ! แปะ! แปะ!
แป้งข้าวโพดจี่ที่ปั้นเป็นแผ่นแบนๆ ถูกแปะเรียงเป็นวงกลมรอบขอบหม้อเหล็ก กดให้ติดแน่น
ปิดฝาหม้อแล้วตุ๋นต่อไป
ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที พอเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมของเนื้อปลาผสมผสานกับกลิ่นหอมของแป้งข้าวโพดจี่ก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
เนื้อปลาคาร์ปธรรมชาติชิ้นโตสดหวาน แทรกด้วยกลิ่นหอมเผ็ดบางๆ ของพริก
ส่วนแป้งข้าวโพดจี่ก็มีเปลือกนอกสีเหลืองกรอบเกรียม ส่งกลิ่นหอมหวานของข้าวโพดอย่างชัดเจน
เขาใช้ตะหลิวแซะแป้งข้าวโพดจี่ออกมาทีละชิ้น ใส่กะละมังแล้วยกไปวางบนโต๊ะเตียงเตา
หูเซียงหลานนั่งนวดหนังสัตว์อยู่บนเตียงเตา ยิ้มกริ่มรอคอยมื้ออาหาร
โจวชางแซะปลาคาร์ปตัวใหญ่ออกมา ปลาตัวใหญ่เกินกว่าจะตักขึ้นมาแบบทั้งตัวได้ เขาจึงต้องแบ่งใส่จานสองใบ โชคดีที่ทำกินกันเองในครอบครัว จึงไม่ต้องใส่ใจเรื่องความสวยงามมากนัก
ตักน้ำแกงที่เหลือขอดก้นหม้อราดลงบนตัวปลาจนชุ่มฉ่ำ
ปลาคาร์ปตุ๋นหม้อเหล็ก พร้อมเสิร์ฟ!
ทั้งสามคนล้อมวงกินข้าวบนเตียงเตา ส่วนจิ้งจอกน้อยก็เดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจอยู่บนพื้น จนกระทั่งโจวชางหยิบแป้งข้าวโพดจี่แผ่นหนึ่งมาบิเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำแกงปลาแล้วเทใส่ชามใบเล็กของมัน
มันก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยจนตาหยีเป็นสระอิ
"อืม อร่อยสุดๆ ไปเลย!" โจวชางหัวเราะร่วน "คุณยายกินเยอะๆ นะครับ เอ็งก็ด้วยเสี่ยวเยว่ ปลายังมีอีกเพียบ!"
"พรุ่งนี้หนูอยากกินปลาอีกจัง!" จางเยว่พูดไปกินไป ดวงตากลมโตโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
"วันนี้ฉันก็ต้องได้กินปลาให้ได้เหมือนกัน!"
หลิวกุ้ยเซียงคิดอย่างเคียดแค้น บ้านอื่นวันนี้คงได้กินปลากันถ้วนหน้า เธอเองก็ต้องได้กิน!
เธอและจางเซิ่งลี่ลากเลื่อนหิมะแอบย่องไปที่ห้องเก็บของของทีมผลิต ที่ประตูด้านหน้ามีแม่กุญแจคล้องอยู่ แต่แค่นี้ไม่ระคายมือจางเซิ่งลี่หรอก
เขารู้ว่ากุญแจดอกนี้ปกติจะเก็บไว้ในห้องทำงานของที่ทำการทีมผลิต ซึ่งประตูห้องทำงานนั้นไม่ได้ล็อค!
ไม่นานเขาก็เอากุญแจมาไขเปิดห้องเก็บของได้สำเร็จ
บนลานกว้างในห้องเก็บของ มีปลาตัวใหญ่ความยาวเท่าคนนอนเรียงกันอยู่สองตัว ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มอย่างดี
ข้างๆ กันมีกระสอบอีกสองใบ พอเปิดดูก็พบว่าเป็นปลาทั้งหมด
พวกมันแข็งโป๊กไปหมดแล้วด้วยความหนาว
เขาใช้ค้อนงัดตะปูแคะปลาออกมาได้หลายตัวแล้วมัดปากถุงไว้ตามเดิม จากนั้นก็อุ้มปลาตัวใหญ่สองตัวบนพื้นขึ้นไปวางบนเลื่อนหิมะ
ล็อคประตูห้องเก็บของ นำกุญแจกลับไปคืนที่เดิม
สองแม่ลูกแอบย่องกลับบ้านอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครรู้เห็น
"วันนี้เรากินตัวเล็กแก้ขัดไปก่อน ส่วนอีกหลายตัวพรุ่งนี้ให้พ่อแกเอาไปส่งส่วยในอำเภอ"
"แล้วปลาตัวใหญ่สองตัวนั้นก็เอาไปซ่อนไว้ในห้องเก็บของ เก็บไว้กินตอนฉลองปีใหม่!"
[จบแล้ว]