- หน้าแรก
- ผมกำลังจะตายในอีก 1 เดือน... แต่ก่อนตาย ขอส่งพวกสวะไปลงนรกก่อนก็แล้วกัน
- บทที่ 26 - ขนหัวลุก
บทที่ 26 - ขนหัวลุก
บทที่ 26 - ขนหัวลุก
บทที่ 26 - ขนหัวลุก
"นะ... นั่นมันหนูจริงๆ ด้วย หนูอะไรจะตัวใหญ่ขนาดนั้น"
น้ำเสียงของเฉิงเฮ่าสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาได้เห็นกับตาตัวเองว่าในกล้องวงจรปิดมีหนูตัวใหญ่เท่าหมากำลังโผล่มาจริงๆ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าสิ่งที่ฉินหยางพูดเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
"ผู้อำนวยการ หนูยักษ์นั่นมัน... มันคาบหนิวหนิวไปงั้นเหรอ"
ใบหน้าของลุงฝูซีดเผือด แกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะพูดออกมาแบบนั้น แต่สีหน้าของแกกลับยังคงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันหลุดโลกเกินไป
คนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าหวาดผวาไม่ต่างกัน ภาพเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดเมื่อครู่ มันฉีกกระชากสามัญสำนึกและมุมมองที่พวกเขามีต่อโลกใบนี้ไปจนหมดสิ้น
เริ่มตั้งแต่หนิวหนิวลุกจากเตียงเดินออกจากห้องพักมาในสภาพเหมือนคนละเมอ ก่อนจะปรากฏร่างของหนูยักษ์ที่พุ่งเข้ามาคาบตัวเธอไป
ราวกับว่าหนิวหนิวจงใจเดินออกจากห้องมาเพื่อให้หนูยักษ์ตัวนั้นคาบไปอย่างนั้นแหละ เรื่องพรรค์นี้มันจะมีใครทำใจเชื่อลงได้ยังไง
"พี่หยาง เมื่อกี้พี่มองออกได้ยังไงว่าไอ้เงานั่นคือหนู"
ท่ามกลางความเงียบงัน จู่ๆ หลานอี้ก็ตั้งคำถามขึ้นมา
สายตาของทุกคนพุ่งเป้าไปที่ฉินหยางอีกครั้ง แววตาของพวกเขาแฝงความคลางแคลงใจอยู่ลึกๆ
ต้องเข้าใจก่อนว่ากว่าพวกเขาจะมองออกว่านั่นคือหนูยักษ์ ก็ต้องรอให้เฉิงเฮ่ากดหยุดวิดีโอ แล้วค่อยขยายภาพพร้อมกับลดความเร็วลงตั้งหลายเท่า
แต่ตอนที่เปิดวิดีโอด้วยความเร็วปกติ เงานั่นมันพุ่งวาบหายไปในพริบตาเดียวจริงๆ
ต่อให้ลดความเร็วลงครึ่งหนึ่งแล้ว พวกเขาก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่านั่นคือหนูยักษ์
ฉินหยางเองก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดีเหมือนกัน แต่คำถามที่แฝงนัยยะบางอย่างของหลานอี้ ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
"แล้วก็ตอนที่อยู่ตั้งไกล พี่มองเห็นได้ยังไงว่าหนิวหนิวหลับตาอยู่"
หลานอี้ยิงคำถามต่อเนื่อง คราวนี้ทำเอาคนอื่นๆ เริ่มคิดตาม สายตาที่มองไปยังฉินหยางก็เริ่มเปลี่ยนไป
"หลานอี้ นายพูดแบบนี้หมายความว่าไง นายสงสัยฉันงั้นเหรอ"
ต่อให้ฉินหยางจะเป็นคนอารมณ์ดีแค่ไหน เขาก็ไม่อยากมานั่งรับผิดชอบเรื่องบ้าบอพวกนี้หรอก ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด เขาจึงสวนกลับไปตรงๆ
"แล้วมันไม่น่าสงสัยตรงไหนล่ะ"
น้ำเสียงของหลานอี้เริ่มแข็งกร้าวขึ้น "พี่ไม่ได้กลับมาที่สถานเลี้ยงเด็กตั้งหลายเดือน พอพี่โผล่หน้ามาปุ๊บก็เกิดเรื่องปั๊บเลย"
"แถม... คำถามสองข้อที่ผมเพิ่งถามไป พี่จะไม่อธิบายให้พวกเราฟังสักหน่อยเหรอ"
ดูเหมือนหลานอี้จะไม่ยอมปล่อยให้ฉินหยางรอดตัวไปง่ายๆ คำพูดที่รัวออกมาเป็นชุดของเขา ทำให้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เริ่มมีอาการลังเล แต่ละคนต่างพากันจ้องมองฉินหยางด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
เพราะข้อสงสัยของหลานอี้ล้วนเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หนิวหนิวหลับตาเดิน หรือเรื่องหนูยักษ์ที่พุ่งผ่านกล้องวงจรปิดไป ฉินหยางล้วนเป็นคนแรกที่มองเห็นความผิดปกติเหล่านั้น
เมื่อใครสักคนสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ แถมยังทำได้ถึงสองครั้งสองครา มันก็อดไม่ได้ที่คนทั่วไปจะเกิดความระแวงสงสัย
"ฉันไม่ได้ทำ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายด้วย"
ฉินหยางไม่รู้จริงๆ ว่าจะอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ยังไง เขาจึงตอบปัดไป "ตอนนี้สิ่งที่พวกเราควรให้ความสำคัญที่สุด คือการตามหาตัวหนิวหนิวให้พบไม่ใช่เหรอ"
"จริงด้วย หลานอี้ เรื่องพวกนี้เอาไว้ตามหาหนิวหนิวเจอก่อนค่อยว่ากันทีหลังเถอะ"
เก่อเจิ้งชิวได้สติกลับมา ตอนนี้ชายชราร้อนใจราวกับไฟสุมทรวง หนิวหนิวถูกหนูยักษ์ตัวเบ้อเริ่มคาบไปแบบนั้น ยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งน้อยลงทุกที
คนอื่นๆ ก็คิดเช่นเดียวกัน ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของหนิวหนิว ขืนมัวแต่มานั่งจับผิดเรื่องสายตาขั้นเทพของฉินหยางอยู่แบบนี้ มันไม่ผิดประเด็นไปหน่อยหรือไง
"ผู้อำนวยการครับ ผู้อำนวยการกำลังเข้าใจผิดแล้ว"
ทว่าหลานอี้กลับไม่ยอมคล้อยตามผู้อำนวยการ เขาเอ่ยแย้งขึ้นมา "ถ้าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉินหยางจริงๆ การรีบเค้นหาความจริงจากเขานั่นแหละครับ ที่จะช่วยให้เราตามหาหนิวหนิวได้เร็วที่สุด"
"พูดก็มีเหตุผลนะ"
เมื่อได้ยินหลานอี้พูดแบบนั้น หลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
พฤติกรรมของฉินหยางเมื่อครู่นี้ ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วจริงๆ
หากฉินหยางเป็นตัวการของเรื่องราวทั้งหมดนี้จริง เขาก็คือตัวกุญแจสำคัญที่พวกเขาไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
"ฉินหยาง นายกล้ายืนยันไหมว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ นายเก็บตัวอยู่แต่ในห้องตลอดไม่ได้ออกไปไหนเลย"
เมื่อเห็นผู้อำนวยการเก่อนิ่งเงียบไป หลานอี้ก็หันไปจ้องหน้าฉินหยาง แล้วยิงคำถามกดดันทันที
"ใช่!"
ฉินหยางตอบกลับไปตามตรงโดยไม่ได้ปิดบังอะไร เมื่อคืนนี้เขารีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แล้วก็มาสะดุ้งตื่นตอนตีสองเพราะมะเร็งกำเริบ เรื่องนี้เขามั่นใจมากๆ
"พูดปากเปล่าใครจะไปเชื่อ พี่เฮ่า รบกวนเปิดกล้องวงจรปิดที่หน้าห้องพักส่วนตัวทีครับ"
หลานอี้ไม่ได้เชื่อคำพูดของฉินหยางเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปพยักพเยิดกับเฉิงเฮ่า ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ชักช้า รีบจัดการเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณทางเดินหน้าห้องพักส่วนตัวขึ้นมาทันที
เฉิงเฮ่าค่อยๆ เลื่อนแถบเวลาไปเรื่อยๆ ภาพในจอก็ยังคงเป็นภาพทางเดินเงียบเชียบไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง
"หืม"
จู่ๆ ฉินหยางก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
เพราะภาพในกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นว่าประตูห้องพักของเขาถูกกระชากเปิดเอกจากด้านใน
วินาทีต่อมา ร่างของใครคนหนึ่งก็เดินก้าวออกมาจากห้อง และคนๆ นั้นก็คือตัวเขาเอง!
เวลาบนมุมจอระบุชัดเจนว่า เป็นเวลาเที่ยงคืนตรงเป๊ะ
"นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน"
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นปราดตั้งแต่กระดูกสันหลังขึ้นมาจนถึงท้ายทอย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาจนขนหัวลุกชัน
เพราะฉินหยางมั่นใจเต็มร้อยว่า เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินหยางรู้ตัวดีว่าเขาไม่เคยมีอาการเดินละเมอมาก่อน แต่คนที่เปิดประตูเดินออกมาจากห้องนั้น ก็คือตัวเขาจริงๆ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่
ฉินหยางไม่เคยเจอเรื่องลี้ลับชวนขนลุกขนาดนี้มาก่อน เขารู้สึกว่าตัวเองอาจจะมองข้ามอะไรบางอย่างไป เขาจึงได้แต่ยืนจ้องหน้าจอตาค้างอยู่อย่างนั้น
ทว่าในขณะที่ฉินหยางกำลังช็อกกับสิ่งที่เห็น สายตาของคนอื่นๆ ที่มองมาที่เขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกลียดและรังเกียจ
เพราะเมื่อครู่นี้ทุกคนเพิ่งจะได้ยินฉินหยางยืนกรานเสียงแข็งว่าตัวเองไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลย แถมยังนอนหลับยาวจนถึงตีสอง แต่ภาพหลักฐานตรงหน้ากลับฟ้องว่าเขาโกหก
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเอาไว้ชัดเจนว่าฉินหยางเดินออกจากห้องไป ก่อนจะหายลับไปจากรัศมีของกล้อง
เฉิงเฮ่ายังคงเลื่อนแถบเวลาต่อไป จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่ง ร่างของฉินหยางจึงปรากฏขึ้นในกล้องวงจรปิดอีกครั้ง เขาเปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องพักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฉินหยาง ทีนี้พี่จะอธิบายให้พวกเราฟังได้หรือยัง"
เสียงของหลานอี้ดังทำลายความเงียบ ดึงสติของทุกคนให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง
สายตาที่พวกเขามองไปยังฉินหยาง เต็มไปด้วยความซับซ้อนและเจือไปด้วยความโกรธแค้น
"ฉินหยาง นี่แกเป็นคนวางแผนทั้งหมดใช่ไหม"
ลุงฝูตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล "แกลืมไปแล้วเหรอว่าแกเองก็โตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกเรา หนิวหนิวเพิ่งจะอายุแค่นั้น แกทำลงไปได้ยังไง"
"ฉินหยาง ถ้าแกยังพอมีจิตสำนึกความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้าง ก็รีบเอาตัวหนิวหนิวมาคืนซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ"
เจ้าหน้าที่รูปร่างบึกบึนอีกคนตะคอกใส่หน้าฉินหยาง แววตาของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ พลางนึกด่าทอในใจว่าบนโลกนี้ยังมีคนจิตใจทรามอำมหิตขนาดนี้อยู่ด้วยเหรอ
จากคำถามไล่ต้อนของหลานอี้ ประกอบกับคำให้การที่ขัดแย้งของฉินหยาง และภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ยืนยันว่าเขาแอบย่องออกไปกลางดึก พวกเขาก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่านี่คือความจริงทั้งหมด
ไอ้ฉินหยางคนนี้ต้องมีเป้าหมายที่เด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแน่ๆ เผลอๆ อาจจะไปตกลงทำสัญญาบ้าบออะไรกับพวกแก๊งค้ามนุษย์ด้วยซ้ำ ถึงได้กล้าลงมือทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าแบบนี้
ไอ้คนเนรคุณเอ๊ย!