- หน้าแรก
- ผมกำลังจะตายในอีก 1 เดือน... แต่ก่อนตาย ขอส่งพวกสวะไปลงนรกก่อนก็แล้วกัน
- บทที่ 9 - เซอร์ไพรส์ไหม
บทที่ 9 - เซอร์ไพรส์ไหม
บทที่ 9 - เซอร์ไพรส์ไหม
บทที่ 9 - เซอร์ไพรส์ไหม
"เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ หมอนั่นมันก็แค่คนบ้าเท่านั้นแหละ"
ฉินหยางพยายามสลัดความคิดเพ้อเจ้อพวกนั้นทิ้งไป เพราะตอนนี้เขาไม่อยากจะตั้งความหวังอะไรอีกแล้ว
บางทีการตายไปอย่างสิ้นหวังแบบนี้ ก็อาจจะเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งก็ได้
เมื่อคุณมีความหวังแล้วต้องมาพบกับความสิ้นหวังอีกครั้ง มันคงเป็นอะไรที่เจ็บปวดทรมานกว่ามาก
กริ๊ง กริ๊ง...
ขณะที่ฉินหยางกำลังสะบัดหัวไล่ความคิด โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงก็ดังขึ้น ทำเอาเขาเผลอปล่อยดัมเบลในมือร่วงลงพื้น
ตึง!
ดัมเบลที่ดูเบาหวิวในมือของฉินหยาง กระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง
"คนชั้นบนเป็นบ้าอะไรวะ เบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง"
เสียงตะโกนด่าทอดังแว่วมาจากทางหน้าต่าง ฉินหยางรู้ทันทีว่าคนชั้นล่างคงตกใจเหมือนกัน เขารู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร กลับหยิบโทรศัพท์มือถือบนเตียงขึ้นมาแทน
"เสี่ยวฮุ่ย..."
เมื่อเห็นชื่อสายเรียกเข้าบนหน้าจอ สีหน้าของฉินหยางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็กดรับสาย
"ฉินหยาง นี่ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า หายหัวไปกี่วันแล้ว ถ้านี่ไม่โทรหา นายกะจะเลิกติดต่อกันไปเลยใช่ไหม"
ทันทีที่กดรับสาย เสียงคุ้นเคยก็ดังลอดออกมาจากปลายสาย
น้ำเสียงของอีกฝ่ายแฝงไปด้วยความโกรธจัดอย่างไม่ปิดบัง
จะว่าไปมันก็จริง คู่รักที่ขาดการติดต่อไปถึงสิบวันเต็ม มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย มิน่าล่ะแฟนสาวถึงได้โมโหขนาดนี้
"เสี่ยวฮุ่ย ฉันขอโทษ"
ฉินหยางรู้สึกขมขื่นในใจ ไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายก็เค้นคำออกมาได้แค่ประโยคเดียว นิ้วมือที่บีบโทรศัพท์อยู่เกร็งจนขาวซีด
"ไม่ต้องมาแก้ตัวบ้าบออะไรทั้งนั้น ฉันรอนายอยู่ที่ร้านอาหารฝรั่งดอว์ล ถ้าครึ่งชั่วโมงยังไม่เห็นหน้านาย เราเลิกกัน"
อวี๋เสี่ยวฮุ่ยที่อยู่ปลายสายไม่เปิดโอกาสให้ฉินหยางอธิบายอะไรมากนัก พูดจบเธอก็ตัดสายทิ้งไปทันที ทิ้งให้ฉินหยางถือโทรศัพท์ค้างไว้อยู่อย่างนั้น
"เอาเถอะ เรื่องแบบนี้มันควรจะคุยกันต่อหน้าให้รู้เรื่อง งั้นไปสักหน่อยก็แล้วกัน"
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดฉินหยางก็ตัดสินใจได้
เขาไม่อยากเป็นตัวถ่วงของแฟนสาว เรื่องบางเรื่องถ้าถึงเวลาต้องตัดก็ต้องตัด ไม่อย่างนั้นรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายต้องทนทุกข์ทรมาน
เพื่อการพบกันครั้งสุดท้ายนี้ ฉินหยางอุตส่าห์แต่งตัวเสียดิบดี ถึงขั้นเอาน้ำมันใส่ผมมาเซตผมให้ดูสดใสขึ้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
น่าเสียดายที่ห้องเช่าของเขาอยู่ชานเมือง ส่วนร้านอาหารฝรั่งดอว์ลอยู่ใจกลางเมือง กว่าเขาจะไปถึงเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงแล้ว
ฉินหยางได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย แล้วก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหาร
จากนั้นเขาก็มองเห็นแผ่นหลังคุ้นตานั่งอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่างไม่ไกลนัก
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ตอนนี้ที่โต๊ะตัวนั้นไม่ได้มีแค่อวี๋เสี่ยวฮุ่ยแฟนสาวของเขาเพียงคนเดียว แต่ยังมีชายหญิงวัยกลางคนอีกคู่นั่งอยู่ด้วย
"ฉินหยาง มัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงปล่อยให้พ่อแม่ฉันรอตั้งนานฮะ"
อวี๋เสี่ยวฮุ่ยเห็นฉินหยางเดินเข้ามาในร้านก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจ
"พ่อแม่เหรอ"
สรรพนามที่หลุดออกมาจากปากของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยทำเอาฉินหยางตกใจ กระซิบถามกลับไปว่า "ทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะว่าคุณลุงคุณป้าก็มาด้วย"
"ก็อยากจะเซอร์ไพรส์นายไง"
อวี๋เสี่ยวฮุ่ยลดเสียงลงกระซิบตอบ "เมื่อก่อนนายเคยบ่นหลายครั้งว่าอยากเจอพ่อแม่ฉันไม่ใช่เหรอ ทำไม พอได้เจอแล้วทำท่าเหมือนไม่อยากเจอเลยล่ะ"
พอได้ยินคำพูดพวกนี้ แววตาของฉินหยางก็ฉายแววจนปัญญา
คิดในใจว่านี่มันเซอร์ไพรส์ที่ไหน นี่มันทำให้ตกใจแทบช็อกต่างหาก
ตอนที่คบกันแรกๆ ฉินหยางก็อยากจะทำให้สถานะของทั้งคู่ชัดเจนเร็วๆ แต่เสี่ยวฮุ่ยก็มักจะอ้างว่าพ่อแม่ไม่ว่างมาตลอด ก็เลยไม่ได้เจอกันสักที
นึกไม่ถึงเลยว่าพอเขาเพิ่งจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย วันนี้เขาตั้งใจจะมาบอกความจริงเพื่อขอเลิกกับเธอ แต่เธอกลับจัด 'เซอร์ไพรส์' ชุดใหญ่ไฟกะพริบให้เขาซะอย่างนั้น
ตอนนี้เสี่ยวฮุ่ยไม่สนใจจะบ่นฉินหยางแล้ว เพราะทั้งคู่เดินมาถึงโต๊ะอาหารแล้ว และพ่อแม่ของเธอก็กำลังกวาดสายตามองฉินหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า
"พ่อ แม่ หนูขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือฉินหยางค่ะ"
ดวงตาของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยมีประกายประหลาดๆ พาดผ่าน ตอนที่แนะนำฉินหยาง เธอไม่ได้ใช้คำว่า 'แฟน' ด้วยซ้ำ แต่ฉินหยางไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้
"สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า"
ไม่ว่าในใจจะคิดอะไรอยู่ ฉินหยางก็ทักทายตามมารยาท พร้อมกับเอ่ยว่า "ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ เสี่ยวฮุ่ยไม่ได้บอกผมว่าคุณลุงคุณป้ามาด้วย ผมก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย"
"อืม"
พ่อของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยไม่ได้ลุกขึ้นยืน แค่ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ แต่แม่ของเธอที่อยู่ข้างๆ กลับขมวดคิ้วมุ่น
"เสี่ยวฉิน ฟังจากที่เธอพูด นี่หมายความว่ากำลังโทษเสี่ยวฮุ่ยบ้านเราอยู่งั้นเหรอ"
แม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยเป็นคนริมฝีปากบาง เปิดฉากพูดประโยคแรกก็ไม่ไว้หน้ากันเลย คำตำหนิกลายๆ ทำเอาฉินหยางไม่กล้าแม้แต่จะนั่งลง
"เปล่าครับ เปล่า ผมจะไปโทษเสี่ยวฮุ่ยได้ยังไง"
ถึงในใจจะแอบเคืองอยู่บ้าง แต่ฉินหยางก็ไม่ได้แสดงออกให้เห็น เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ แม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยถึงได้ยอมคลายคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน
"เสี่ยวฉิน นั่งลงสิ"
พ่อของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยไม่ได้มีท่าทีเหน็บแนมอะไร เขาพยักพเยิดให้ฉินหยางนั่งลง ก่อนจะใช้สายตาสำรวจฉินหยางไปมา ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมา
ในสถานการณ์แบบนี้ ฉินหยางก็ไม่กล้าพูดเรื่องที่เป็นมะเร็งหรือเรื่องขอเลิกอะไรทั้งนั้น เขาคิดว่ารอหาโอกาสคุยกับเสี่ยวฮุ่ยตามลำพังน่าจะดีกว่า
"เสี่ยวฉิน ได้ยินเสี่ยวฮุ่ยบอกว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าเหรอ"
คราวนี้แม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยไม่เกรงใจอีกต่อไป เธอถามโพล่งขึ้นมาตรงๆ ทำเอาฉินหยางชะงักไปนิด ก่อนจะพยักหน้ารับตามความจริง
"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้เธอเลยสิ"
แม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยขมวดคิ้วพูด น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งฉินหยางก็สัมผัสได้
"ช่างเถอะ พึ่งตัวเองก็ได้เหมือนกัน ได้ยินมาว่าเธอทำงานบริษัทออกแบบ เดือนหนึ่งได้เงินเดือนเท่าไหร่ล่ะ"
แม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยซักไซ้ไล่เลียงราวกับเจ้าหน้าที่สัมมะโนประชากร ถึงแม้ในใจฉินหยางจะรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เห็นแก่หน้าเสี่ยวฮุ่ย เขาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
"แปดพันครับ"
น้ำเสียงของฉินหยางฟังดูอึดอัด แต่เขาก็ตอบไปตามความจริง
ซึ่งเงินเดือนระดับนี้ ในเมืองแห่งนี้ก็ถือว่าไม่ใช่น้อยๆ แล้ว
"แค่แปดพันเองเหรอ นี่มันเมืองหลวงของมณฑลเลยนะ เงินเดือนแค่นี้จะไปทำอะไรได้"
ทว่าแม่ของอวี๋เสี่ยวฮุ่ยกลับถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามต่อว่า "เสี่ยวฉิน เธอก็น่าจะทำงานมาหลายปีแล้ว มีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ล่ะ"
"แม่ จะถามอะไรเยอะแยะเนี่ย"
ในที่สุดอวี๋เสี่ยวฮุ่ยก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากแทรกขึ้นมา แต่ในแววตาของเธอกลับแฝงความคาดหวังเอาไว้ หวังลึกๆ ว่าจะได้ยินคำตอบที่น่าพอใจจากปากของฉินหยาง