- หน้าแรก
- พรสวรรค์ไร้ขีดจำกัด อัปเกรดเคล็ดวิชาทะลวงสวรรค์
- บทที่ 310 - สี่คำอันดุดัน
บทที่ 310 - สี่คำอันดุดัน
บทที่ 310 - สี่คำอันดุดัน
บทที่ 310 - สี่คำอันดุดัน
พูดจบเขาก็เดินเข้ามาหาเจียงหยวน
"ไปกันเถอะ ฉันจะพาคุณไปดูชั้นเรียนที่ 301"
เจียงหยวนไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินเคียงข้างอิ่นจุยลงไปชั้นล่าง ตั้งแต่ต้นจนจบ อิ่นจุยไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องสวัสดิการเลยแม้แต่น้อย
แต่เจียงหยวนเป็นคนฉลาด แค่คิดนิดเดียวเขาก็เข้าใจความหมายแล้ว
อีกฝ่ายไม่ได้มองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของศาลดาราหวังเถิงอย่างแท้จริง มองเขาเป็นเพียงแค่แขกผ่านทาง จึงไม่จำเป็นต้องคุยอะไรให้มากความ
เรื่องสวัสดิการต่างๆ จึงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขานัก
ไม่นาน ทั้งสองก็ลงมาถึงชั้นที่ 31 ของตึก วินาทีที่ประตูเปิดออก เสียงหัวเราะหยอกล้ออย่างไม่เกรงใจใครก็ดังแว่วเข้ามาในหู
ที่ปลายทางเดินฝั่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมา ท่าทางลุกลน ตามหลังมาด้วยลูกศิษย์ชายที่สวมชุดหรูหราสีทองและมีเข็มขัดหลิวหลีคาดอยู่ที่เอว
"กล้าหนีงั้นหรือ เจ้ามดปลวกชนพื้นเมืองชั้นต่ำ ไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้"
ลูกศิษย์ชายที่วิ่งตามมาตะคริวเสียงดังลั่น ทำเอาหญิงสาวคนนั้นยิ่งสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจนไม่ได้มองทางข้างหน้า และชนเข้ากับเจียงหยวนอย่างจัง
เจียงหยวนยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับต้นไม้โบราณหมื่นปี แต่ทว่าพลังปราณและเลือดอันทรงพลังในร่างกายของเขากลับสะท้อนการโจมตีกลับไปโดยอัตโนมัติ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งราวกับแผ่นเหล็ก จนเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังลั่น
หญิงสาวล้มลงกระแทกพื้นและร้องโอดโอยเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นอิ่นจุย เธอก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลานและกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หัวหน้า หัวหน้าครูฝึก"
อิ่นจุยแค่นเสียงในลำคอก่อนจะกล่าว
"เธอลงไปเถอะ"
"ค่ะ ค่ะ"
สีหน้าของหญิงสาวผ่อนคลายลงทันที เธอค้อมตัวแสดงความเคารพเจียงหยวนอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบเดินจากไป
ส่วนผู้ชายที่วิ่งตามมาพอเห็นอิ่นจุย เขาก็ไม่ได้แสดงความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย เขาสะบัดแขนเสื้อแค่นเสียงเย็นชาแล้วหันหลังเดินกลับไปทันที
อิ่นจุยไม่พูดอะไร เขาเพียงเอ่ยกับเจียงหยวนสั้นๆ
"ไปกันเถอะ"
เจียงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเดินตามอิ่นจุยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องเรียนห้องหนึ่งที่อยู่สุดทางเดิน เสียงพูดคุยจอแจก็ดังชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อมองผ่านสิ่งที่ดูคล้ายกับหน้าต่าง เจียงหยวนก็เห็นว่าพื้นที่ภายในห้องเรียนนั้นกว้างขวางมาก ไม่ต่ำกว่าร้อยตารางเมตร มีนักเรียนชายหญิงนั่งอยู่กระจายๆ กันประมาณยี่สิบกว่าคน
หน้าตาหล่อเหลางดงามราวกับเทพธิดาและบุตรแห่งสวรรค์
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็หรูหราอลังการ แผ่กลิ่นอายของดวงอาทิตย์ออกมาจางๆ ซึ่งเป็นอาวุธป้องกันระดับสุริยันที่มีระดับสูงกว่า ดูเหมือนว่าทุกคนจะร่ำรวยมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาใส่เสื้อผ้าแบบนี้แน่
ในตอนนี้ ภายในห้องเรียนกำลังคึกคักสุดๆ มีทั้งคนหยอกล้อเล่นกัน โยนของใส่กันไปมา ทุกคนมีรอยยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านบนใบหน้า นั่งก็ไม่เป็นท่านั่ง ยืนก็ไม่เป็นท่ายืน ร่างกายเอนเอียงไปมา
อิ่นจุยยืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ราวกับชินชากับภาพตรงหน้าแล้ว
ประตูค่อยๆ เลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงครางเบาๆ เสียงหัวเราะหยอกล้อในห้องเงียบลงไปชั่วขณะ สายตาหลายคู่หันขวับมามองทันที
สายตาเหล่านั้นกวาดผ่านอิ่นจุยไปอย่างรวดเร็ว และมาหยุดอยู่ที่เจียงหยวน
ในกลุ่มนั้น เจียงหยวนเห็นลูกศิษย์ชายที่วิ่งไล่ตามผู้หญิงคนเมื่อกี้ นั่งไขว่ห้างอยู่แถวหลังสุด เอาขาพาดไว้บนโต๊ะหินหยกขาว หรี่ตามองลงมาราวกับเทพเจ้าที่อยู่สูงส่งกำลังจ้องมองมนุษย์ธรรมดา
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกและเบะปากใส่
อิ่นจุยมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเดินตรงไปที่หน้าชั้นเรียน เอามือไพล่หลัง พลังปราณและเลือดในร่างกายสั่นสะเทือนขึ้นมาในพริบตา คลื่นพลังพุ่งทะยานราวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากและส่งเสียงดังกึกก้อง
มันกระจายออกไปเป็นระลอกคลื่น ปกคลุมไปทั่วทั้งห้องเรียนในเสี้ยววินาที
น้ำเสียงที่หนักแน่นและทรงพลังของเขาดังกึกก้องขึ้น
"ที่ฉันมาที่นี่ ทุกคนก็น่าจะรู้สาเหตุแล้ว ฉันจะไม่พูดพร่ำทำเพลง คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันนี่คือครูฝึกคนใหม่ของชั้นเรียนที่ 301 ในอนาคตถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกกับครูฝึกของพวกเธอได้เลย"
พูดจบเขาก็หันไปมองเจียงหยวนและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เอาล่ะ เวลาที่เหลือ คุณก็ทำความรู้จักกับลูกศิษย์ของคุณไปแล้วกัน ถ้ามีปัญหาอะไรก็มารายงานฉันได้"
เมื่อพูดจบ อิ่นจุยก็เดินไปที่ข้างเจียงหยวนแล้วหยุดชะงัก ชำเลืองมองเขาทางหางตาโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะเดินจากไปทันที
เมื่ออิ่นจุยเดินคล้อยหลังไป เสียงพูดคุยในห้องเรียนก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างกลับไปทำกิจกรรมของตัวเอง ทั้งหยอกล้อเล่นกันและพูดคุยกัน ราวกับมองไม่เห็นหัวเจียงหยวนเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าลูกศิษย์กลุ่มนี้เป็นพวกหัวรั้นและไม่กลัวฟ้ากลัวดิน แต่พวกเขาก็ยังคงมีความเกรงใจต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
เพราะถึงยังไงอิ่นจุยก็เป็นถึงระดับทำลายล้างดวงดาว เจ้าของฉายาเทพยุทธ์ ผู้มีพลัง 100000 ดาว
แต่ในสายตาของพวกเขา เจียงหยวนเป็นแค่ครูฝึกที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ คงใช้เส้นสายเข้ามาเป็นครูฝึกประจำชั้นของพวกเขาแน่ๆ
ครูฝึกธรรมดาๆ จะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว
ก็แค่บรรพชนไร้พ่ายที่มีพลัง 10000 ดาวเท่านั้น ห่างชั้นกันลิบลับ ไม่มีค่าพอให้พวกเขาสนใจด้วยซ้ำ เป็นแค่ตัวละครเล็กๆ ที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ
เจียงหยวนจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าคนพวกนี้คิดอะไรอยู่
เขายิ้มบางๆ โดยไม่ได้ใส่ใจอะไร เดินไปที่กลางหน้าชั้นเรียน กวาดสายตามองไปรอบๆ จากนั้นก็หันหลังกลับโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาใช้นิ้วเขียนอักษรลงบนอากาศ
พลังปราณและเลือดไหลไปตามการตวัดนิ้วของเขา ควบแน่นกลายเป็นตัวอักษรทีละตัว
แม้ลูกศิษย์ที่อยู่ด้านล่างจะทำตัวตามสบายและไม่สนใจเจียงหยวน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นครูฝึกประจำชั้นที่ดูแลพวกเขาในนาม พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจบ้างเล็กน้อย
เมื่อเห็นเจียงหยวนรวบรวมพลังปราณและเลือดเพื่อเขียนหนังสือ ลูกศิษย์ทุกคนก็หันมามองหน้ากัน แววตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
"ก็แค่นี้แหละ นึกว่าจะมีฝีมืออะไรซะอีก"
"แล้วจะให้มีอะไรล่ะ ก็แค่บรรพชนไร้พ่ายระดับทำลายล้างดวงดาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง อยู่ที่ดาวแม่ของตัวเองอาจจะเป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจล้นฟ้า ชี้เป็นชี้ตายได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่... เขาก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย"
"ก็แค่หวังจะมากอบโกยผลประโยชน์จากพวกเรานั่นแหละ เดี๋ยวพอให้เศษเงินนิดหน่อยก็คงไสหัวไปเอง"
ลูกศิษย์ทั้งยี่สิบคนต่างสื่อสารกันผ่านการสั่นสะเทือนของพลังปราณและเลือด พวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสั้นๆ โดยไม่แยแสอะไรเลย
ใครบ้างในศาลดาราหวังเถิงอันกว้างใหญ่ที่ไม่รู้ว่า ชั้นเรียนที่ 301 ของพวกเขานั้น ลูกศิษย์แต่ละคนมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา เป็นดั่งบุตรของจักรพรรดิสวรรค์ในยุคโบราณ ร่ำรวยเงินทอง ใครๆ ก็อยากมาขอส่วนแบ่งกันทั้งนั้น
พวกเขาชินชากับเรื่องพวกนี้ไปเสียแล้ว
เดิมทีก็นึกว่าครูฝึกคนใหม่จะมาไม้ไหน มีลูกเล่นหรือกลยุทธ์อะไรแปลกใหม่ อย่างน้อยก็น่าจะวางมาดเบ่งอำนาจ ปล่อยพลังปราณและเลือดข่มขู่กันสักหน่อย
แต่นี่กลับไม่สะทกสะท้าน เอาแต่ยืนเขียนหนังสืออยู่ที่หน้าชั้น
บนฝ่ามือของเจียงหยวน ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายและปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ก่อตัวเป็นประโยคแรก
"ฉันคือเจียงหยวนแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ มาเยือนเทียนเจี้ยเป็นวันที่สอง"
เมื่อเจียงหยวนเขียนประโยคนี้จบ ลูกศิษย์บางคนก็หรี่ตาลงและขมวดคิ้ว เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบกันค่อยๆ เบาลง
จากนั้น เจียงหยวนก็เขียนประโยคที่สองต่อ
[จบแล้ว]