- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 370 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทที่ 370 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทที่ 370 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทที่ 370 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เรื่องนี้มัน......ผมไม่รู้จะพูดออกไปยังไงดีครับ......”
หวังเทียนชะงักไป “มีอะไรที่แกพูดไม่ได้?”
ลูกน้องทำหน้าตาบิดเบี้ยวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับคนปวดท้องท้องผูก ก่อนจะเอ่ยปากรายงาน
“เมื่อเช้านี้ ในระหว่างที่คุณท่านกำลังเดินทางไปดื่มน้ำเต้าหู้ที่ตลาด......คุณท่านถูกรถบรรทุกพุ่งชน จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุครับ......”
“แกว่ายังไงนะ!”
หวังเทียนสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทั้งตัว
“พ่อของฉันเหรอ?”
“ครับ พ่อของคุณหวังนั่นแหละครับ”
“ม่าย!”
“ม่ายจริง!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญอันแสนเจ็บปวดรวดร้าว ดังระงมไปทั่วทั้งคฤหาสน์ในทันที
“ไปกันเถอะ! ฉันจะไปดูศพพ่อฉัน!”
ให้ตายเขาก็ไม่มีวันเชื่อหรอก ว่าพ่อของเขาจะประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต
......
บนดาดฟ้าชั้นหกของตึกเก่าซอมซ่อ ที่ตั้งอยู่ติดกับลานจอดรถของโรงพยาบาล คาร์ลอสบรรจงเก็บก้นบุหรี่และขี้เถ้าที่สูบจนหมดมวน ห่อใส่กระดาษทิชชู แล้วยัดเก็บใส่กระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด
เขาหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องดู ก่อนจะเผยอยิ้มที่มุมปาก
เขาก้มลงยกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่าสามสิบกิโลกรัม ที่ตั้งอยู่แทบเท้า ขึ้นไปวางตั้งเอาไว้บนขอบระเบียง
จากนั้น เขาก็หยิบดินทรายขึ้นมากำมือหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ โปรยมันลงไปเบื้องล่าง
“ความเร็วลม 2 เมตรต่อวินาที อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45% น้ำหนักวัตถุ 27 กิโลกรัม ความเร่งจากแรงโน้มถ่วง......”
คาร์ลอส อดีตผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก กำลังคำนวณสมการทางคณิตศาสตร์อยู่ในหัวอย่างแม่นยำ
ที่ชั้นล่าง
หลังจากที่ขบวนรถของหวังเทียนแล่นเข้ามาจอด พวกเขาก็รีบก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปที่อาคารโรงพยาบาล
ซึ่งจะต้องเดินผ่านตึกเก่าซอมซ่อหลังนั้นพอดี
คาร์ลอสค่อย ๆ ขยับกระถางต้นไม้ให้ยื่นออกไปนอกระเบียงทีละนิด
เขาคำนวณความเร็วในการเดินของกลุ่มหวังเทียน ควบคู่ไปกับความเร่งจากแรงโน้มถ่วงของกระถางต้นไม้......
พร้อมกับนับถอยหลังอยู่ในใจ
3...
2...
1...
ในวินาทีสุดท้าย คาร์ลอสก็ตัดสินใจผลักกระถางต้นไม้ให้ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดรอยเสียดสีของก้นกระถางบนขอบระเบียงจนหมดจด แล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างเยือกเย็น
หวังเทียนยืนมองดูป้ายชื่อโรงพยาบาลด้วยความโศกเศร้า
เขาล้วงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยุดเดิน แล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
ในวินาทีที่เขากดไฟแช็กนั้นเอง!
ก็เกิดเสียงดัง “โครม!” ดังสนั่นหวั่นไหว
หวังเทียนมองเห็นเงาดำทะมึนร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรงต่อหน้าต่อตา
แรงสั่นสะเทือนทำเอาเขาถึงกับชาไปทั้งฝ่าเท้า
เขาตกใจจนสะดุ้งเฮือก บุหรี่ที่คาบอยู่ในปากพร้อมกับไฟแช็กในมือ ร่วงหล่นลงพื้นไปจนหมด
แถมเขายังรู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่กระเด็นมาเปรอะเปื้อนใบหน้าของเขาอีกด้วย
หวังเทียนกลัวจนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวไปไหน
เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลงมองดูเบื้องล่าง
บอดี้การ์ดที่เดินนำหน้าเขาไปเพียงก้าวเดียว ถูกกระถางต้นไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากที่สูง ทับจนกะโหลกศีรษะแตกละเอียดผิดรูปผิดร่างไปจนหมด......
บอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตั้งสติได้ก่อน เขารีบกระชากแขนหวังเทียน แล้วพาวิ่งหลบเข้าไปซ่อนตัวในอาคารทันที
หวังเทียนที่กำลังยืนหลบมุมอยู่มุมหนึ่ง กลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก
“คะ...แค่ก้าวเดียวเท่านั้น!”
ถ้าเมื่อกี้นี้เขาไม่หยุดเดินเพื่อจุดบุหรี่สูบล่ะก็ คนที่ต้องมานอนคอหักกะโหลกยุบตายอนาถอยู่ตรงนั้น ก็คือตัวเขาเอง!
บอดี้การ์ดผู้เคราะห์ร้ายที่โดนกระถางทับ ยังคงนอนดิ้นทุรนทุรายจมกองเลือดอยู่บนพื้น
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นสภาพปางตายของเขา ต่างก็ต้องฟันธงเป็นเสียงเดียวกัน ว่าไอ้หมอนี่มันคงไม่รอดแน่ ๆ
และมันก็เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่นาน ร่างของเขาก็นอนนิ่งสนิทไร้ซึ่งลมหายใจ
หวังเทียนกัดฟันกรอด “พวกแกขึ้นไปตรวจสอบบนดาดฟ้าตึกนั้นเดี๋ยวนี้เลย!”
“รับทราบครับ!”
บอดี้การ์ดสี่คนรีบวิ่งขึ้นบันได มุ่งหน้าตรงไปยังดาดฟ้าของตึกทันที
บนดาดฟ้าชั้นหก
หลังจากที่บอดี้การ์ดช่วยกันเดินสำรวจดูรอบ ๆ อย่างคร่าว ๆ พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยความผิดปกติใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
พวกเขาจึงใช้วิธีการเคาะประตูห้องพักเพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้เช่าทุกห้อง ไล่ตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาจนถึงชั้นล่างสุด
แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรที่น่าสงสัยเลย
เมื่อได้ฟังรายงานจากบอดี้การ์ด หวังเทียนก็ไม่ปักใจเชื่อหรอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันจะเป็นแค่อุบัติเหตุ
การที่หาเบาะแสอะไรไม่เจอเลยนี่แหละ คือสิ่งที่น่าสงสัยที่สุด!
ถ้ามันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ อย่างน้อย ๆ มันก็ต้องมีร่องรอยของกระถางต้นไม้ที่ตั้งอยู่ตรงนั้นบ้างสิ
แต่นี่ตั้งแต่ชั้นสองไปจนถึงดาดฟ้า กลับไม่มีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่เลย ราวกับว่ากระถางต้นไม้ใบนั้น มันไม่เคยมีอยู่จริงบนตึกหลังนี้เลยด้วยซ้ำ!
มันจะเป็นอุบัติเหตุไปได้ยังไงกันล่ะ!
แต่ในเวลานี้ เขาก็ยังคิดหาคำตอบอะไรไม่ได้อยู่ดี
หวังเทียนจึงต้องจำใจปล่อยวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
“ส่งคนของเราสองคนขึ้นไปเฝ้าสังเกตการณ์บนดาดฟ้า ฉันไม่อยากจะให้เกิด ‘อุบัติเหตุ’ บ้า ๆ แบบนี้ขึ้นมาอีก!”
“รับทราบครับ!”
หวังเทียนต้องรอให้บอดี้การ์ดขึ้นไปประจำจุดสังเกตการณ์บนดาดฟ้าจนเสร็จเรียบร้อย เขาถึงจะกล้าก้าวเท้าออกจากที่ซ่อน
เขาทิ้งบอดี้การ์ดเอาไว้สองคน เพื่อจัดการกับศพของลูกน้องผู้เคราะห์ร้าย ส่วนตัวเขาพร้อมกับบอดี้การ์ดที่เหลือ ก็เดินมุ่งหน้าเข้าไปในอาคารโรงพยาบาล
ในเมื่อมีคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันตั้งมากมายขนาดนั้น มันก็ย่อมจะต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน
เมื่อเข้าไปถึงด้านในโรงพยาบาล หวังเทียนก็ได้เห็นสภาพศพของพ่อตัวเอง ที่ดูน่าอนาถยิ่งกว่าศพของบอดี้การ์ดที่โดนกระถางต้นไม้ทับเมื่อตะกี้นี้ซะอีก
เขาช็อกจนแทบจะเสียสติ!
“อ๊าก!”
“ปัง!”
เขาเตะกล่องดับเพลิงที่ติดอยู่ข้างฝาผนังอย่างแรง
ก่อนจะแหกปากร้องตะโกนด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
“แล้วไอ้คนขับรถล่ะ? ไอ้คนขับรถบรรทุกคันนั้นมันมุดหัวอยู่ที่ไหน?”
“ยะ...ยังอยู่ในห้องฉุกเฉินครับ” ลูกน้องตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หวังเทียนกัดฟันกรอด “ฉันจะฆ่ามัน!”
“ไม่สิ! ฉันจะปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ เพื่อทรมานมันให้เจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าตายซะอีก! พวกแกไปสืบมาให้ได้ ว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้!”
“รับทราบครับ!”
......
ด้านนอกโรงพยาบาล
คาร์ลอสยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ต่อให้คำนวณเอาไว้แม่นยำแค่ไหน มันก็ยังสู้ความเกรี้ยวกราดของพระเจ้าไม่ได้อยู่ดีแฮะ”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
เขานั่งรถแท็กซี่ตรงดิ่งไปที่สนามบินทันที
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
เขาได้จองทัวร์ท่องเที่ยวเอาไว้แล้ว คืนนี้เขาจะต้องบินไปมณฑลซื่อชวน เพื่อไปดูหมีแพนด้า......
แถมเขายังจัดการจองตั๋วเครื่องบินขากลับในวันจันทร์เอาไว้ล่วงหน้าอีกด้วย
เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการทำงานของเขา
......
ตระกูลหวังสูญเสียคนสายเลือดแท้ไปถึงสองคนภายในระยะเวลาเพียงแค่สองวัน
แถมหนึ่งในนั้น ยังเป็นถึงผู้อาวุโสของตระกูลอีกด้วย
เรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการ
ความลับไม่มีในโลกหรอก
ต่อให้เป็นตระกูลที่เก็บเนื้อเก็บตัวและทรงอิทธิพลอย่างตระกูลหวังก็ตาม
มันก็ยากที่จะปิดบังข่าวลือนี้ให้มิดชิดได้
ข่าวลือเรื่องความสูญเสียของตระกูลหวัง แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
บรรดานักลงทุนที่หูไวตาไว ต่างก็พากันเรียกประชุมด่วน เพื่อหารือกันว่า ควรจะเทขายหุ้นของบริษัทที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของตระกูลหวังทิ้งดีไหม
เมื่อเฉินเซียวเห็นว่ามีข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต
เขาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องเทรดหุ้นทันที “หวังเผิง เซียวซวี่ เริ่มแผนการชอร์ตเซลล์ทุบหุ้นได้เลย พวกนายมีเวลาตลอดทั้งช่วงบ่ายนี้ ทุบให้ร่วงจนติดฟลอร์ไปเลย”
“รับทราบครับ!”
บริษัทเถิงเซียวแคปิตอลได้ทำการกว้านซื้อหุ้นของบริษัทเป้าหมายมาจากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
รอเพียงแค่เฉินเซียวออกคำสั่ง พวกเขาก็พร้อมที่จะเทขายหุ้นเหล่านั้นในราคาสูงลิบลิ่วในทันที
ถ้าหากว่าราคาหุ้นของบริษัทพวกนี้ ร่วงหล่นลงมาตามที่เจ้านายคาดการณ์เอาไว้ล่ะก็
ถึงตอนนั้น พวกเขาก็ค่อยไปกว้านซื้อหุ้นกลับคืนมาในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพื่อนำไปคืนให้กับบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งมันก็จะสร้างผลกำไรอันมหาศาลให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน
ตระกูลหวังกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้าอาดูร
แต่ภายในห้องทำงานของเฉินเซียว กลับเปิดเพลงคลอเบา ๆ อย่างสบายอารมณ์
มาจนถึงตอนนี้ สถานการณ์ทุกอย่าง ก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบของเฉินเซียวอย่างสมบูรณ์แบบ
ตระกูลหวังเอาตัวไม่รอด แค่ต้องคอยจัดการเรื่องงานศพของหวังเจ๋อและหวังจงเหอ มันก็ทำให้พวกเขาต้องวุ่นวายไปอีกนานแล้ว
แถมใครจะไปรู้ล่ะ ว่าในช่วงเวลานี้ จะมีคนในตระกูลของพวกมันถูกส่งลงนรกไปอีกหรือเปล่า......
บ่ายสามโมงตรง
บริษัทเถิงเซียวแคปิตอลได้เทขายหุ้นของบริษัทเป้าหมายไปแล้วกว่าหลายสิบบริษัท คิดเป็นมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านหยวน
ถือว่าเป็นการปิดฉากการทำงานในสัปดาห์นี้ได้อย่างสวยงาม
ตามคำสั่งของเฉินเซียว ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดทำการในเช้าวันจันทร์ พวกเขาก็จะเดินหน้าเทขายหุ้นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ด้วยเงินสดสำรองกว่าสองหมื่นล้านหยวนที่นอนนิ่งอยู่ในบัญชีของเถิงเซียวแคปิตอล เพื่อใช้เป็นหลักประกัน พวกเขายังมีช่องว่างในการทำกำไรอีกมากมายมหาศาล
ตกค่ำ ในที่สุด เฉินเซียวก็สามารถติดต่อซูถังได้สำเร็จ
“เจ้านายคะ”
“ซูถัง ลำบากเธอแย่เลยนะ แล้วนี่เธอจะเดินทางกลับประเทศเมื่อไหร่ล่ะ?” เฉินเซียวเอ่ยถาม
“ฉัน......ขอเวลาอีกสักพักนะคะ”
เฉินเซียวขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ? รีบเดินทางกลับมาเถอะ อยู่ข้างนอกมันอันตรายนะ”
“ก็ได้ค่ะ งั้นเอาเป็นเดือนหน้าก็แล้วกันนะคะ”
เฉินเซียวรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ “ทำไมต้องรอให้ถึงเดือนหน้าด้วยล่ะ เดินทางกลับมาพรุ่งนี้เลยไม่ได้หรือไง?”
“พรุ่งนี้เหรอคะ......”
ปกติแล้ว ซูถังมักจะเป็นคนพูดจาฉะฉานและเด็ดขาด เธอไม่เคยมีท่าทีอึกอักหรือลังเลใจแบบนี้มาก่อนเลย
เฉินเซียวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตกลงว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
ซูถังจนปัญญาที่จะปิดบัง เธอจึงจำใจต้องตอบออกไปตามความจริง “ความจริงมันก็ไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไรหรอกค่ะ ก็แค่......เจอปัญหาติดขัดนิดหน่อยน่ะค่ะ ตอนนี้ฉันก็เลยยังเดินทางกลับไม่ได้......”
เฉินเซียวขมวดคิ้วแน่น “ไม่ต้องกังวลไปนะ เธอแค่เอาชีวิตตัวเองให้รอดปลอดภัยก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่เหลือ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง”
ซูถังคลี่ยิ้มบาง ๆ ด้วยความดีใจ เธอตอบรับเสียงเบา
“อืม”
เฉินเซียวกำชับเธออีกสองสามประโยค ก่อนจะวางสายไป
จากนั้น เขาก็กดโทรออกหาอันจงทันที
“ฮัลโหล? เจ้านายครับ”
“อืม ซูถังกำลังเจอกับปัญหาตอนที่อยู่ยุโรป นายรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”
“ผมทราบเรื่องนี้ดีครับเจ้านาย แล้วก็......”
อันจงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรายงาน “ท่านประธานซูได้รับบาดเจ็บด้วยครับ”
มือที่กำโทรศัพท์ของเฉินเซียวบีบแน่นขึ้นด้วยความโกรธ “มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น? แล้วทำไมเพิ่งจะมาบอกฉันเอาป่านนี้!”
“จะ...เจ้านายครับ ท่านประธานซูกำชับนักกำชับหนา...ไม่ให้ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนี่ครับ เจ้านายห้ามบอกใครเด็ดขาดเลยนะครับ ว่าผมเป็นคนเอาเรื่องนี้มาบอกเจ้านายน่ะ”
เฉินเซียวขบกรามแน่น “เออ ซูถังจะต้องเดินทางกลับประเทศเดี๋ยวนี้เลย ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ต่อให้ต้องกว้านซื้อสายการบินทั้งสายการบิน! หรือว่าต้องยัดเงินใต้โต๊ะให้พวกผู้มีอิทธิพลคนไหนก็ช่าง นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม?”
“รับทราบครับ! ผมจะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ!”