- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 360 การระดมทุนรอบ A
บทที่ 360 การระดมทุนรอบ A
บทที่ 360 การระดมทุนรอบ A
บทที่ 360 การระดมทุนรอบ A
ท่ามกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลและมืดมิดของทะเลสาบเฉียนหู เรือยอร์ชสุดหรูลำหนึ่งกำลังแล่นไปอย่างช้า ๆ
โดยมีเรือสปีดโบ๊ทกว่าสิบชักลำ แล่นลาดตระเวนคุ้มกันอยู่รอบนอกอย่างแน่นหนา
เฉินเซียวและพวกพ้องนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะอาหารภายในห้องอาหารสุดหรู
เวยหลิงและคนอื่น ๆ หลงคิดว่าการนัดพบเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ คงจะจัดขึ้นที่โรงแรมหรู ๆ หรือสถานที่ระดับไฮเอนด์สักแห่ง
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าสถานที่นัดพบในครั้งนี้ มันจะมาจบลงบนเรือยอร์ชสุดหรูลำนี้ได้
เรือยอร์ชลำนี้ ดูละม้ายคล้ายคลึงกับเรือยอร์ชของพวกอภิมหาเศรษฐีในละครโทรทัศน์ไม่มีผิด
มูลค่าของมันคงจะประเมินค่าเป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ ได้ยาก แต่ถ้าให้กะด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็น่าจะตกอยู่ที่ราว ๆ หลายสิบล้านหยวนอย่างแน่นอน
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง และประเมินศักยภาพความยิ่งใหญ่ของบริษัทเฉียนหูอินเวสต์เมนต์ใหม่อีกครั้ง
เวิงหลานยังคงสวมชุดสูททำงานที่ดูเป็นทางการและสุภาพเรียบร้อยเหมือนเช่นเคย
เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนจะชูแก้วไวน์แดงขึ้น
“ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่านคะ ช่วงเวลาที่ผ่านมา บริการส่งอาหารเดลิเวอรีมีอัตราการเจริญเติบโตที่เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างหนักของพวกคุณทุกคน ฉันในฐานะตัวแทนของบริษัทเฉียนหูอินเวสต์เมนต์ ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยนะคะ”
เวยหลิงเป็นตัวแทนกล่าวตอบรับ “พวกเราก็ต้องขอขอบคุณทางบริษัทของคุณด้วยเช่นกันค่ะ ที่คอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเรามาโดยตลอด ถ้าหากไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งในเรื่องของบุคลากรที่มีความสามารถ และเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ ฉันคิดว่าบริการส่งอาหารเดลิเวอรี คงจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดแบบนี้อย่างแน่นอนค่ะ”
เวิงหลานยิ้มรับ “มาค่ะ พวกเรามาดื่มฉลองให้กับความสำเร็จของบริการส่งอาหารเดลิเวอรีในวันนี้กันเถอะค่ะ”
“ชนแก้ว!”
ฉินซินเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ เขาแค่พยายามจะเรียกความกล้าหาญให้กับตัวเองเท่านั้นแหละ
ทันทีที่เขาสบตากับเวิงหลาน สีหน้าของเขาก็ดูเกร็ง ๆ และทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที
เขายังจำวีรกรรมที่ตัวเองพยายามจะส่งเด็กไปปรนเปรอเธอ จนโดนตบหน้าฉาดใหญ่กลับมาได้ไม่ลืม...
เวิงหลานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจหรือโกรธเคืองอะไรออกมาให้เห็น ส่วนลึก ๆ ในใจของเธอจะคิดยังไงนั้น ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
หลังจากที่ทุกคนดื่มฉลองร่วมกันแล้ว บรรยากาศภายในห้องอาหารก็เริ่มจะครึกครื้นและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น
ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีแต่เวิงหลานกับเวยหลิงเท่านั้นที่พูดคุยเจรจาธุรกิจกัน
เฉินเซียวแอบกระซิบถามฉินซิน “แกมองดูสายตาที่ท่านประธานเวิงมองแกสิ ทำไมมันดูแปลก ๆ ? หรือว่าเธอจะ......”
“เฮ้ย ๆ ๆ! แกหยุดความคิดบ้า ๆ ของแกไว้ตรงนั้นเลยนะ! ฉันมีแฟนแล้วนะโว้ย!”
เฉินเซียวชะงักไป “แกไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่? ใคร?”
“อะแฮ่ม...” ฉินซินทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ “วะ...เว่ยเหวินน่ะ...”
เฉินเซียว: “......”
“ไอ้เชี่ยเอ๊ย!”
“แกนี่มันหน้าตัวเมียจริง ๆ!”
“แกไปคว้าผู้หญิงพรรค์นั้นมาทำเมียได้ยังไงวะเนี่ย?”
“ก็ก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งจะทิ้งแกไปคบกับไอ้สื่อเถิงไม่ใช่เหรอวะ!”
“แหะแหะ...พี่เซียว พี่อย่าเพิ่งด่าผมเลยครับ ความจริงผมก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน ผมก็รู้แหละว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีอะไรนักหนา แต่......ผมก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้นี่นา! เฮ้อ!”
เฉินเซียวรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจกับพวกมันจริง ๆ
“ไอ้เวรเอ๊ย แกนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ”
“จะคบกับเธอก็ไม่เป็นไร แต่แกจำใส่กะโหลกเอาไว้ให้ดีนะ อย่าให้เธอมาเอาเปรียบแกได้เด็ดขาด อะไรที่ควรจะกอบโกยมาได้ ก็กอบโกยมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่แดงเดียว!”
ฉินซินตบหน้าอกรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ “พี่เซียว พี่วางใจได้เลยครับ ผมรับรองเลยว่าผมจะทะลวงให้ครบทุกประตูเลยล่ะครับ”
เฉินเซียว: “......”
หลังจากที่พูดคุยสัพเพเหระเพื่อละลายพฤติกรรม และทานอาหารรองท้องกันไปพอสมควรแล้ว บทสนทนาก็เริ่มวกกลับเข้าสู่ประเด็นหลักของการเจรจาธุรกิจในวันนี้
เวิงหลานรับแฟ้มเอกสารมาจากมือของเลขา
“นี่คือแผนการระดมทุนรอบ A ที่ทางบริษัทของเราได้จัดทำขึ้นมานะคะ ขอเชิญท่านผู้ถือหุ้นทุกท่านลองอ่านดูรายละเอียดกันก่อนค่ะ ถ้าหากมีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งตรงจุดไหน สามารถเสนอแนะขึ้นมาได้เลยนะคะ พวกเราจะได้ร่วมกันหาข้อสรุปให้ได้ภายในวันนี้เลย”
“ครับ/ค่ะ”
แผนการระดมทุนฉบับนี้ เป็นผลงานการร่างของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับมือพระกาฬ เฉินเซียวจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลามานั่งอ่านตรวจสอบความถูกต้องอีกเลย
ส่วนพวกเวยหลิง ก็ไม่ได้อ่อนหัดและไร้เดียงสาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ถึงแม้ว่ารายละเอียดในแผนการระดมทุนมันจะซับซ้อนยุ่งยากสักแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังสามารถมองเห็นจุดบกพร่อง และช่องโหว่บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
พวกเขาช่วยกันซักไซ้ไล่เลียง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเวิงหลานอย่างดุเดือดเผ็ดมัน
เฉินเซียวเปิดดูแผนการระดมทุนผ่าน ๆ ไปอย่างแกน ๆ แต่ภายในหัวของเขากลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่
การที่ยังควานหาตัวพวกนักฆ่าที่เหลือไม่เจอ มันทำให้เขารู้สึกหวาดระแวงและไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ
แต่ทว่าเขาหารู้ไม่ว่า ที่บริเวณเนินเขาบนฝั่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเรือยอร์ชของเขาออกไปเพียงแค่สองกิโลเมตร มีชายฉกรรจ์สามคนกำลังหมอบซุ่มสังเกตการณ์อยู่
พวกมันกำลังใช้กล้องส่องทางไกลความละเอียดสูง จับตามองทุกความเคลื่อนไหวบนเรือยอร์ชอย่างไม่วางตา
“ไอ้คนเอเชียเวรตะไลนี่ ทุกครั้งที่มันโผล่หัวออกมา มันจะต้องพาบอดี้การ์ดมาคุ้มกันเป็นพรวนเลยนะ โบลตัน แกมั่นใจไหมว่าจะสอยมันร่วงได้?”
ชายเคราดกที่นอนหมอบอยู่ข้าง ๆ ค่อย ๆ ปรับศูนย์เล็งของปืนไรเฟิลซุ่มยิงอย่างระมัดระวัง ปลายกระบอกปืนของมันเคลื่อนตัวส่ายไปมาตามการเคลื่อนไหวของเรือยอร์ช
“ระยะห่างตั้งสองพันสามร้อยเมตร ฉันยิงไม่ถึงหรอก!”
“ซีหลัว แกคิดจะเหนี่ยวไกจริง ๆ เหรอ? แกอย่าลืมสิว่าตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่บนแผ่นดินของประเทศอะไร! ขืนแกลั่นไกออกไปล่ะก็ พวกเราได้ตายหมู่กันหมดแน่!”
“ฟัค! ไอ้ภารกิจเวรตะไลนี่!” ซีหลัวสบถด่าอย่างหัวเสีย
โบลตันเอ่ยถามขึ้นมา “ถ้าหัวหน้ายังอยู่ เขาจะตัดสินใจเลือกทำยังไง?”
“หัวหน้างั้นเหรอ? แกเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วน่าเพื่อน ตอนนี้ร่างของหัวหน้า คงจะกลายเป็นเศษเนื้อให้พวกฝูงปลาหน้าโง่ในมหาสมุทรแปซิฟิกรุมทึ้งกินเป็นอาหารเย็นไปตั้งนานแล้ว! ฟัคยู เฉินเซียว!”
พูดจบ ทั้งสามคนก็เงียบกริบไป
สาเหตุที่ทำให้เฉินเซียวเก็บตัวเงียบเชียบมาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา
สาเหตุหลัก ๆ ก็เป็นเพราะว่า เขาได้จัดการส่งหัวหน้าทีมของพวกนักฆ่าหลัวช่าไปลงนรก ตั้งแต่ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นที่คฤหาสน์จื่อจิงนั่นแหละ
มันก็เลยทำให้พวกที่เหลืออีกสามคน ไม่กล้าที่จะลงมือบุ่มบ่าม และยังไม่สามารถหาจังหวะที่เหมาะสมในการลงมือได้สักที
พวกมันถึงได้เอาแต่ลังเลไปลังเลมา จนล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้
ถึงขั้นที่พวกมันแอบคิดอยากจะงัดเอาอาวุธสงครามผิดกฎหมายที่ลักลอบนำเข้ามา เอาออกมาใช้ถล่มเป้าหมายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่า ด้วยความหวาดหวั่นต่อชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเขตหวงห้ามสำหรับทหารรับจ้าง โบลตันจึงไม่กล้าที่จะเสี่ยงลั่นไกปืนออกไป
เพราะถ้าหากมีเสียงปืนดังขึ้นมาแม้แต่นัดเดียวล่ะก็ รูปคดีมันจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องระดับชาติทันที
เขาไม่มั่นใจเลยสักนิด ว่าพวกมันจะสามารถเอาชีวิตรอดจากการถูกปิดล้อมจับกุมแบบปูพรมจากกองกำลังทหารนับหมื่นนับแสนนายได้หรือเปล่า
สำหรับพวกนักฆ่ารับจ้างระดับปลายแถวอย่างพวกมันแล้ว พวกมันไม่เคยแยแสเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศอะไรนั่นหรอก สิ่งเดียวที่พวกมันให้ความสำคัญ ก็คือเงินตราและชีวิตของตัวเองเท่านั้น
การมีชีวิตรอดกลับไปใช้เงินที่หามาได้อย่างยากลำบาก นั่นแหละคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของพวกมัน
ถ้าหากว่ามันจนตรอกหาทางออกไม่ได้จริง ๆ ล่ะก็ พวกมันก็แค่ตัดสินใจล้มเลิกภารกิจนี้ไปซะ อย่างมากก็แค่โดนปรับเงินนิดหน่อย มันไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตไปทิ้งซะหน่อย
......
เฉินเซียวไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าตอนนี้กำลังมีปากกระบอกปืนสไนเปอร์ เล็งเป้ามาที่หัวของเขา จากเนินเขาที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบ
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ เขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไรอยู่ดี
ในระยะห่างกว่าสองพันเมตรแบบนี้ บนโลกใบนี้ มีมือสไนเปอร์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นแหละ ที่สามารถยิงเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ
ยิ่งไปกว่านั้น กระจกทุกบานบนเรือยอร์ชลำนี้ ล้วนเป็นกระจกกันกระสุนทั้งสิ้น ในระยะห่างขนาดนี้ อานุภาพความแรงของกระสุนปืนมันก็คงจะลดทอนลงไปจนแทบจะไม่เหลือหลอแล้วล่ะ มันไม่มีทางที่จะเจาะทะลุกระจกกันกระสุนเข้ามาได้อย่างแน่นอน
ภายในเรือยอร์ช
ทุกคนได้ร่วมกันถกเถียงและหาข้อสรุปในประเด็นที่ยังมีข้อกังขาอยู่จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
สัดส่วนการถือหุ้นของบริการส่งอาหารเดลิเวอรีในปัจจุบันนี้ก็คือ บริษัทเฉียนหูอินเวสต์เมนต์ถือครองหุ้นส่วนใหญ่อยู่ที่ 70%
เฉินเซียวกับเวยหลิง ถือครองหุ้นกันคนละ 10% ฉินซิน 5% เสิ่นเฉิง 3% และเฉียงเกออีก 2%
ในการระดมทุนรอบ A นี้ บริษัทเฉียนหูอินเวสต์เมนต์จะอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเพิ่มอีกห้าร้อยล้านหยวน
เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของตัวเองให้กลายเป็น 90%
ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นของเฉินเซียวกับเวยหลิง จะถูกปรับลดลงเหลือเพียงคนละ 3.33% ฉินซิน 1.66% เสิ่นเฉิง 0.99% และเฉียงเกอ 0.66% ตามลำดับ
ถึงแม้ว่าเมื่อดูจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์แล้ว สัดส่วนการถือครองหุ้นของแต่ละคนจะดูลดน้อยลงไปมากก็ตาม
แต่ทว่า หลังจากที่ผ่านการระดมทุนมาแล้ว มูลค่าทางการตลาดของบริการส่งอาหารเดลิเวอรี ก็ได้พุ่งทะยานทะลุเพดานหกร้อยล้านหยวนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หุ้น 10% ที่เวยหลิงเคยถือครองเอาไว้ก่อนหน้านี้ มีมูลค่าเพียงแค่หนึ่งล้านหยวนเท่านั้น
แต่ตอนนี้ หุ้น 3.33% ที่เธอถือครองอยู่ กลับมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นไปถึงเกือบยี่สิบล้านหยวนเลยทีเดียว!
ส่วนเฉียงเกอ ที่เคยถือหุ้นเพียงแค่ 2% ซึ่งมีมูลค่าแค่สองแสนหยวน
ตอนนี้ หุ้น 0.66% ที่เขาถือครองอยู่ กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเกือบสี่ล้านหยวนเลยทีเดียว!
สำหรับเด็กนักศึกษาชั้นปีที่ 3 อย่างพวกเขาแล้ว นี่เป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างหนักหน่วง ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเทอมการศึกษาเท่านั้น
มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปมากจริง ๆ
เวยหลิงแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำ ว่าเงินลงทุนก้อนแรกเพียงแค่หนึ่งหมื่นหยวนของเธอในวันนั้น มันจะสามารถงอกเงยจนทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีนีสิบล้านได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้
ส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านกันถ้วนหน้า
ฉินซินยิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ เพราะตอนนี้เขามีสินทรัพย์รวมกันสูงเกือบถึงสิบล้านหยวนแล้ว ขาดอีกแค่นิดเดียว เขาก็จะได้ก้าวขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีสิบล้านอย่างเต็มตัวแล้ว
หลังจากที่เซ็นสัญญากันเสร็จเรียบร้อย เวิงหลานก็ยื่นมือออกไปจับมือกับเวยหลิง “ก้าวต่อไปของพวกเราก็คือ การบุกเบิกขยายตลาดให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งมณฑล ในเมื่อกระดานมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ภาระหน้าที่ที่พวกคุณต้องแบกรับ มันก็จะยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นตามไปด้วยนะคะ”
เวยหลิงตอบกลับด้วยความมั่นใจ “พวกเรามีทีมงานคุณภาพที่ล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิระดับแนวหน้าของวงการมาร่วมงานด้วย ฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ ว่าพวกเราจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ”
เวิงหลานแอบชำเลืองมองเฉินเซียวแวบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ “ถ้าหากว่าพวกคุณประสบความสำเร็จ ฉันเองก็คงจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างมากเช่นเดียวกันค่ะ พยายามเข้าไว้นะคะ”
“พวกเราจะพยายามให้ถึงที่สุดค่ะ”
หลังจากนั้น ก็ถึงเวลาพักผ่อนตามอัธยาศัย
แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปจับกลุ่มพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระตามความสนใจของตัวเอง
ฉินซินยืนพิงระเบียงเรือ เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ เมื่อนึกถึงสินทรัพย์ที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างมหาศาล ภายในใจของเขาก็ฮึกเหิมและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
เวิงหลานยืนมองเขาจากทางด้านหลังอยู่นานสองนาน เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูเบียว ๆ ของเขา เธอก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
พลันนึกถึงคำพูดของเจ้านายที่เคยบอกว่า เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาคนนี้มันมีปัญหาทางสมอง ดูท่าทางคำพูดของเจ้านายมันจะเป็นความจริงแฮะ
เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขาซะหน่อย ถือซะว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระความปวดหัวให้กับเจ้านายก็แล้วกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็เดินตรงเข้าไปหาเขา
“ฉินซิน คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
ฉินซินหันขวับกลับมา พอเห็นว่าเป็นเวิงหลาน เขาก็มีท่าทีประหม่าขึ้นมาทันที
“ทะ...ท่านประธานเวิง คือว่าเรื่องในคราวก่อน......”
เวิงหลานยิ้มบาง ๆ “มันเป็นอดีตไปแล้วล่ะค่ะ ฉันลืมมันไปหมดแล้วล่ะค่ะ”
ฉินซินอึ้งไป เขาลอบคิดในใจ สมกับเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่จริง ๆ ช่างเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางและมีเมตตาซะเหลือเกิน
“อ้อ จริงสิคะ” เวิงหลานล้วงเอานามบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ฉันมีเพื่อนเป็นหมออยู่คนนึง บางที......มันอาจจะมีประโยชน์กับคุณบ้างก็ได้นะคะ”
ฉินซินพูดไม่ออก ฉันสบายดีทุกอย่าง จะเอาหมอไปทำซากอะไร?
แต่คนเรามันก็ต้องมีเจ็บไข้ได้ป่วยกันบ้างแหละน่า รู้จักหมอเอาไว้สักคน มันก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา
เขารับนามบัตรมาอ่านดู ก็พบว่าบนนามบัตรนั้นระบุเอาไว้ว่า : จ้าวจินไห่ หัวหน้าแผนกจิตเวช โรงพยาบาลจินหนิงหมายเลข 3