- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 355 ฉันไม่ชอบให้มีผู้ชายคนอื่นมาอยู่ด้วย
บทที่ 355 ฉันไม่ชอบให้มีผู้ชายคนอื่นมาอยู่ด้วย
บทที่ 355 ฉันไม่ชอบให้มีผู้ชายคนอื่นมาอยู่ด้วย
บทที่ 355 ฉันไม่ชอบให้มีผู้ชายคนอื่นมาอยู่ด้วย
พอกลับมาถึงหอพัก ก็เห็นสือตุนนั่งทำหน้าอมทุกข์อยู่
เฉินเซียวไม่ต้องเอ่ยปากถาม เขาก็เดาได้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“เอาเบอร์โทรศัพท์ของเถียนเถียนมาให้ฉันหน่อย”
สือตุนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่เฉินเซียวซื้อให้ขึ้นมา ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของเถียนเถียน แล้วยื่นส่งให้
เฉินเซียวเมมเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวลงในเครื่องของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “กินข้าวหรือยัง?”
สือตุนส่ายหน้า
“แกไปหาอะไรกินซะ”
“อืม”
สือตุนลุกขึ้นยืน แล้วเดินลงบันไดไป
เฉินเซียวถอนหายใจออกมายาว ๆ
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่โทรไปเบอร์นี้
แต่กลับเลือกที่จะโทรไปหาลูกน้องที่คอยดูแลหน่วยข่าวกรองในมหาวิทยาลัยแทน
“ฮัลโหล? ตอนนี้เถียนเถียนอยู่ที่ไหน?”
“เธออยู่ที่ห้องสมุดครับ”
“โอเค เข้าใจแล้ว”
หลังจากวางสาย เฉินเซียวก็เดินตรงดิ่งไปยังห้องสมุดเพียงลำพัง แน่นอนว่า ตอนนี้บรรดาบอดี้การ์ดของเฮยตุนซีเคียวริตี้ ได้กระจายกำลังแฝงตัวอยู่ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว......
เฉินเซียวเดินขึ้นไปที่ชั้นสองตามพิกัดที่ได้รับแจ้งมา
ที่นี่คือห้องอ่านหนังสือ เถียนเถียนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพัง
แต่พอลองสังเกตดูดี ๆ ก็จะพบว่า เธอไม่ได้กำลังตั้งใจอ่านหนังสือเลยสักนิด แต่กลับเอาหนังสือมาบังหน้า เพื่อแอบเหล่ผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต่างหาก
ส่วนไอ้หมอนั่น ก็แอบชำเลืองมองเธออยู่เป็นระยะ ๆ เหมือนกัน ทั้งสองคนส่งสายตาปิ๊งปิ๊งให้กันไปมา ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าศีลเสมอกันสุด ๆ ...
เฉินเซียวเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วตบไหล่ของเธอเบา ๆ “เธอ ออกมาคุยกับฉันข้างนอกหน่อยสิ”
เถียนเถียนชะงักไป แววตาของเธอฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
เธอไม่คิดเลยว่าจะมีผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้เข้ามาทักทาย เธอแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ รีบลุกขึ้นเดินตามเฉินเซียวออกไปจากห้องอ่านหนังสือทันที
“เธอกำลังคบหาดูใจอยู่กับสือตุนใช่ไหม?” เฉินเซียวเอ่ยถาม
เถียนเถียนกะพริบตาปริบ ๆ ตอบกลับหน้าตาเฉย “เปล่านี่คะ ฉันไม่ได้สนิทกับเขาซะหน่อย สุดหล่อ คุณเรียนอยู่คณะอะไรเหรอคะ?”
เฉินเซียว: “......”
แม่งเอ๊ย นังงูพิษ!
“ขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ฉันชื่อเฉินเซียว เป็นเพื่อนของสือตุน”
เถียนเถียนทำท่าครุ่นคิด เธอรู้สึกคุ้นหูชื่อนี้จังเลย เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง
“อ้อ......ในเมื่อคุณเป็นเพื่อนของสือตุน งั้นคุณก็ถือว่าเป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน คืนนี้เราไปทานข้าวด้วยกันดีไหมคะ?”
เฉินเซียว: “......”
“ก็ไหนเธอบอกว่าไม่ได้สนิทกับสือตุนไง?”
“ก็ใช่น่ะสิคะ ฉันไม่สนิทกับเขา แต่ฉันสามารถมาสนิทกับคุณได้นี่คะ”
เฉินเซียวรู้สึกขยะแขยงขึ้นมาตงิด ๆ “พูดกันตามตรงเลยก็แล้วกัน ฉันเป็นเพื่อนของสือตุน วันนี้ที่ฉันมาหาเธอ ก็เพื่อจะมาเตือนเธอว่า ถ้าเธอคิดจะคบกับมันจริง ๆ ก็ช่วยคบกับมันให้ดี ๆ แต่ถ้าไม่คิดจะจริงจัง ก็อย่ามาให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แบบนี้อีก”
เถียนเถียนอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอรู้สึกผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด อุตส่าห์หลงคิดว่าหนุ่มหล่อหน้าตาดีแบบนี้จะเข้ามาจีบซะอีก
ไม่คิดเลยว่าจะมาทำตัวกร่างสั่งสอนเธอแบบนี้!
เถียนเถียนหุบยิ้มทันที เธอปั้นหน้าตึง แล้วสวนกลับไปว่า “คุณเป็นใครมาจากไหนกัน? มีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน?”
เมื่อเห็นว่าเธอเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว เฉินเซียวก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “วันนี้วันเสาร์ ฉันจะให้เวลาเธอตัดสินใจสักสองวันก็แล้วกัน ถ้าวันจันทร์นี้ เธอยังไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจกับฉันได้ล่ะก็ ฉันจะทำให้เธอต้องร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า แล้วไสหัวออกไปจากมหาวิทยาลัยจินหนิงซะ”
“อ้าว เฮ้ย ใครมันมาทำตัวกร่างแถวนี้? ไหนขอดูหน้าหน่อยซิ”
ผู้ชายที่ถูกเถียนเถียนแอบมองอยู่ในห้องสมุดเมื่อสักครู่นี้ เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาสมทบ
พอเถียนเถียนเห็นจี้เสี่ยวหลงเดินเข้ามา เธอก็ยิ่งได้ใจ รีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นออดอ้อนออเซาะ แล้วชิงฟ้องขึ้นมาก่อนทันที “เสี่ยวหลง ผู้ชายคนนี้เขาพยายามจะลวนลามฉันค่ะ แต่ฉันไม่ยอม”
เฉินเซียว: “......”
ฉันจะบ้าตาย...
จี้เสี่ยวหลงมองสำรวจเฉินเซียวตั้งแต่หัวจรดเท้า “นี่แกกล้ารังแกผู้หญิงเหรอ?”
เฉินเซียวพูดไม่ออก “นี่แกตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย?”
จี้เสี่ยวหลงโกรธจัด “ไอ้เวรเอ๊ย! แกรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงได้ย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยจินหนิง?”
เฉินเซียวเริ่มจะปวดหัวขึ้นมาตงิด ๆ “ฉันไม่อยากรู้หรอกว่าแกย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ได้ยังไง แต่ฉันรู้แน่ ๆ ว่าแกจะได้ย้ายออกไปจากที่นี่ยังไง”
จี้เสี่ยวหลง: “!???”
เฉินเซียวขี้เกียจจะมานั่งต่อล้อต่อเถียงกับพวกสวะแบบนี้ให้เสียเวลา พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป พร้อมกับควักโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
ผ่านไปไม่กี่นาที เรื่องทุกอย่างก็ถูกจัดการจนเสร็จสรรพ แถมยังได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวทั้งหมดอีกด้วย
ที่แท้ทางบ้านของไอ้จี้เสี่ยวหลง ก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้มันไปก่อเรื่องงามหน้าเอาไว้ที่มหาวิทยาลัยอื่น ก็เลยต้องทำเรื่องขอย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยจินหนิงแทน
แต่เรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญอะไรหรอก
ต่อให้เส้นสายจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน มันก็เอาชนะเงินตราไม่ได้หรอกน่า
เฉินเซียวส่งข้อความไปหาเถียนเถียน เพื่อย้ำเตือนให้เธอเก็บเอาคำพูดของเขาไปคิดทบทวนดูให้ดี ๆ จากนั้นก็ลบเบอร์โทรศัพท์ของเธอทิ้ง แล้วบล็อกเบอร์ไปเลย
ส่วนทางด้านจี้เสี่ยวหลง หลังจากที่ได้โชว์ความกร่างต่อหน้าเถียนเถียนจนเป็นที่พอใจ แถมยังนัดแนะกันไปกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว มันก็เดินกลับไปที่หอพัก
แต่ทว่า ทันทีที่มันก้าวเท้าเดินเข้าไปในหอพัก มันก็ได้รับหนังสือแจ้งให้พ้นสภาพนักศึกษาทันที......
แถมยังมีคนใจดี ช่วยเก็บข้าวของเครื่องใช้ของมันยัดใส่กระเป๋าเอาไว้ให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วด้วย......
“ไอ้เชี่ยเอ๊ย......”
“ทำไมล่ะ?”
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ก็เพราะว่านายมันตาบอดยังไงล่ะ รีบไสหัวไปได้แล้ว”
จี้เสี่ยวหลง: “......”
หลังจากนั้น จี้เสี่ยวหลงก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ลากคอโยนออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยสีหน้ามึนงง......
มันยืนแบกกระเป๋าสัมภาระใบโตอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ท่ามกลางสายตาของบรรดานักศึกษาที่เดินผ่านไปมา ซึ่งต่างก็พากันซุบซิบนินทาและชี้มือชี้ไม้มาทางมัน
มันรู้สึกอับอายขายขี้หน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล? เถียนเถียน...”
“พี่เสี่ยวหลงคะ ฉันแต่งตัวเสร็จแล้วค่ะ ตอนนี้พี่อยู่ที่ไหนเหรอคะ?”
จี้เสี่ยวหลงอึกอัก “เอ่อ...ฉันอยู่ที่......หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ”
เถียนเถียนชะงักไป “อ้าว ทำไมพี่ถึงไปรออยู่ตรงนั้นล่ะคะ? รอฉันแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวฉันรีบออกไปหาค่ะ”
พูดจบ เธอก็รีบวางสายไปทันที
ผ่านไปไม่นาน เถียนเถียนก็นั่งรถรับส่งภายในมหาวิทยาลัยมาถึงที่หน้าประตูทางเข้า
เมื่อเห็นสภาพของจี้เสี่ยวหลงที่กำลังแบกกระเป๋าสัมภาระใบโตอยู่ เธอก็ถึงกับทำหน้าเหวอ......
“กะ...กินข้าวแค่มื้อเดียว ต้องจัดเต็มขนาด......นี้เลยเหรอคะ?”
จี้เสี่ยวหลงถอนหายใจออกมายาว ๆ “เถียนเถียน ฉันถูกมหาวิทยาลัยไล่ออกแล้วล่ะ......”
เถียนเถียน: “......”
จี้เสี่ยวหลงพูดต่อ “แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถึงยังไงฉันก็ยังเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเธอได้อยู่ดี”
เถียนเถียนฝืนยิ้มเจื่อน ๆ จู่ ๆ เธอก็เอามือตบหน้าขาของตัวเองดังฉาด “ว้ายตายแล้ว ฉันลืมไปเลยค่ะ ว่าฉันเสียบปลั๊กที่ม้วนผมทิ้งไว้ในห้อง ยังไม่ได้ถอดปลั๊กออกเลย!”
พูดจบ เธอก็รีบวิ่งแจ้นกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัยทันที......
การที่จี้เสี่ยวหลงถูกไล่ออกอย่างกะทันหัน ทำให้เถียนเถียนต้องกลับมานั่งทบทวนถึงความหมายของชื่อเฉินเซียวอีกครั้ง
ไม่อย่างนั้น เรื่องบังเอิญแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะ? ในเมื่อเฉินเซียวเพิ่งจะพูดทิ้งท้ายเอาไว้หมาด ๆ ว่ารู้ว่าจี้เสี่ยวหลงจะได้ย้ายออกไปจากที่นี่ยังไง แล้วหลังจากนั้น จี้เสี่ยวหลงก็ถูกไล่ออกไปจริง ๆ เนี่ยนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เถียนเถียนก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกทันที “ฮัลโหล? สือตุน คืนนี้ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหมคะ?”
“โอเคค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะไปรอคุณที่ใต้หอพักนะคะ แล้วเจอกันค่ะ บ๊ายบาย”
......
ในความเป็นจริงแล้ว เฉินเซียวไม่รู้รายละเอียดหรอกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง
ยังไงซะ เขาก็สั่งการลงไปเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวก็มีคนไปจัดการให้เป็นไปตามความต้องการของเขาเองนั่นแหละ
ถ้าหากว่าเขายังบังเอิญไปเจอหน้าไอ้จี้เสี่ยวหลงเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในมหาวิทยาลัยอีกล่ะก็ งานนี้คงจะมีหลายคนต้องซวยไปตาม ๆ กันอย่างแน่นอน
พอกลับมาถึงหอพัก ก็เห็นเสี่ยวจี๋ยังคงนั่งเล่นเกมอยู่อย่างเมามัน
เพิ่งจะผ่านไปได้ไม่กี่วัน ทรงผมที่เพิ่งจะไปตัดแต่งมาอย่างดิบดี ก็กลับมาเหนียวเหนอะหนะอีกแล้ว ส่วนบนใบหน้าก็ไม่ต่างอะไรกัน มีแต่คราบความมันเยิ้มเคลือบอยู่เต็มไปหมด
เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่สวมใส่อยู่ ก็ไม่ได้ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนเสื้อผ้าก๊อปเกรดเอซะมากกว่า
“ทำไมแกถึงยังนั่งเล่นเกมอยู่ในหอพักอีก? ไม่ออกไปหาเงินหาทองล่ะ?”
เสี่ยวจี๋ตอบกลับมาโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ามามอง “ช่วงนี้ออกศึกบ่อยไปหน่อย ฉันอยากจะขอพักฟื้นร่างกายสักพักนึงว่ะ”
เฉินเซียว: “......”
“เออ ๆ ๆ ระวังอย่าให้มันพังซะก่อนก็แล้วกัน ยังไงซะไอ้นั่นของแกมันก็มีแค่อันเดียวนี่นา”
เสี่ยวจี๋ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “ไม่พังง่าย ๆ หรอกน่า ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ ช่วงนี้ฉันกับเหยียนเหยียนเยี่ยนกำลังมีปัญหากันนิดหน่อยน่ะ”
เฉินเซียวชะงักไป อาชีพแบบแก ยังมีปัญหาเรื่องการงอนกับลูกค้าอีกงั้นเหรอ?
“ทำไม?”
จังหวะนั้น ตัวละครในเกมของเสี่ยวจี๋ก็ถูกยิงเจาะกะโหลกตายพอดี มันจึงปล่อยมือจากเมาส์ แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบหน้าตาเฉย
“เหยียนเหยียนเยี่ยนอยากจะเล่นแบบหลาย ๆ คน แต่ฉันไม่ยอมน่ะสิ”
ไอ้เวรเอ๊ย พอไม่มีรายได้เข้ามา ก็เริ่มจะกลับมาทำตัวขี้เหนียวอีกแล้วนะแก เอาแต่สูบอยู่คนเดียวเลยนะ
เฉินเซียวเองก็ไม่เกรงใจเหมือนกัน เขาเดินไปหยิบบุหรี่บนโต๊ะของมันขึ้นมาจุดสูบบ้าง
“อ้าว ก็ก่อนหน้านี้แกก็เล่นแบบหลายคนบ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ?”
เสี่ยวจี๋เหลือบมองดู ก่อนจะแอบเอาซองบุหรี่ไปซ่อนไว้ใต้คีย์บอร์ดอย่างแนบเนียน......
“คราวนี้มันไม่เหมือนกัน ฉันไม่ชอบให้มีผู้ชายคนอื่นมาอยู่ด้วยตอนที่ฉันกำลังเอาเธอน่ะสิ”
เฉินเซียว: “......”
เชี่ยเอ๊ย!