- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 350 ความรักของสือตุน
บทที่ 350 ความรักของสือตุน
บทที่ 350 ความรักของสือตุน
บทที่ 350 ความรักของสือตุน
“ฉันดูออกแล้วล่ะ ว่าแกเจ๋งที่สุดเลยโว้ย ส่วนคนอื่นแม่งของปลอมทั้งนั้น”
เสี่ยวจี๋รีบเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “พี่เซียว เข้าเกมเลยสิ เดี๋ยวพี่จะได้เห็น ว่าราชันตัวจริงมันเป็นยังไง”
“ไม่เอาดีกว่า ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าฉันกลัวจะอดใจไม่ไหว คุกเข่ากราบแกซะก่อน”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า แค่ทำตัวให้ความเคารพลูกพี่อย่างที่ควรจะเป็นก็พอแล้วล่ะ”
เฉินเซียว: “......”
ไอ้เวรเอ๊ย......
“ฉันจะตบหน้าแกเพื่อแสดงความเคารพสักทีดีไหมเนี่ย ไอ้เวรเอ๊ย ฉันไปล่ะ!”
เฉินเซียวกลัวว่าถ้าขืนนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป เขาคงจะอดใจไม่ไหว เข้าไปประเคนหมัดใส่หน้ามันแน่ ๆ
เดิมทีเขาคิดว่า หลังจากที่เสี่ยวจี๋หาเงินมาได้ มันน่าจะเอาไปจ่ายค่าเทอมที่ค้างชำระกับทางมหาวิทยาลัยให้เรียบร้อยซะก่อน
ไม่คิดเลยว่าไอ้หน้าโง่นี่ ถ้าไม่เอาเงินไปซื้อเสื้อผ้า ก็เอาไปเติมเกมซะงั้น
แม่งเอ๊ย นี่มันเข็นครกขึ้นภูเขาชัด ๆ!
เฉินเซียวเดินออกจากหอพัก เตรียมตัวจะไปเดินเล่นที่ย่านการค้าของมหาวิทยาลัยสักหน่อย จะได้ถือโอกาสแวะไปดูโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ถนนด้านหลังด้วยว่ามันคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว จะสามารถเปิดให้บริการก่อนที่เขาจะเรียนจบได้หรือเปล่า
แสงแดดในฤดูหนาว นำมาซึ่งความสว่างไสว แต่มันกลับไม่หลงเหลือความอบอุ่นเอาไว้เลย
บรรดาสาว ๆ แต่ละคนต่างก็แต่งตัวประชันโฉมกันอย่างเต็มที่ บ้างก็ดูน่ารักสดใส บ้างก็ดูเซ็กซี่เย้ายวนใจ บ้างก็ดูสวยเฉี่ยวทันสมัย
วิวทิวทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยในฤดูหนาว ยังคงงดงามชวนให้หลงใหลอยู่เสมอ
ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า คนที่เดินสวนทางกับพวกเขาอยู่ จะเป็นถึงนักศึกษาที่มีทรัพย์สินในครอบครองมากถึงหลักแสนล้านหยวน......
เฉินเซียวซื้อนมถั่วลิสงคั้นสดอุ่น ๆ แก้วหนึ่งที่ข้างทาง แล้วเดินทอดน่องไปตามฝูงชนอย่างสบายอารมณ์
บริเวณโดยรอบมีชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดเสื้อขนเป็ดกันหนาวแบบสปอร์ต ยืนปะปนอยู่กับผู้คนกระจัดกระจายกันไป ไม่รู้ว่าเป็นนักศึกษา หรือว่าเป็นใครมาจากไหนกันแน่
ทว่าคนพวกนี้ ยังไม่ใช่จุดสนใจมากที่สุด
บริเวณใจกลางย่านการค้า มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตร แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างรุนแรง กำลังจ้องมองหญิงสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัด ความสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรด้วยท่าทีตื่นเต้น
ความแตกต่างทางด้านส่วนสูงของทั้งสองคน มันช่างดึงดูดสายตาผู้คนให้หันไปมองซะเหลือเกิน
ทำให้บรรดานักศึกษาที่เดินผ่านไปมา อดไม่ได้ที่จะต้องหยุดยืนมุงดูกันเป็นตาเดียว
เฉินเซียวเองก็บังเอิญเหลือบไปเห็นทั้งสองคนเข้าพอดี
“เชี่ย สือตุน!”
เขาเบี่ยงตัวหลบเข้าไปหลังเสาไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แล้วแอบสังเกตการณ์ทั้งสองคนอย่างเงียบ ๆ
“นี่มัน......มีความรักงั้นเหรอ?”
สือตุนเป็นคนซื่อจนบื้อ แถมยังเติบโตมาบนภูเขาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เขาดูแตกต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
เพื่อนเพียงคนเดียวของเขาก็คือเฉินเซียว
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเฉินเซียว แต่มันก็เป็นเพื่อนแท้ที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน
การที่สือตุนได้มีโอกาสลิ้มรสชาติของความรัก เฉินเซียวก็ยังรู้สึกยินดีกับมันอยู่ดี
“โธ่เอ๊ย ฉันก็บอกไปแล้วไง ว่าฉันไม่ได้อยากได้ไอนี่ ทำไมนายถึงไม่เข้าใจอะไรเลย!” หญิงสาวเอ่ยปากต่อว่า
สือตุนยืนถือแก้วชานมไข่มุกเอาไว้ในมือด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูก
“เฮ้อ! ช่างมันเถอะ เดินไปส่งฉันที่ห้องเรียนก็แล้วกัน เลิกเรียนก็ไม่ต้องมารับฉันหรอกนะ อากาศหนาว ๆ แบบนี้ นายก็ใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นหน่อยล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
“อืม” สือตุนตอบรับด้วยท่าทางซื่อบื้อ
พูดจบ ทั้งสองคนก็หันหลังเดินจากไป
เฉินเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดโทรออกหาลูกน้องของอันจง
คนคนนี้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลหน่วยข่าวกรองภายในมหาวิทยาลัยจินหนิงโดยเฉพาะ ซึ่งจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเฉินเซียว และคนรอบข้างอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
“ฮัลโหล? เจ้านายครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”
“อืม ฉันอยากได้ประวัติของผู้หญิงที่เดินอยู่กับสือตุนเมื่อตะกี้นี้หน่อย”
ปลายสายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาว่า “รับทราบครับเจ้านาย”
“ผู้หญิงคนนั้นชื่อเถียนเถียนครับ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่สาม คณะการเงิน...”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงักไปดื้อ ๆ
เฉินเซียวขมวดคิ้ว “แล้วไงต่อล่ะ?”
“ระ...แล้วก็......เถียนเถียนแค่หลอกใช้สือตุนเป็นยางอะไหล่เท่านั้นแหละครับ จริง ๆ แล้วคนที่เธอแอบชอบอยู่ ก็คือจี้เสี่ยวหลง ลูกเศรษฐีจากคณะการเงินครับ”
สีหน้าของเฉินเซียวเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
“ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อึกอัก หรือต้องให้ฉันเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนแบบนี้อีกนะ”
ชายที่อยู่ปลายสายรู้สึกหนาวสั่นสะท้านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ “ครับ! เจ้านาย ผมผิดไปแล้วครับ”
“อืม”
หลังจากวางสาย เฉินเซียวก็จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ เขารู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย
สือตุนมันซื่อใสไร้เดียงสาราวกับผ้าขาว อุตส่าห์ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้หญิงทั้งที แต่ดันมาเจอกับนังผู้หญิงหน้าไหว้หลังหลอกเข้าให้ซะงั้น
เรื่องนี้...เขาควรจะอธิบายให้มันฟังยังไงดีล่ะเนี่ย?
ถึงภายนอกสือตุนจะดูเป็นคนซื่อ ๆ แต่ลึก ๆ แล้ว มันเป็นคนหัวรั้นเอามาก ๆ
เฉินเซียวกลัวว่าถ้ามันต้องมาเจอกับความเจ็บปวดจากความรักในครั้งนี้ มันอาจจะเข็ดขยาดจนไม่กล้าเปิดใจรับผู้หญิงคนไหนเข้ามาในชีวิตอีกเลยก็ได้
เฉินเซียวยืนรออยู่ตรงคอสะพานไม่ถึงสิบนาที สือตุนก็เดินกลับมาเพียงลำพัง
พอหันมาเห็นเฉินเซียว เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา “กลับมาแล้วเหรอ”
เฉินเซียวพยักหน้า “ป่ะ ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อย”
สือตุนไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เดินตามหลังเขาไปเงียบ ๆ
“สือตุน”
“ว่าไง”
“อยู่ที่มหาวิทยาลัย...ชินหรือยัง?”
สือตุนพยักหน้า
“มีความรักแล้วเหรอ?” เฉินเซียวถามขึ้นอีกครั้ง
สือตุนชะงักไป ใบหน้าของเขาเริ่มจะแดงระเรื่อขึ้นมา ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอีกครั้ง
“เธอดีกับฉันมากเลยนะ”
เมื่อมองดูสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของสือตุน เฉินเซียวก็รู้สึกจนปัญญา
มันแยกแยะไม่ออกเลยสักนิด ว่าพฤติกรรมของนังผู้หญิงหน้าไหว้หลังหลอก กับผู้หญิงที่เป็นแฟนกันจริง ๆ มันแตกต่างกันยังไง
“ผู้หญิงเป็นคนยังไงล่ะ? เรื่องความรักน่ะ บางครั้งเราก็ไม่ต้องไปจริงจังกับมันมากนักหรอกนะ” เฉินเซียวแสร้งพูดเปรย ๆ
สีหน้าของสือตุนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยปากโต้แย้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เฉินเซียวรู้จักนิสัยของมันดี การที่มันมีท่าทีแบบนี้ แสดงว่ามันไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขานั่นเอง
“เฮ้อ!” เฉินเซียวถอนหายใจออกมา ถ้าขืนพูดอะไรไปมากกว่านี้ มันอาจจะไปทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์ของมันเอาได้ “คืนนี้ ไปทำธุระเป็นเพื่อนฉันหน่อย”
“ได้สิ” สือตุนตอบรับอย่างไม่ลังเล
เฉินเซียวยิ้ม “แล้วถ้าคืนนี้เถียนเถียนนัดแกล่ะ แกจะทำยังไง?”
“ฉันจะบอกเธอล่วงหน้า ว่าคืนนี้ฉันไม่ว่าง”
เฉินเซียวคิดในใจ ผู้หญิงบางคนน่ะ ไม่ใช่แกบอกว่าไม่ว่าง แล้วเธอจะยอมฟังแกง่าย ๆ หรอกนะ......
แต่ถ้าสือตุนไม่ลองไปเผชิญกับมันด้วยตัวเอง มันก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก
“ก็ได้ คืนนี้มีเรื่องสำคัญมาก ฉันลางสังหรณ์ว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แน่นอน”
เฉินเซียวพูดขึ้นมา ราวกับกำลังพึมพำกับตัวเองอยู่ สือตุนที่ยืนฟังอยู่ ถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่เขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถาม
พวกเขาทั้งสองคนมักจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เวลาที่ก่อเรื่องวุ่นวาย แล้วเฉินเซียวกำลังใช้ความคิดหาทางเอาตัวรอด เขาก็มักจะชอบพึมพำกับตัวเอง แล้วก็อธิบายข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ออกมาให้ฟังอยู่เสมอ
ส่วนสือตุน ไม่ว่าเขาจะฟังเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เขาก็จะยอมทำตามที่เฉินเซียวสั่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้
พอตกกลางคืน
เฉินเซียวไม่รู้หรอกว่าสือตุนไปคุยกับเถียนเถียนอีท่าไหน แต่ดูทรงแล้วคงจะไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไหร่
แต่เมื่อมีเรื่องสำคัญรออยู่เบื้องหน้า มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นี้
วันนี้ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นเลยว่า จู่ ๆ รถยนต์ที่ขับออกจากตัวเมืองก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
มีทั้งรถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนตัว รถบัส หรือแม้แต่รถประจำทาง......
ยานพาหนะที่แตกต่างกันเหล่านี้ ล้วนมีจุดเด่นเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ผู้โดยสารบนรถ ล้วนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำทั้งสิ้น
ขบวนรถของเฉินเซียว ก็ยังคงจัดเต็มด้วยรถยนต์ 11 คันเหมือนเช่นเคย
เหลยถิงนั่งประจำการอยู่ที่รถคันหน้าสุด ส่วนเหลยหย่งก็นั่งปิดท้ายขบวนอยู่ที่รถคันสุดท้าย
รถเบนซ์เอส 600 กันกระสุนของเฉินเซียว ขับอยู่ตรงกลางขบวน โดยมีสือตุนนั่งรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อตามประกบอยู่ทางด้านหลังไม่ห่าง
ขบวนรถแล่นฉิวไปตามท้องถนน มุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์จื่อจิง
ภาพเหตุการณ์แบบนี้ ดึงดูดความสนใจของผู้คนให้หันไปมองกันเป็นตาเดียว
ในเมืองจินหนิง คนที่มีบารมีมากพอที่จะจัดขบวนรถใหญ่โตมโหฬารแบบนี้ได้ นับนิ้วดูแล้วก็มีไม่ถึงห้าคนหรอก
คฤหาสน์จื่อจิง
คนรับใช้ทุกคนถูกระดมพลมาช่วยกันทำงานอย่างแข็งขัน
บรรยากาศคึกคักวุ่นวายราวกับกำลังจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ก็ไม่ปาน
พวกเขากำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูทางเข้าไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดและปูพรมแดงตลอดทาง
การจัดเตรียมงานที่ใหญ่โตหรูหราอลังการขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่เหยียนจื้อหย่วนจัดงานแต่งงานให้กับลูกสาว ยังไม่เคยจัดใหญ่จัดเต็มขนาดนี้มาก่อนเลย
ผ่านไปไม่นาน ขบวนรถของเฉินเซียวก็แล่นมาถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้า
เหลยถิงรายงาน “เจ้านายครับ ตั้งแต่ประตูทางเข้าไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง มีพรมแดงปูเอาไว้ตลอดทางเลยครับ”
เฉินเซียวชะงักไป นี่กะจะบีบให้ฉันต้องจอดรถเอาไว้ข้างนอกงั้นเหรอ?
“ไม่ต้องไปสนใจ ขับเหยียบเข้าไปเลย!”
“ครับ!”
ขบวนรถจอดชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะเคลื่อนตัวเดินหน้าต่อไป
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของบรรดาคนรับใช้
ขบวนรถของเฉินเซียวค่อย ๆ ขับเหยียบย่ำลงไปบนพรมแดง และเหยียบย่ำลงบนหน้าของเหยียนจื้อหย่วนไปพร้อม ๆ กัน......