- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 340 แตกหัก
บทที่ 340 แตกหัก
บทที่ 340 แตกหัก
บทที่ 340 แตกหัก
“ตกลงครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
เหยียนจื้อหย่วนได้สัมผัสถึงความน่ากลัวของตระกูลหวังอีกครั้ง
อิทธิพลของหยิ่นเผิง ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่เพียงแค่ตระกูลหวังเอ่ยปากมาคำเดียว เขาก็ต้องยอมทนกลืนความเจ็บปวดจากการสูญเสียผลประโยชน์ แล้วบากหน้ามาขอเจรจาธุรกิจกับเขาจนได้
รออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง หยิ่นเผิงก็พาทีมงานเดินทางมาถึงด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
แตกต่างจากท่าทีสบาย ๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวในตอนแรก ตอนนี้หยิ่นเผิงกลับว่านอนสอนง่ายเป็นอย่างมาก
แทบจะไม่มีการโต้เถียงอะไรกันเลย เหยียนจื้อหย่วนก็สามารถนำหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางจำนวนสิบเปอร์เซ็นต์ ไปจำนองเพื่อขอกู้เงินจำนวนสองหมื่นห้าพันล้านหยวนมาได้อย่างง่ายดาย
มีเพียงเงื่อนไขเดียวที่หยิ่นเผิงยังคงยืนกรานเอาไว้อย่างหนักแน่น นั่นก็คือถ้าหากราคาหุ้นตกลงมาจนถึงจุดวิกฤต แล้วเหยียนจื้อหย่วนไม่สามารถนำเงินมาใช้คืนได้ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเทขายหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางที่มีอยู่ในมือทิ้งได้ทันที
สำหรับเรื่องนี้ เหยียนจื้อหย่วนไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังจะได้ที่ดินผืนนั้นในเยียนตูมาครอบครอง แถมยังได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหวังอีกต่างหาก
กลุ่มทุนต้าซีหยางกำลังอยู่ในช่วงที่ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ภายใต้ปัจจัยบวกที่สำคัญมากมายขนาดนี้
อย่าว่าแต่ราคาหุ้นจะตกลงมาจนถึงจุดวิกฤตเลย แม้แต่โอกาสที่มันจะปรับตัวลดลงมา ยังเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แถมต่อให้มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ กว่าราคาหุ้นจะร่วงลงมาจนถึงระดับที่ต้องถูกเทขายทิ้ง มันก็ยังมีช่องว่างให้ปรับตัวลดลงมาได้อีกตั้งสิบสองเปอร์เซ็นต์เชียวนะ
ตั้งแต่กลุ่มทุนต้าซีหยางเข้าตลาดหลักทรัพย์มา ก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นร่วงลงมาจนติดฟลอร์เลยสักครั้ง
เขาไม่เชื่อหรอก ว่าในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างรุ่งโรจน์แบบนี้ จะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นได้
ทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องความร่วมมือกันเสร็จสรรพอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไป
วันรุ่งขึ้นก็ถึงกำหนดการประมูลที่ดิน ถึงแม้ว่าในมือของเขาจะมีเงินอยู่ไม่ถึงสามหมื่นล้านหยวนก็ตาม
แต่ตอนนี้เขามีตระกูลหวังคอยหนุนหลังอยู่ ย่อมต้องไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากต่างก็กำลังจับตามองเรื่องนี้อยู่
ถ้าหากตระกูลหวังไม่สามารถจัดการเรื่องแค่นี้ได้ล่ะก็ อิทธิพลของตระกูลหวังภายในประเทศ ก็คงจะต้องสั่นคลอนอย่างหนักแน่ ๆ
ทางฝั่งของเฉินเซียว ก็ยังคงเดินหน้าเทขายหุ้นทิ้งอย่างต่อเนื่อง
ราคาหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางยังคงทรงตัว
แต่เหยียนจื้อหย่วนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว
ยังไงซะเป้าหมายสูงสุดของเขาก็คือที่ดินผืนนั้น ขอแค่ทำให้สำเร็จตามเป้าหมายได้ก็พอแล้ว
ต่อให้ราคาหุ้นมันจะร่วงลงมาบ้าง เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
วันรุ่งขึ้น
เป็นไปตามที่เหยียนจื้อหย่วนคาดการณ์เอาไว้ การประมูลที่ดินผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
ในที่สุดที่ดินผืนที่เขาหมายตามาอย่างยาวนาน ก็ตกมาอยู่ในกำมือของเขาจนได้
ระหว่างที่เหยียนจื้อหย่วนกำลังเดินออกจากสถานที่ประมูล รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็เบ่งบานจนแทบจะหุบไม่อยู่
เรียกได้ว่าการได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ ก็ถือเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงให้กับการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มทุนต้าซีหยางในอนาคตเลยทีเดียว
ข่าวสารเรื่องนี้ ถูกเผยแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างในพริบตา
ทันทีที่บรรดานักลงทุนได้ยินข่าว พวกเขาก็รีบกว้านซื้อหุ้นของบริษัทกันอย่างบ้าคลั่ง
ส่งผลให้ราคาหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยาง เริ่มกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
เฉินเซียวนั่งจ้องมองความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอยู่ภายในห้องทำงาน
เดิมทีเขาก็เทขายหุ้นออกไปจนเกือบจะหมดพอร์ตอยู่แล้ว
หุ้นส่วนที่เหลือในตอนแรกก็คิดว่าคงจะเทขายออกไปได้ยาก แต่ประจวบเหมาะกับที่ตลาดกำลังคึกคักแบบนี้ เขาจึงสามารถเทขายหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ แล้วถอนตัวออกมาได้อย่างราบรื่น
การดำเนินการในครั้งนี้ ใช้เงินลงทุนไปทั้งหมดสามหมื่นหนึ่งพันสองร้อยล้านหยวน
ได้กำไรเฉลี่ยร้อยละ 19.81
คิดเป็นกำไรสุทธิหกพันหนึ่งร้อยแปดสิบล้านหยวน
หลังจากที่หักลบกลบหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมดไปแล้ว
ในบัญชีของเฉินเซียวก็มีเงินสดเหลืออยู่อีกกว่าหนึ่งหมื่นสามพันล้านหยวน
หลังจากที่เทขายหุ้นทั้งหมดไปแล้ว มันก็ยังไม่จบแค่นั้นหรอกนะ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เฉินเซียวได้ทำการยืมหุ้นและกู้ยืมเงิน เพื่อไปกว้านซื้อหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางมาอีกกว่าสามหมื่นล้านหยวน
เขาฉวยโอกาสที่ตลาดกำลังคึกคัก เทขายหุ้นทั้งหมดออกมาอย่างบ้าคลั่ง
รายการขายจำนวนมหาศาล ถูกกระหน่ำเทขายออกมาอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้ราคาหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางที่กำลังจะพุ่งทะยานขึ้นไป ถูกกดให้ร่วงลงมาในทันที
เหยียนจื้อหย่วนรู้สึกแปลกใจ การที่สามารถประมูลที่ดินผืนนั้นในเยียนตูมาได้ ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญมากขนาดนั้น ต่อให้ราคาหุ้นมันจะไม่พุ่งขึ้นไปจนชนเพดาน แต่อย่างน้อยมันก็ควรจะพุ่งขึ้นไปสักหน่อยไม่ใช่หรือไง?
แต่เรื่องที่น่าแปลกใจก็คือ วันนี้ราคาหุ้นกลับพุ่งขึ้นไปได้แค่สองเปอร์เซ็นต์ แล้วก็หยุดชะงักไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น
ดูยังไงก็ไม่เหมือนกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกมาหนุนหลังเลยสักนิด
หารู้ไม่ว่า หลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอีกสองเปอร์เซ็นต์ ราคาหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยาง ก็ได้พุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด ตามที่ข้อความซ่อนของเฉินเซียวได้ระบุเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อเจอกับการเทขายอย่างหนักของเฉินเซียว และสถาบันการเงินบางแห่งที่รู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอัตราหนี้สินที่สูงลิ่วของกลุ่มทุนต้าซีหยาง ก่อนปิดตลาด ราคาหุ้นที่อุตส่าห์พุ่งขึ้นไปได้สองเปอร์เซ็นต์ ก็ร่วงหล่นกลับลงมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง
เหยียนจื้อหย่วนขมวดคิ้วแน่น “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น? เป็นฝีมือของเฉินเซียวยังงั้นเหรอ? มันไม่ได้เทขายหุ้นในมือไปจนหมดแล้วหรือไง?”
ลูกน้องที่เพิ่งจะได้รับรายงานมาสด ๆ ร้อน ๆ ถึงกับไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา
พอเหยียนจื้อหย่วนเห็นแบบนั้น ก็ตวาดลั่นออกมาทันที “มีเรื่องอะไรก็รีบ ๆ ว่ามา ถ้าขืนทำให้เสียการล่ะก็ แกก็เตรียมตัวไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะ!”
ลูกน้องสะดุ้งโหยง รีบรายงานอย่างลนลาน “จะ...เจ้านายครับ หลังจากที่เฉินเซียวเทขายหุ้นในมือจนหมดแล้ว เขาก็ไปกู้ยืมเงินและทำเรื่องขอยืมหุ้นของบริษัทเรามาอีกจำนวนมาก แล้วก็เอามาเทขายทิ้งต่อครับ!”
เหยียนจื้อหย่วน: “......”
“อะไรนะ? ไอ้ลูกหมานั่นมันคิดจะทำชอร์ตเซลล์บริษัทของเรางั้นเหรอ!”
“จะ...เจ้านายครับ หุ้นที่มีอยู่ในมือของเฉินเซียว ส่วนหนึ่งมันเป็นของ......ของ......”
เหยียนจื้อหย่วนถาม “ของใคร? รีบพูดมาสิวะ!”
“เป็นของคุณหนูใหญ่...ที่ให้เขายืมมาน่ะครับ......”
เหยียนจื้อหย่วนอึ้งกิมกี่ไปพักใหญ่
“คุณหนูใหญ่? เหยียนปิงชินเอาหุ้นที่มีอยู่ในมือไปให้เฉินเซียวยืมงั้นเหรอ?”
“ใช่ครับเจ้านาย”
“แม่แกเอ๊ย......” เหยียนจื้อหย่วนด่าทออยู่ในใจ “นังลูกทรพี! รู้อย่างนี้ฉันบีบคอแกให้ตายไปตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ดีหรอก! ถึงกับกล้าไปร่วมมือกับคนนอกมาทำร้ายฉันได้ลงคอ!”
เมื่อเห็นเจ้านายมีสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ลูกน้องก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “จะ...เจ้านาย คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?”
เหยียนจื้อหย่วนพยายามระงับอารมณ์อยู่นาน กว่าจะพูดออกมาได้ “เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร ไล่นังนั่นออกไปจากบอร์ดผู้บริหารให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย!”
“ครับ!”
เหยียนปิงชินที่กำลังนั่งทานข้าวเย็นอยู่กับเฉินเซียว ก็ได้รับหนังสือแจ้งเรื่องที่เธอถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งคณะกรรมการบริหารอย่างรวดเร็ว
แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจจะเอาหุ้นให้เฉินเซียวยืม เธอก็เตรียมใจยอมรับจุดจบแบบนี้เอาไว้แล้ว
ถึงแม้ว่าเหยียนปิงชินจะไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อหุ้นของกลุ่มทุนต้าซีหยางที่เธอถือครองอยู่เลย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจก็คือ เหยียนจื้อหย่วนไม่ได้โทรศัพท์มาด่าทอสาปแช่งเธออย่างเกรี้ยวกราดเลย
คงจะเป็นเพราะว่า เขาโกรธมากจนไม่อยากจะได้ยินแม้แต่เสียงของเธอแล้วล่ะมั้ง?
“ไอ้หนุ่มจอมเหม็น ตอนนี้พี่สาวมีแค่คุณคนเดียวแล้วนะ”
เฉินเซียวเอื้อมมือไปกุมมือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ “เชื่อฉันสิ เธอจะไม่มีวันแพ้หรอก”
นาน ๆ ทีเฉินเซียวจะมีท่าทีจริงจังแบบนี้ เหยียนปิงชินจึงหุบรอยยิ้มขี้เล่นของเธอลง “อืม ฉันเชื่อคุณนะ”
เฉินเซียวบีบมืออันอ่อนนุ่มของเธอเบา ๆ แล้วบอกว่า “ทานข้าวเถอะ”
เหยียนปิงชินยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา
เฉินเซียวสามารถเข้าใจความรู้สึกของเธอในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ภายนอกเธอจะทำตัวเหมือนไม่แยแสอะไร แต่ภายในใจของเธอคงจะสับสนวุ่นวายมากเลยล่ะสิ?
จังหวะนั้นเอง ก็มีลูกน้องเดินเข้ามากระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเฉินเซียวอยู่ครู่หนึ่ง
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นดำทะมึนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เหยียนปิงชินถาม “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
เฉินเซียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เธออย่าเพิ่งกลับไปที่มณฑลทางเหนือเลย อยู่ข้างกายฉันที่นี่แหละ”
เหยียนปิงชินชะงักไป เธอรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย “ตะ...แต่โปรเจกต์กำลังอยู่ในช่วงสำคัญเลยนะ......”
เฉินเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตามรายงานข่าวที่เชื่อถือได้ ไอ้หมาบ้าหวังเทียน มันจ้องเล่นงานเธอเข้าให้แล้วล่ะ”
เหยียนปิงชินถลกแขนเสื้อขึ้นทันที ก่อนจะแกว่งแขนเรียวเล็กของเธอไปมา “คุณวางใจได้เลย ถ้ามันกล้าโผล่หัวมาเมื่อไหร่ ฉันจะหักขามันให้ดู”
เฉินเซียวบอก “คนอย่างหวังเทียนไม่ได้จัดการได้ง่าย ๆ แบบนั้นหรอกนะ ข้างกายของมันมักจะมีคนของเอสไออินเตอร์เนชั่นแนลซีเคียวริตี้คอยติดตามอยู่เสมอ พวกมันล้วนเป็นพวกที่ยอมแลกเลือดเนื้อเพื่อเงินกันทั้งนั้น บอดี้การ์ดของเธอ ไม่ใช่คู่มือของพวกมันหรอกนะ”
เหยียนปิงชินถึงกับหน้าถอดสี เธอเองก็เข้าใจดี ว่าบอดี้การ์ดของเธอก็พอจะรับมือกับคนธรรมดาทั่วไปได้บ้าง
แต่ถ้าต้องไปเจอพวกมืออาชีพจริง ๆ พวกเขาก็คงจะทำอะไรไม่ได้เลย
“ถะ...ถ้างั้นก็ได้”
เฉินเซียวยิ้ม “แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกนะ อย่างน้อยถ้าเธออยู่ในปินหูหยาย่วนของฉัน เธอก็จะปลอดภัยไร้กังวลอย่างแน่นอน เดี๋ยวฉันจะพยายามรีบจัดการปัญหาหนามยอกอกนี้ให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน”
เมื่อก่อนเหยียนปิงชินเคยรู้สึกเหยียดหยามเฉินเซียวอยู่บ้าง ที่เขาจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มกันมากมายก่ายกองขนาดนี้ ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน ที่เธอแอบนินทาเขาว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แถมยังเป็นโรคหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ เธอถึงเพิ่งจะเข้าใจ ว่าการวางแผนล่วงหน้าของเขามันช่างล้ำลึกมากขนาดไหน
ถ้าหากในตอนนี้เขาไม่มีกองกำลังคุ้มกันที่มากพอ แถมยังไปล่วงเกินบุคคลระดับหวังเทียนเข้าอีก จุดจบของเขามันคงจะต้องน่าเวทนามากแน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ?