- หน้าแรก
- ระบบเซียนหุ้น: มีแค่ผมที่มองเห็นข้อมูลลับ!
- บทที่ 310 ฉันดีกับนายขนาดไหน
บทที่ 310 ฉันดีกับนายขนาดไหน
บทที่ 310 ฉันดีกับนายขนาดไหน
บทที่ 310 ฉันดีกับนายขนาดไหน
พอเฉินเซียวมาถึง ก็ถึงกับอึ้งไปเลย
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
เหยียนปิงชิน: “......”
“แล้วทำไมฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ล่ะ?”
เฉินเซียวหันไปมองกานมี่เสวี่ย กานมี่เสวี่ยจึงอธิบายด้วยสีหน้าลำบากใจ “คะ...คือ ปิงชินไม่ให้ฉันบอกน่ะค่ะ......”
เฉินเซียวพูดไม่ออก “สรุปก็คือ เธอเป็นคนให้หมอกานนัดฉันมางั้นสิ?”
เหยียนปิงชินทำหน้าตาน่าสงสาร “ทำไมยะ? ฉันแค่อยากจะเซอร์ไพรส์นาย นายไม่อยากเจอหน้าฉันขนาดนั้นเลยเหรอ......”
เฉินเซียว: “......”
“เปล่า ๆ ว่ามาเถอะ เธอมาโผล่ที่เมืองปิงเฉิงได้ยังไงเนี่ย”
เหยียนปิงชินกรอกตาใส่เขาไปหนึ่งที “ก็นายนั่นแหละที่ไม่เคยสนใจบริษัทของตัวเองเลย พวกเรามาคุยโปรเจกต์ที่เมืองปิงเฉิงกันย่ะ!”
เฉินเซียวชะงัก “ได้ที่ดินมาแล้วเหรอ?”
“ถ้าเป็นไปได้ด้วยดี อีกครึ่งปี อี้ต๋าพลาซ่าสาขาเมืองปิงเฉิงก็สามารถเปิดให้บริการได้แล้วล่ะ” เหยียนปิงชินตอบ
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวลาก่อสร้างสักสองปีไม่ใช่หรือไง? อีกอย่าง แผนงานโปรเจกต์ฉันก็ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติเลยด้วยซ้ำ”
เหยียนปิงชินถึงกับพูดไม่ออก ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัท แต่เขากลับไม่เคยมาถามไถ่เรื่องงานเลยสักนิด
“ลูกพี่ ฉันเพิ่งจะมาถึงเมืองปิงเฉิง อย่างน้อยก็ต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าทำได้ ถึงจะค่อยรายงานให้คุณทราบสิยะ! อีกอย่าง โปรเจกต์ที่ได้มาก็ไม่ใช่แค่ที่ดินเปล่า ๆ แต่เป็นแบบสร้างเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งบวกกับที่ดินด้วย มีบริษัทท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่สภาพคล่องทางการเงินฝืดเคือง ก็เลยเอาโปรเจกต์ที่สร้างไปแล้วครึ่งหนึ่งมามัดรวมขายทิ้ง”
เฉินเซียวพยักหน้ารับ “อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง หึหึ ยินดีต้อนรับสู่เมืองปิงเฉิงนะ”
เหยียนปิงชิน: “......”
“นายนี่มันเห็นแก่ตัวเกินไปแล้วนะ? พอมีประโยชน์ก็ยินดีต้อนรับ พอหมดประโยชน์ก็ไล่ตะเพิดซะงั้น!”
เฉินเซียว: “อะแฮ่ม...พูดจาเหลวไหล ไม่ว่ายังไง เธอมาที่เมืองปิงเฉิงฉันก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้นแหละ”
เหยียนปิงชินย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ความเห็นแก่ตัวของเฉินเซียว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นแค่วันสองวันเสียหน่อย
กานมี่เสวี่ยที่นั่งดูทั้งสองคนต่อปากต่อคำกัน ก็ยิ่งดูยิ่งรู้สึกสับสน
“ปิงชิน เฉินเซียวไม่ใช่แฟนเหรอ?”
เหยียนปิงชินหรี่ตากลมโตคู่สวยจนหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “คิกคิก ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดีแหละ”
กานมี่เสวี่ย: “......”
“ที่แท้เธอก็หลอกฉันนี่เอง!”
เหยียนปิงชินดึงแขนของเธอมาจับไว้ “อย่าโกรธไปเลยน่า ฉันจะบอกอะไรให้นะ เฉินเซียวคนนี้ นอกจากจะเจ้าชู้ไปหน่อย อันที่จริงแล้วเขาก็เป็นคนที่เก่งมากเลยนะ ตอนเด็ก ๆ เราเคยสัญญากันไว้ไม่ใช่เหรอ ว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับผู้ชายคนเดียวกัน? เอาเป็นเฉินเซียวก็แล้วกันเนอะ”
“พรวด~~~”
เฉินเซียวเพิ่งจะจิบชาเข้าไปได้อึกเดียว ก็พ่นออกมาจนหมด
กานมี่เสวี่ยหน้าแดงก่ำ “ปิงชิน เธออย่าพูดจาเหลวไหลสิ นั่นมันเรื่องที่พูดกันตอนเด็ก ๆ สมัยที่ยังไม่รู้ประสีประสา จะเอามาเป็นจริงเป็นจังได้ยังไงล่ะ”
เหยียนปิงชินบอก “ฉันรู้น่า ผู้ชายในฝันของเธอคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือไง? เฉินเซียวนี่แหละใช่เลย”
เฉินเซียวพูดไม่ออก เหยียนปิงชินเล่นทำแบบนี้ ทำเอาเขาทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ
กานมี่เสวี่ยกระซิบเบา ๆ “เมื่อกี้เธอยังบอกอยู่เลยว่าเขาเจ้าชู้......”
เหยียนปิงชินพูดด้วยท่าทางไม่แยแส “เอ้า? วีรบุรุษก็ต้องคู่กับสาวงามสิ มีวีรบุรุษคนไหนที่ไม่เจ้าชู้บ้างล่ะยะ”
กานมี่เสวี่ย: “......”
เธอรีบหยิบเมนูขึ้นมา เพื่อปกปิดความเขินอาย
“ระ...รีบสั่งอาหารเถอะ ฉันหิวแล้วล่ะ”
เฉินเซียวรีบผสมโรงทันที “ใช่ ๆ สั่งอาหารดีกว่า”
เหยียนปิงชินเตะเฉินเซียวเบา ๆ “เห็นไหมล่ะ ว่าฉันดีกับนายขนาดไหน นายยังไม่รู้จักเห็นคุณค่าอีกเหรอ?”
เฉินเซียว: “......”
“กินไปคุยไปดีกว่า”
เหยียนปิงชิน: “ชิ~~”
ระหว่างรับประทานอาหาร เฉินเซียวก็ถามไถ่เรื่องโปรเจกต์ที่เมืองปิงเฉิงคร่าว ๆ
พอคุยเรื่องงาน เหยียนปิงชินก็มีท่าทีสงบเสงี่ยมขึ้นมาบ้าง
เธออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ อย่างครบถ้วน
โดยรวมแล้ว เฉินเซียวก็เห็นด้วยกับโปรเจกต์นี้
เรื่องราวก็ประมาณว่า มีบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในเมืองปิงเฉิง ชื่อว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างและติดตั้งที่สามเมืองปิงเฉิง เดิมทีก็ตั้งใจจะสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่นั่นแหละ
แต่ต่อมาเนื่องจากขาดประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการในเชิงพาณิชย์ ประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินเริ่มฝืดเคือง ก็เลยเอาโปรเจกต์ทั้งหมดมาขายเหมาเข่งทิ้ง
ทำเลที่ตั้งถือว่าดีมาก แถมยังมีที่ดินเปล่าที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรรได้อีกหลายร้อยหมู่ด้วย
เสนอราคามาห้าพันหกร้อยล้าน ก็ถือว่ายุติธรรมดี
ในเมื่อโครงสร้างหลักของห้างสรรพสินค้าก็สร้างเสร็จไปแล้ว
แถมอีกฝ่ายยังบอกด้วยว่า ถ้าหากยอมให้พวกเขาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโปรเจกต์นี้ต่อ ก็จะลดราคาให้อีกสองร้อยล้านหยวน
พอได้ยินเฉินเซียวคุยเรื่องธุรกิจระดับหลายพันล้านหยวน กานมี่เสวี่ยก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เธอรู้ว่าเฉินเซียวเป็นคนรวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้
เหยียนปิงชินบอก “มี่เสวี่ย เฉินเซียวไม่ใช่พวกทายาทเศรษฐีแบบที่เธอเกลียดหรอกนะ ความมั่งคั่งของเขาทั้งหมด ล้วนสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขาเองทั้งนั้น”
“เอ๊ะ? จะเป็นไปได้ยังไง?” กานมี่เสวี่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ
“จริงสิ ฉันเห็นกับตาเลยว่าเขาค่อย ๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ยังไง เขาแค่คว้าโอกาสสำคัญ ๆ ไว้ได้ไม่กี่ครั้ง ก็ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้แล้ว......”
กานมี่เสวี่ยรู้สึกเหมือนเพิ่งจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเฉินเซียวก็คราวนี้เอง
พอนึกย้อนไปถึงสามีภรรยาตระกูลเฉินที่ดูซื่อบื้อคู่นั้นแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นคนที่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกชายได้เลย
เธอถึงได้ยอมเชื่อคำพูดของเหยียนปิงชิน
“กะ...เก่งจริง ๆ เลย” กานมี่เสวี่ยเอ่ยชมจากใจจริง
เฉินเซียวโบกมือ “อย่าไปฟังเธอโม้เลยครับ ผมก็แค่โชคดีไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”
“โชค ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเหมือนกันนะ ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้ที่ทำการใหญ่สำเร็จ มีใครบ้างที่ไม่พึ่งพาดวง?”
เฉินเซียว: “......”
โดนสาวสวยระดับท็อปถึงสองคนเอ่ยปากชมซะขนาดนี้ ทำเอาเขาอดที่จะรู้สึกเขินอายขึ้นมาไม่ได้
เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
อากาศที่เมืองปิงเฉิงในเดือนพฤศจิกายน ช่วงกลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำลงจนหนาวสั่นเลยล่ะ
หลังจากกินข้าวเสร็จ เหยียนปิงชินก็ดึงดันจะไปเดินเล่นริมแม่น้ำให้ได้ เฉินเซียวกับกานมี่เสวี่ยก็เลยต้องไปเป็นเพื่อน สรุปก็คือ เธอเป็นคนแรกที่ร้องไห้โฮเพราะความหนาว...
เมื่อกลับเข้ามาในรถ เหยียนปิงชินก็เอาแต่ถูมือไปมาไม่หยุด
“ฮัดชิ้ว! อากาศบ้าอะไรเนี่ย ที่เมืองจินหนิงเขายังใส่เสื้อเชิ้ตกันอยู่เลย แต่ที่นี่ขนาดใส่เสื้อขนเป็ดแล้วก็ยังหนาวจนสั่นเลย!”
เฉินเซียวยิ้ม “เธอคิดว่าเมืองปิงเฉิงเขาล้อเล่นรึไงฮะ?”
เหยียนปิงชินกรอกตาใส่ แล้วกวาดตามองดูรถของเฉินเซียว
“วันหลังให้ฉันยืมรถคันนี้ไปใช้หน่อยนะ”
ไม่เกรงใจเขาเลยสักนิด
เฉินเซียวพูดไม่ออก “เธอไม่มีรถของตัวเองรึไง?”
เหยียนปิงชินตอบ “ฉันขี้เกียจเอารถมานี่นา ยังไงซะนายก็จะกลับเมืองจินหนิงอยู่แล้ว แถมยังไม่ได้เอารถกลับไปด้วย ให้ฉันยืมใช้หน่อยเถอะน่า รถที่บ้านฉัน นายจะเอาไปขับคันไหนก็ได้ตามสบายเลย”
เฉินเซียว: “......”
เหยียนปิงชินเองก็มีรถสปอร์ตระดับสิบล้านอยู่หลายคันเหมือนกันนะ
แต่เฉินเซียวชอบขับรถป้ายแดงมากกว่า ส่วนรถมือสองน่ะเหรอ......ยกเว้นแต่จะเป็นรุ่นที่อยากขับจริง ๆ นั่นแหละ
“ได้ ๆ ๆ ยอมใจเธอจริง ๆ เลย ไม่รู้หรือไงว่ารถกับผู้หญิงห้ามให้ใครยืมเด็ดขาดน่ะฮะ?”
เหยียนปิงชินไม่สนเรื่องพวกนั้นหรอก “ฉันก็ผู้หญิงของนายไง! ให้ฉันยืมก็ไม่ถือว่าให้คนนอกยืมซะหน่อย”
เฉินเซียวแอบสงสัย ไม่ใช่ว่าเธอซื้อไม่ไหวหรอก แต่เธอจงใจต่างหาก
เขาปฏิเสธคำชวนของเหยียนปิงชินที่อยากจะกลับบ้านไปพร้อมกับเขาอย่างนุ่มนวล โดยให้คนขับรถไปส่งเธอที่โรงแรมก่อน แล้วถึงค่อยกลับกวนเจียงอินเตอร์เนชั่นแนล
สวี่เสี่ยวหลานกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องนั่งเล่น พลางรอคอยการกลับมาของเฉินเซียว
พอได้ยินเสียงเปิดประตู เธอก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับทันที
“นายกลับมาแล้ว ข้างนอกหนาวไหม?”
เฉินเซียวถอดเสื้อขนเป็ดออก พลางตอบว่า “ก็ดีนะ ยังไม่ถึงช่วงที่หนาวจัดหรอก”
สวี่เสี่ยวหลานรับเสื้อกันหนาวที่เขาถอดออกมาจัดให้เรียบร้อย ส่วนเฉินเซียวก็สวมรองเท้าแตะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น
“อ่านหนังสืออยู่เหรอ?”
สวี่เสี่ยวหลานจัดการเรียบร้อยก็เดินเข้ามาหา “อืม การบ้านที่ค้างไว้หลายวันก่อน ก็ต้องมานั่งอ่านทบทวนเองนี่แหละ”
เฉินเซียวพยักหน้ารับ ถึงแม้ว่าตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะดีขึ้นมากแล้ว แต่เธอก็ยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
สวี่เสี่ยวหลานเป็นคนอ่อนโยน แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังมีความเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อยู่ดี
“อืม ไปเถอะ ไปอ่านที่ห้องหนังสือดีกว่า อ่านบนโซฟามันไม่ค่อยถนัดหรอก”
“อ้อ ได้สิ”
สวี่เสี่ยวหลานเก็บรวบรวมหนังสือ แล้วเดินตามเฉินเซียวขึ้นไปชั้นบน
ภายในห้องหนังสืออันโอ่อ่าและหรูหรา มีโต๊ะเขียนหนังสือทำจากไม้จันทน์แดงสองตัวตั้งอยู่
ทั้งสองคนนั่งกันคนละตัว ต่างฝ่ายต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำธุระของตัวเอง
สวี่เสี่ยวหลานอ่านหนังสือ ส่วนเฉินเซียวก็เปิดดูรายงานสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงนี้
หลังจากอ่านรายงานฉบับสุดท้ายของกลุ่มธุรกิจอี้ต๋าเสร็จ เฉินเซียวถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรหาเฉินเจี้ยนกั๋ว
“ฮัลโหล? ไอ้หนู โทรมาดึกดื่นป่านนี้มีธุระอะไรฮะ?”
เฉินเซียวยิ้ม เฒ่าเฉินคนนี้ตั้งแต่เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตมา น้ำเสียงก็ดูจะหนักแน่นขึ้นเยอะเลยแฮะ
“ไม่มีอะไรครับ ก็แค่จะโทรมาบอกพวกพ่อสองคนว่า เตรียมตัวเปิดสาขาใหม่ได้เลย”