- หน้าแรก
- หลังจับได้ว่าแฟนนอกใจ ระบบก็มอบเงินสามล้านให้ผมทุกวัน
- บทที่ 14 ซื้อรถ! ราคาในใจเหรอ? ไม่มีขีดจำกัด!
บทที่ 14 ซื้อรถ! ราคาในใจเหรอ? ไม่มีขีดจำกัด!
บทที่ 14 ซื้อรถ! ราคาในใจเหรอ? ไม่มีขีดจำกัด!
พูดไปพูดมา เสิ่นผิงอวิ๋นก็จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบด้วยใบหน้าถมึงทึง
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องในวันนี้ ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เขาถูกหลินหมิงเยาะเย้ยด้วยท่าทีเย็นชา ในชั่วพริบตานั้นเสิ่นผิงอวิ๋นก็รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนเองในตอนนี้ ราวกับถูกโยนลงพื้นแล้วเหยียบย่ำอย่างแรง
เขาโกรธแค้น และอยากจะจัดการให้หลินหมิงต้องเจ็บแสบแสนสาหัสให้จงได้
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้หลินหมิงย่อมไม่มีทางรู้
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ
สำหรับหลินหมิงแล้ว วันนี้เขาได้ขจัดความกังวลใจไปได้ถึงสองเรื่อง
เรื่องแรกคือการจ่ายค่าผ่าตัดให้พ่อสำเร็จ และพาพ่อเข้าพักในห้องผู้ป่วยเดี่ยวได้แล้ว
เรื่องที่สองคือพี่น้องคนสนิททั้งสองที่ห่างหายกันไปนานถึงหกปี วันนี้ในที่สุดก็ได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง
หลินหมิงกับซุนไห่เซิงดื่มเหล้ากันไปเยอะมาก หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ทั้งสองคนก็ยังไปเล่นสนุกกันอย่างเต็มที่ที่ร้านบิลเลียดและร้าน KTV แถวๆ นั้น
จะว่าไปแล้ว ค่าครองชีพในอำเภอจิ่นซิ่วนั้นต่ำมากจริงๆ
ทั้งสองคนเที่ยวเล่นกันตลอดทั้งคืน ทั้งแทงบิลเลียดและร้องเพลง การใช้จ่ายแบบนี้ หากเป็นที่นครเซี่ยงไฮ้ เกรงว่าอย่างน้อยๆ ก็คงต้องหมดเงินเป็นพันหยวน
ทว่าวันนี้หลินหมิงจ่ายไปจ่ายมา รวมๆ แล้วกลับหมดเงินไปแค่สองร้อยหยวนเท่านั้น
ความแตกต่างของระดับค่าครองชีพระหว่างอำเภอจิ่นซิ่วและนครเซี่ยงไฮ้ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับหลินหมิงอีกครั้ง
แน่นอนว่า หลินหมิงก็เข้าใจในประเด็นสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ระดับการใช้จ่ายทั้งหมด ล้วนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรในอำเภอจิ่นซิ่ว
พอคนเยอะขึ้น ระดับการใช้จ่ายก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่าพอคนไม่เยอะ ทุกอย่างก็เหมือนกับการจัดโปรโมชั่นลดล้างสต็อก เพื่อให้ขายออก ราคาก็รังแต่จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ
เวลาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ เพียงพริบตาเดียวก็เข้าสู่วันที่สอง
เมื่อคืนนี้ หลินหมิงกับซุนไห่เซิงดื่มเหล้ากันไปเยอะมาก และก็นอนดึกมากเช่นกัน จนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืน ถึงได้หาโรงแรมแถวๆ นั้นเพื่อนอนพักผ่อนอย่างง่ายๆ
และเช้าวันนี้ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา ยังไม่ทันที่หลินหมิงจะได้ดูเวลา เสียงของระบบในหัวของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน
[ติ๊ง! อรุณสวัสดิ์โฮสต์ จำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรของอำเภอจิ่นซิ่วในวันนี้คือ 352,080 คน!]
[ยอดเงินที่โอนเข้าในวันนี้คือ 3,520,800 หยวน โอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว]
เมื่อเสียงของระบบสิ้นสุดลง เสียงโทรศัพท์มือถือของหลินหมิงก็ดังขึ้นพร้อมกัน
ท่ามกลางความงัวเงีย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หลินหมิงชำเลืองดูเวลาเป็นอันดับแรก ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าพอดี
การนอนหลับครั้งนี้ หลินหมิงนอนไปเกือบสิบชั่วโมง ทว่าในวินาทีนี้ หลินหมิงกลับไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาปลดล็อกโทรศัพท์ สิ่งแรกที่เห็นคือข้อความที่ส่งมาจากทางธนาคาร
3,520,800 หยวน ถูกโอนเข้าบัญชีสำเร็จแล้ว
ทว่าผลปรากฏว่า หลินหมิงกลับหรี่ตาแคบลง
เป็นเพราะเมื่อวานนี้ เงินที่หลินหมิงได้รับคือ 3,521,190 หยวน ประชากรในอำเภอจิ่นซิ่วตอนนั้นคือ 352,119 คน แต่พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ จำนวนคนกลับลดลงไปถึง 39 คนในพริบตา
ระบบเคยบอกกับหลินหมิงไว้ว่า การคำนวณจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ถาวรนั้น จำเป็นต้องพำนักอยู่ในอำเภอจิ่นซิ่วเกินสามสิบวันขึ้นไป กฎข้อนี้หลินหมิงยังไม่ต้องสนใจในตอนนี้
ทว่าการที่เช้าวันนี้จำนวนคนลดลงไปสามสิบเก้าคน นั่นไม่ได้หมายความว่า... เมื่อวานตลอดทั้งวัน มีคนในอำเภอสามสิบเก้าคนต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนแล้วทิ้งอำเภอจิ่นซิ่วไปหรอกหรือ?
การที่คนหายไปรวดเดียวสามสิบเก้าคน ไม่ใช่ว่าหลินหมิงจะเสียดายเงินสามร้อยเก้าสิบหยวนหรอกนะ
แต่เป็นเพราะเขารู้สึกตกใจกับความเร็วในการลดลงของจำนวนคนในอำเภอจิ่นซิ่วที่รวดเร็วถึงเพียงนี้ต่างหาก
เขาลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง หลินหมิงจุดบุหรี่สูบเงียบๆ แล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
เขาคิดในใจว่า ต่อจากนี้เขาคงต้องเร่งมือทำเวลาจริงๆ เสียแล้ว
เขาไม่ได้ใส่ใจนักที่ในแต่ละวันจะได้รับเงินน้อยลงไปบ้าง แต่เขากลับแคร์ตรงที่ว่า หากยังมีคนจากไปแบบนี้อีก อำเภอจิ่นซิ่วก็จะยิ่งไร้ชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ
"เหล่าหลิน ทำไมแกตื่นเช้าจัง? โอย เมื่อวานฉันดื่มเหล้าไปเยอะแค่ไหนกันเนี่ย? รู้สึกปวดหัวตึบๆ ไปหมดเลย"
ทั้งสองคนจองห้องพักมาตรฐานแบบเตียงคู่ ที่เตียงอีกหลังด้านข้าง ในที่สุดซุนไห่เซิงก็ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นหลินหมิงแล้ว เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลินหมิงส่ายหน้าไม่ได้พูดอะไร และโยนบุหรี่ครึ่งซองที่เหลือไปให้เขา
อีกฝ่ายรับไป แล้วพิงหัวเตียงจุดบุหรี่สูบเช่นกัน ทั้งสองคนต่างเอนหลังพิงหัวเตียงของตนเอง ปล่อยตัวปล่อยใจเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาเช้าอันแสนผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากสะลึมสะลืออยู่นาน ในที่สุดซุนไห่เซิงก็สร่างเมา
ทั้งสองคนคืนห้องพัก เดินออกจากโรงแรม และแวะกินบะหมี่กันคนละชามที่ร้านแถวๆ นั้นแบบง่ายๆ
จากนั้นซุนไห่เซิงก็เรียกแท็กซี่คันหนึ่ง แล้วพาหลินหมิงมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง
ซุนไห่เซิงยังไม่ลืมเรื่องสองเรื่องที่ต้องจัดการให้หลินหมิง นั่นคือซื้อบ้านกับซื้อรถ
ทั้งสองคนจึงตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ขายรถกันก่อนเป็นอันดับแรก
ขณะที่รถแท็กซี่แล่นไปตามถนน ซุนไห่เซิงก็บ่นออกมาด้วยความเหนื่อยใจ "เฮ้อ เหล่าหลิน ฉันจะบอกแกให้นะ ที่บ้านนอกคอกนาอย่างอำเภอจิ่นซิ่วของเราเนี่ย มีเต็นท์รถมือสองอยู่แค่แห่งเดียว แถมยังตั้งอยู่ตรงชายขอบของอำเภอจิ่นซิ่วอีก ถ้าไกลกว่านี้อีกนิด ดีไม่ดีคงแยกออกไปตั้งเป็นหมู่บ้านเดี่ยวๆ ได้แล้วมั้ง"
"ก็มีแต่ไอ้บ้าอย่างแกนี่แหละที่อยากจะซื้อรถ ไม่ไปหาซื้อรถมือสองส่งๆ จากที่นั่น ก็ต้องถ่อเข้าไปซื้อในตัวเมืองนู่นแล้ว"
หลินหมิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เข้าเมืองไม่ต้องหรอก"
"ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเข้าไปวุ่นวายในตัวเมือง ซื้อรถที่นี่ก็พอแล้ว ลองไปดูกันว่าที่นั่นจะมีรถอะไรบ้าง"
อันที่จริง ในใจหลินหมิงก็คิดว่าไปซื้อในเมืองน่าจะดีกว่า
แต่ว่า... ตัวเขาจะไปได้อย่างไรล่ะ?
ตัวคนน่ะไปได้อยู่แล้ว เดินทางไปที่เมืองอวิ๋น
แต่หลังจากไปแล้วล่ะ ขอเพียงแค่ออกนอกรัศมีสามกิโลเมตรของอำเภอจิ่นซิ่ว เงินของเขาก็จะถูกอายัดอีกครั้ง
ถึงเวลานั้น เขาที่ควักเงินออกมาไม่ได้สักแดงเดียว จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถเล่า?
ดังนั้น หลินหมิงจึงคิดในใจว่า สู้ไปซื้อรถคันที่ดีที่สุดและแพงที่สุดที่เต็นท์รถมือสองเลยเสียดีกว่า
และยังดีที่สถานที่ที่ซุนไห่เซิงแนะนำให้หลินหมิงนั้น ไม่ได้อยู่นอกเหนือรัศมีสามกิโลเมตรของอำเภอจิ่นซิ่ว
ที่นี่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองของอำเภอจิ่นซิ่ว ซึ่งถือว่าพอดีเป๊ะ
เมื่อรถจอดสนิท พวกเขาก็มองเห็นห้องโครงสร้างแผ่นเหล็กขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า ซึ่งดูเหมือนกับบ้านพักคนงานมุงสังกะสีตามโรงงานไม่มีผิด
และที่ด้านหน้าบ้านสังกะสีนั้น มีชายคนหนึ่งกำลังนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบอย่างสบายอารมณ์ ในมือไถโทรศัพท์ดูนู่นนี่ ดูเกียจคร้านเสียไม่มี
ซุนไห่เซิงชี้ไปที่ชายที่อยู่บนเก้าอี้ผ้าใบคนนั้น แล้วพาหลินหมิงเดินเข้าไปหา
"เถ้าแก่ซุน สบายใจเฉิบเลยนะ สายป่านนี้ยังมานั่งไถมือถืออยู่หน้าประตูอีก นี่กำลังดูสาวน้อยบ้านไหนอยู่อีกล่ะเนี่ย?"
คำทักทายของซุนไห่เซิงดึงดูดความสนใจของเถ้าแก่ซุนในทันที เขารีบวางโทรศัพท์มือถือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เถ้าแก่ซุนยิ้มพลางเอ่ย "อ้าว? นี่ไห่เซิงไม่ใช่เหรอ? ลมอะไรหอบนายมาถึงนี่ได้ล่ะวันนี้?"
ซุนไห่เซิงชี้ไปที่หลินหมิงที่อยู่ข้างๆ แล้วหัวเราะ "ก็แหม เห็นว่าพวกเราแซ่เดียวกันไงล่ะ พอดีเพื่อนรักของฉันอยากจะซื้อรถ ก็เลยพาเขามาดูสักหน่อย นายพอจะช่วยแนะนำให้หน่อยได้ไหมล่ะ?"
พอเถ้าแก่ซุนได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้ารับทันที "ได้สิ ไม่มีปัญหา"
พูดจบ เขาก็ลุกจากเก้าอี้ แล้วก้าวเท้าเดินนำเข้าไปด้านใน พลางเอ่ยแนะนำหลินหมิงกับซุนไห่เซิงไปด้วย "พวกนายมาถูกที่แล้วล่ะ ที่นี่ของฉัน เรื่องอื่นฉันไม่กล้าพูดหรอกนะ แต่เรื่องรถรับรองว่าจะต้องทำให้พวกนายพอใจได้อย่างแน่นอน"
"จริงสิ น้องชายคนนี้ชื่ออะไรหรือ?"
หลังจากฟังหลินหมิงแนะนำตัวเสร็จ เถ้าแก่ซุนก็พูดต่อ "เอาล่ะ น้องหลิน งั้นฉันจะพานายไปเดินดูนะ ไม่ทราบว่านายอยากได้รถแบบไหนล่ะ? รถเก๋งหรือ SUV แล้วราคาในใจตั้งไว้ที่เท่าไหร่?"
เมื่อฟังจบ หลินหมิงก็เกาหัว เขาเพิ่งจะสอบใบขับขี่ผ่านด้วยตัวเองตอนเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าควรจะเลือกรถแบบไหน นั่งสบายยังไง หรืออะไรทำนองนั้น อันที่จริงในใจของหลินหมิงก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดหรอก
ดังนั้นหลินหมิงจึงยิ้มเจื่อนแล้วตอบว่า "เถ้าแก่ซุน จะรถอะไรก็ไม่สำคัญหรอกครับ ขอแค่ถูกตาก็คุยกันง่ายแล้ว"