เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 ชายหนุ่มผู้ถูกคุมขัง

บทที่ 200 ชายหนุ่มผู้ถูกคุมขัง

บทที่ 200 ชายหนุ่มผู้ถูกคุมขัง


บทที่ 200 ชายหนุ่มผู้ถูกคุมขัง

ที่หน้าประตูคุก

เว่ยซูอวี้ฟังคำประจบสอพลอของพวกผู้คุมคุก แล้วก็ด่าสั่งสอนเป็นระยะ ๆ

พวกผู้คุมคุกต่างก็ทำหน้ารับฟังอย่างนอบน้อม

“ผู้ตรวจการเว่ย แตงโมพอไหมขอรับ? อยากให้ข้าน้อยไปเอามาให้อีกสักลูกไหมขอรับ?”

เมื่อเห็นเว่ยซูอวี้กินอย่างเอร็ดอร่อย ผู้คุมคุกก็รีบถามประจบเอาใจ

“ไสหัวไปเลย”

เว่ยซูอวี้ถีบส่ง “แค่แตงโมลูกเดียวคิดจะมาติดสินบนข้างั้นหรือ?”

“ข้าเป็นพวกชอบกินฟรีดื่มฟรีหรือไง?”

เว่ยซูอวี้ถลึงตาใส่ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะมาอาศัยอยู่ในคุกแล้ว ไปสั่งอาหารดี ๆ จากหอชุ่ยอวิ๋นมาให้ข้ากินทุกวันเลยนะ”

“...”

สีหน้าของผู้คุมคุกดูขมขื่นขึ้นมาทันที

นั่นมันหอชุ่ยอวิ๋น สถานที่ที่หรูหราที่สุดในฉางอันเลยนะ

ผู้คุมคุกต๊อกต๋อยอย่างพวกเขามีปัญญาที่ไหนจะไปซื้อมากินได้ล่ะ?

ป้าบ

เว่ยซูอวี้ฟาดไปหนึ่งที “จะมาทำหน้าบูดทำไม? ไม่ได้ให้พวกเจ้าเป็นคนจ่ายซะหน่อย...”

“ถึงเวลาก็เซ็นเชื่อไว้ บอกชื่อฝางอี๋อ้ายไปก็จบเรื่องแล้ว”

พอพูดแบบนี้ พวกผู้คุมคุกก็ยิ้มออกทันที

ฝางอี๋อ้าย พวกเราเข้าใจ!

ก็ลูกชายของอัครมหาเสนาบดีฝางไงล่ะ

“จริงสิ แตงโมนี่ราคาเท่าไหร่?”

เว่ยซูอวี้ควานหาเงินไปทั่วทั้งตัว แต่ก็เจอแค่หนึ่งอีแปะ จึงโยนไปให้ผู้คุมคุก “อ่ะ ไม่ต้องทอนนะ”

“...”

ผู้คุมคุกมองดูเงินหนึ่งอีแปะในมือแล้วก็เบิกตากว้าง

ไม่ต้องทอน?

มารดามันเถอะ แตงโมชั่งละสองอีแปะ หนึ่งชั่งนะเว้ย!

แล้วเจ้าก็ฟาดของข้าไปเกือบหมดลูกแล้ว!

“ขะ... ขอบคุณผู้ตรวจการเว่ยที่ประทานให้ขอรับ”

ผู้คุมคุกเอ่ยขอบคุณทั้งน้ำตาตกใน

ในระหว่างที่กำลังสั่งสอนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากแต่ไกล...

ประมาณห้าหกคน

ชายคนหนึ่งที่ถูกใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนที่ข้อเท้า กำลังถูกเหล่าเจ้าหน้าที่คุมตัวเดินมา

“ผู้คุมคุกล่ะ? ผู้คุมคุกไปไหนหมด?”

ตัวยังมาไม่ถึง แต่ขุนนางที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ตะโกนด่าขึ้นมาก่อนแล้ว

เว่ยซูอวี้อึ้งไป

ข้าก็นั่งอยู่หน้าประตู แล้วพวกผู้คุมคุกก็ยืนอยู่ตรงหน้าข้านี่ไง ตาบอดหรือไงวะ?

“มาแล้วขอรับ ๆ...”

พวกผู้คุมคุกรีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหา และค้อมเอวประจบสอพลอ “จ้าวซือจื๋อ วันนี้ท่านมีเวลาว่างมาหรือขอรับ?”

“เลิกพูดมากได้แล้ว!”

จ้าวคุ้ยตวาดลั่น “มีหน้าที่เฝ้าประตูก็เฝ้าให้มันดี ๆ มาจับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าประตูแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนล่ะ?”

“ขอรับ ๆ...” พวกผู้คุมคุกรับคำรัว ๆ

“นี่คือคุกศาลต้าหลี่ มาจับกลุ่มอออยู่หน้าประตูแบบนี้ มันถูกต้องตามระเบียบตรงไหน?”

“ขอรับ ๆ... ข้าน้อยจะปรับปรุงตัวเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”

ผู้คุมคุกรับคำ

แล้วก็วิ่งไปหาเว่ยซูอวี้เพื่อขอร้อง “ผู้ตรวจการเว่ย รบกวนท่านช่วยขยับที่ให้หน่อยได้ไหมขอรับ?”

“อ้อ”

เว่ยซูอวี้ไม่สนใจบทสนทนาของทั้งคู่ แต่กลับจดจ่อสายตาไปที่ชายผู้ถูกคุมตัวคนนั้นแทน

อายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ ไหล่กว้าง รูปร่างกำยำ ท่าทีเยือกเย็น ดวงตามีประกาย...

เว่ยซูอวี้ก็สรุปได้ในทันทีว่า หมอนี่มีวรยุทธ์ แถมยังไม่ธรรมดาซะด้วย

หึ

จ้าวคุ้ยแค่นเสียงเย็น วางมาดขุนนางใหญ่โต

จากนั้นก็พาคนเดินเข้าไปในคุกศาลต้าหลี่อย่างสง่าผ่าเผย!

ตึง!

ในเสี้ยววินาทีที่กำลังจะก้าวข้ามประตู ชายผู้ถูกคุมตัวก็เหยียบเท้าลงบนธรณีประตู และไม่ยอมเดินเข้าไป

“ลูกหลานขุนนางบู๊งั้นหรือ?”

เขาหันกลับมา และมองเว่ยซูอวี้ด้วยสายตาที่เฉียบคม

การจะดูว่าคน ๆ หนึ่งฝึกวรยุทธ์มาหรือไม่ ก็สามารถดูออกได้จากท่าทางและอากัปกิริยา

ในเมื่อเว่ยซูอวี้สามารถดูเขาออก เขาย่อมต้องดูเว่ยซูอวี้ออกเช่นกัน

โดยเฉพาะท่ายืน และท่าทางของเว่ยซูอวี้ ที่พร้อมจะรับมือกับการโจมตีรอบด้านได้ในเสี้ยววินาที

นี่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกวรยุทธ์หลายคนยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

มีเพียงผู้ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากความตายมาอย่างยาวนานเท่านั้น ถึงจะมีสัญชาตญาณแบบนี้ได้!

เว่ยซูอวี้ทำหน้าเคร่งขรึม ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาทักทายตัวเอง

“ขุนนางบุ๋นต่างหาก!”

เว่ยซูอวี้ตอบกลับไป

“วรยุทธ์ของเจ้า ไปเรียนมาจากขุนนางบู๊คนไหนล่ะ?” ชายหนุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“อย่าพูดมาก เข้าไปได้แล้ว!”

เจ้าหน้าที่ที่คุมตัวเขาผลักหลังเขาอย่างแรง ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินเข้าไปในคุกแต่โดยดี

“เขาทำผิดอะไรมาล่ะ?”

หลังจากคนเหล่านั้นเข้าไปแล้ว เว่ยซูอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะถามพวกผู้คุมคุก

“ไม่ทราบขอรับ”

พวกผู้คุมคุกส่ายหน้า

หืม?

ไม่ทราบ?

เว่ยซูอวี้คว้าท่อนไม้ขึ้นมา...

“ท่านจะทำอะไร?”

พวกผู้คุมคุกใจหายวาบ “ต่อให้ท่านจะเป็นลูกของเว่ยซื่อจง แต่ท่านจะมาเที่ยวตีคนซี้ซั้วไม่ได้นะขอรับ!”

ป้าบ

เว่ยซูอวี้ฟาดไปหนึ่งที

“พวกเจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเวลาเข้าคุกต้องใช้เอกสาร? แล้วทำไมหมอนั่นถึงไม่ต้องใช้ล่ะ?”

เอ่อ...

พวกผู้คุมคุกพากันกระโดดโหยง ๆ หลบไปมา

“จะไม่บอกใช่ไหม?”

เว่ยซูอวี้กำท่อนไม้แน่นเพื่อข่มขู่

“เขาเป็นซือจื๋อของศาลต้าหลี่นี่ขอรับ เขาก็มีอำนาจที่จะนำตัวผู้ต้องสงสัยมาคุมขังในคุกศาลต้าหลี่ได้อยู่แล้ว”

ผู้คุมคุกตอบด้วยสีหน้าขมขื่น

ป้าบ

เว่ยซูอวี้เงื้อไม้ฟาดลงไปอีกครั้ง “นี่เห็นข้าเป็นเด็กอมมือหรือไงฮะ?”

“ต่อให้เขาจะมีอำนาจคุมขัง แต่พวกเจ้าก็ต้องลงบันทึกไว้ไม่ใช่หรือ?”

ผู้คุมคุกหวังปากสั่นพะงาบ ๆ แทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ...

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรับเงินหนึ่งอีแปะของเว่ยซูอวี้มาหรือเปล่า เว่ยซูอวี้ถึงได้เอาแต่ตีเขานักหนา

“โธ่ ท่านเว่ยขอรับ เขาเป็นถึงซือจื๋อ เป็นขุนนางใหญ่นะขอรับ พวกเราล่วงเกินเขาไม่ไหวหรอก”

“ถ้าวันนี้พวกเรากล้าขวางเขา วันพรุ่งนี้พวกเราก็คงจะตกงานกันหมดแล้วล่ะขอรับ...”

หืม?

เว่ยซูอวี้พยักหน้า “เหนื่อยหน่อยนะ มานี่สิ”

“ขอรับ”

พอเห็นว่าเว่ยซูอวี้อารมณ์เย็นลงแล้ว ผู้คุมคุกหวังก็รีบวิ่งเข้าไปหาเว่ยซูอวี้ทันที

“นั่งยอง ๆ สิ”

ผู้คุมคุกหวังทำตามอย่างว่าง่าย

ป้าบ

เว่ยซูอวี้เงื้อมือขึ้นตบกบาลเข้าให้อีกที

“เจ้าล่วงเกินเขาไม่ได้ แต่ล่วงเกินข้าได้งั้นหรือ?”

เว่ยซูอวี้ด่ากราด “ซือจื๋อก็เป็นแค่ขุนนางขั้นแปด ทำแต่เรื่องสัพเพเหระ”

“ข้าก็เป็นขุนนางขั้นแปด แต่ได้รับสิทธิพิเศษเท่ากับขุนนางขั้นห้าเชียวนะเว้ย!”

“เจ้าไม่กลัวข้า แต่กลับไปกลัวเขางั้นหรือ?”

ผู้คุมคุกน้ำตาแตก...

ข้าโดนท่านตีจนน่วมขนาดนี้แล้ว ยังไม่เรียกว่ากลัวอีกหรือขอรับ?

พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเว่ยซูอวี้กำลังเดินเข้าไปในคุกศาลต้าหลี่แล้ว

“คุณชาย ท่านจะเข้าไปไม่ได้นะขอรับ...”

พวกผู้คุมคุกรีบวิ่งเข้าไปขวางเว่ยซูอวี้ไว้

แม้พวกเราจะเลิกสงสัยในตัวเขาแล้ว แต่หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่

นายกองคุกต้องไปรายงานตัวที่ศาลต้าหลี่ และที่ทำงานของเขาก็อยู่ที่ศาลต้าหลี่เหมือนกัน คุกที่เหม็นหึ่งขนาดนี้ นายกองคุกขี้เกียจมาจะตายไป...

พรึ่บ

เว่ยซูอวี้ควักกระดาษเปล่าที่มีตราประทับของหลี่หยวนออกมา

“นี่คือราชโองการของไท่ซ่างหวง ผู้ใดก็ห้ามขัดขวางข้าเด็ดขาด!”

ผู้คุมคุกรับไปดู และพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดอยู่นานสองนาน

ดูเสร็จก็หยิบสมุดรวบรวมตราประทับออกมาตรวจสอบเทียบเคียง ก่อนจะส่งคืนให้เว่ยซูอวี้

“โธ่ ท่านเว่ย มีของแบบนี้ทำไมท่านไม่เอาออกมาตั้งแต่แรกล่ะขอรับ ดูสิ กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย...”

ผู้คุมคุกโค้งคำนับประจบประแจง “เชิญ... เชิญด้านในเลยขอรับ ประตูคุกศาลต้าหลี่ยินดีต้อนรับท่านเสมอ!”

ป้าบ

เว่ยซูอวี้ฟาดไม้ลงไปโดยไม่ต้องคิด

“นี่เจ้าแช่งให้ข้ามาติดคุกทุกวันหรือไงฮะ?”

“ข้าน้อยพูดผิดไปแล้วขอรับ”

ในที่สุดเว่ยซูอวี้ก็ได้เข้าไปในคุกศาลต้าหลี่

หลังจากเดินไปได้สักพัก เขาก็เข้ามาถึงด้านในของคุก...

ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่าก็ลอยมาเตะจมูกทันที

เว่ยซูอวี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร และยังคงเดินหน้าต่อไป

สภาพจิตใจของนักโทษในคุกล้วนย่ำแย่ แต่ละคนมีใบหน้าที่ราวกับไร้ซึ่งชีวิตชีวา...

เมื่อเห็นเว่ยซูอวี้เดินเข้ามา ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น

“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามากันฮะ?”

เพิ่งจะก้าวเข้ามา ก็เห็นจ้าวคุ้ยเดินสวนออกมาพอดี

“เกี่ยวอะไรกับเจ้าล่ะ!”

เว่ยซูอวี้ตอบกลับด้วยความรำคาญ

“บัดซบ!”

จ้าวคุ้ยตวาดลั่น แล้วหันไปมองผู้คุมคุกหวัง “เจ้าเฝ้าประตูประสาอะไร? คุกศาลต้าหลี่มันใช่ที่ที่ใครจะเข้าออกก็ได้หรือ...”

ยังพูดไม่ทันจบ ผู้คุมคุกก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เขาคือผู้ตรวจการเว่ยขอรับ”

ผู้ตรวจการเว่ย?

จ้าวคุ้ยชะงักไป

เด็กเมื่อวานซืน ที่มีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการ

ในต้าถังตอนนี้มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น... เว่ยซูอวี้!

“ข้าก็นึกว่าใครซะอีก”

จ้าวคุ้ยแค่นเสียงหัวเราะ “ที่แท้ก็เว่ยซูอวี้ ที่ถูกฝ่าบาทรับสั่งให้มาขังคุกนี่เอง...”

หืม?

เจ้าเป็นแค่ขุนนางขั้นแปดต๊อกต๋อย เอาความกล้ามาจากไหนถึงได้มาด่าข้าเนี่ย?

“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ?” เว่ยซูอวี้อดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“ทำไมข้าต้องกลัวด้วยล่ะ?”

“พ่อข้าคือเว่ยเจิงไงล่ะ!”

ฮือฮา

ทันทีที่เว่ยซูอวี้พูดจบ ขุนนางที่อยู่ในกรงขังอันเงียบเหงาต่างก็พากันลืมตาขึ้นมาทีละคน

แล้วเริ่มตะโกนด่าทอกันอย่างบ้าคลั่ง...

“ไอ้ถ่อยเว่ยเจิง ข้าล่ะอยากจะแล่เนื้อเถือหนัง ดื่มเลือดเจ้าให้สาสมใจนัก”

“ลูกของเว่ยเจิง ไปลงนรกซะ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย!”

“ไอ้สารเลวเว่ยเจิง กลับดำเป็นขาว ใส่ร้ายขุนนางผู้จงรักภักดี ชาตินี้ข้ากับเจ้าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้!”

พวกนักโทษพากันเกาะลูกกรง และส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด

ศาลต้าหลี่

รับผิดชอบการพิจารณาคดีของขุนนางในส่วนกลาง และคดีในเมืองหลวงที่มีโทษตั้งแต่จำคุกขึ้นไป หรือการพิจารณาคดีทบทวน หรือการพิจารณาคดีใหม่ สำหรับคดีที่มีโทษประหารชีวิตและคดีซับซ้อนที่ส่งมาจากกรมอาญา

ในแง่หนึ่ง...

ศาลต้าหลี่จึงเป็นสถานที่คุมขังสำหรับขุนนางที่ทำผิด!

เพราะนักโทษที่ต้องโทษจำคุกทั่วไป ศาลในระดับอำเภอจะเป็นผู้พิจารณาคดีเอง

ส่วนนักโทษประหารและนักโทษเนรเทศ คนหนึ่งก็ต้องถูกประหาร อีกคนก็ต้องถูกเนรเทศ

ต่อให้อยากจะอยู่ ก็อยู่ได้ไม่นานหรอก

ถ้าจะให้นับดูขุนนางในราชสำนัก

มีขุนนางสักกี่คนที่ต้องติดคุกเพราะการถวายฎีกาฟ้องร้องของเว่ยเจิงล่ะ?

บางครั้งคดีใหญ่คดีเดียว ก็อาจมีขุนนางเข้าไปพัวพันนับสิบคน

เว่ยซูอวี้ลอบปาดเหงื่อเย็น

ดูเหมือนว่าศัตรูของเฒ่าเว่ยจะมีเยอะไปหน่อยนะเนี่ย...

“เว่ยซูอวี้ เห็นแล้วหรือยังล่ะ?” จ้าวคุ้ยหัวเราะร่วน

เฮ้อ

เว่ยซูอวี้ถอนหายใจ

การอ้างชื่อพ่อไม่ได้ผลอีกแล้วสิเนี่ย

แต่ว่านะ...

“เจ้าน่ะ”

เว่ยซูอวี้หันไปมองผู้คุมคุกหวังที่อยู่ข้าง ๆ “อยากซ้อมหมอนี่ไหม?”

หมายความว่าไงเนี่ย?

ผู้คุมคุกหวังกระพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา

เว่ยซูอวี้ส่งไม้ให้เขา แล้วล้วงเอากระดาษตราประทับเปล่าออกมาแกว่งไปมา

“ข้าเป็นถึงผู้ตรวจการ ตอนนี้ตรวจพบว่า... อืม... หมอนี่ชื่ออะไรนะ?”

“ช่างเถอะ ไม่สำคัญหรอก”

“ตรวจพบขุนนางใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ลักลอบคุมขังนักโทษโดยพลการ!”

“ในนามของไท่ซ่างหวง ข้าขอประกาศลงโทษเจ้า ณ บัดนี้!”

“เข้าไปตีมันเลย”

“มีไท่ซ่างหวงคอยคุ้มกะลาหัวเจ้าอยู่ ขอแค่ไม่ตีให้ถึงตายก็พอแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 200 ชายหนุ่มผู้ถูกคุมขัง

คัดลอกลิงก์แล้ว