- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 190 ถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจินเลี้ยงวัวไม่เป็น
บทที่ 190 ถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจินเลี้ยงวัวไม่เป็น
บทที่ 190 ถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจินเลี้ยงวัวไม่เป็น
บทที่ 190 ถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจินเลี้ยงวัวไม่เป็น
“หอเหวินอวิ้นขายพัดจีบ...”
“ส่วนประกอบของพัดจีบก็มีทั้งไม้ไผ่ กระดาษ จี้ห้อย ด้ายแดง และอื่น ๆ!”
“ข้ารับซื้อไม้ไผ่ เลี้ยงดูคนตัดไม้ไผ่ได้ประมาณยี่สิบคน และช่างฝีมืออีกกว่าร้อยคน”
“ข้ารับซื้อกระดาษ ทำให้ช่างทำกระดาษหลายร้อยคนมีรายได้”
“ข้ารับซื้อจี้ห้อย แล้วมีช่างทำจี้ห้อยอีกกี่คนที่ได้รับผลประโยชน์นี้?”
“ยังมีด้ายแดง ข้าก็แจกจ่ายให้กับพวกผู้หญิงที่ว่างงานอยู่กับบ้าน ให้พวกนางมีรายได้เสริม!”
“สาวใช้ เด็กรับใช้ องครักษ์ หลงจู๊...”
“หอเหวินอวิ้นได้สร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนนับพันคนเชียวนะขอรับ!”
“ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการค้า ข้าก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ใช่หรือขอรับ!”
ทุกคนต่างฟังอย่างตกตะลึง
ไม่ใช่แค่ฝางเสวียนหลิ่งเท่านั้น แต่แม้แต่หลี่ซื่อหมินและเว่ยเจิงก็ยังตกใจ
แค่หอเหวินอวิ้นเพียงแห่งเดียว ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้คนได้มากมายขนาดนี้เลยหรือ?
และนี่ก็เป็นเพียงแค่ร้านค้าเพียงร้านเดียวเท่านั้น
ถ้าอำเภอฮู่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา มันจะกลายเป็นภาพที่มั่งคั่งขนาดไหนกันนะ?
“ช่างเถอะ”
ฝางเสวียนหลิ่งกล่าวขอโทษ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการค้า เป็นข้าเองที่ล่วงเกินเจ้าไป”
ทุกคนไม่คิดเลยว่าฝางเสวียนหลิ่งจะยอมขอโทษ
แต่มาคิด ๆ ดูแล้วก็จริง...
จากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการส่งเสริมการค้าในตอนนี้ แผนการนี้ก็ถือว่าดีมากเลยทีเดียว!
“แต่ว่าซูอวี้...”
“เกี่ยวกับเรื่องของฉู่ซุ่ยเหลียง ข้าก็ยังคงยืนยันในความคิดเห็นของข้า!”
“ถ้าคิดจะให้ฉู่ซุ่ยเหลียงพ้นจากข้อหา...”
“ฝันไปเถอะ!”
“ต่อให้ตอนนี้เขายังไม่ได้ถูกตัดสินความผิด แต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ฉางอัน เขาก็ต้องถูกตัดสินความผิดอยู่ดี!”
ท่าทีของฝางเสวียนหลิ่งเด็ดขาดมาก
“ฉู่ซุ่ยเหลียงสั่งประหารหลี่ต้าเลี่ยง...”
เว่ยซูอวี้พูดไปยิ้มไป ก่อนจะหันไปถามเหล่าขุนนาง “ทุกท่านคิดว่าเป็นความผิดข้อหาอะไรหรือ?”
เหล่าขุนนางเริ่มซุบซิบกัน
ท่าทางที่มั่นใจเบอร์นี้ของเว่ยซูอวี้ ทำให้พวกเขาถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ผู้น้อยสั่งประหารผู้ใหญ่ ถือเป็นความผิดฐานกบฏและล่วงละเมิดเบื้องบน โทษประหารชีวิต!” ฝางเสวียนหลิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“พูดได้ดีมาก!”
เว่ยซูอวี้พยักหน้า “แต่ท่านลุงฝางคงไม่ได้ลืมตำแหน่งของฉู่ซุ่ยเหลียงไปใช่ไหมขอรับ...”
“เขาคือผู้ตรวจการแผ่นดิน!”
“และยังได้รับราชโองการจากฝ่าบาท ให้มีอำนาจในการสั่งประหารก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังได้”
“ถึงแม้เขาจะสั่งประหารขุนนางระดับสูงกว่า แต่ดูเหมือนว่ามันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรนักไม่ใช่หรือ?”
ฮือฮา
ทุกคนตกตะลึงหน้าถอดสี
หลี่ต้าเลี่ยงเป็นขุนนางขั้นสาม ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่าเขาก็ถือเป็นความผิดร้ายแรง!
แต่พวกเขาเอาแต่มองข้ามความจริงที่ว่า...
ฉู่ซุ่ยเหลียงได้รับราชโองการให้ไปปฏิบัติหน้าที่ และมีอำนาจในการสั่งประหารก่อนรายงานทีหลัง!
เขาอาจจะทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ไปบ้าง
แต่ถ้าสืบสาวราวเรื่องกันจริง ๆ แล้ว โทษก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก!
เพราะฉู่ซุ่ยเหลียงได้รับการแต่งตั้งจากหลี่ซื่อหมินโดยตรง ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาก็ต้องกลับมารายงานต่อหลี่ซื่อหมิน
ขอเพียงแค่เหตุผลของเขามันฟังขึ้น ไม่เพียงแต่จะไม่มีความผิด แต่อาจจะมีความดีความชอบด้วยซ้ำ!
ส่วนคนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิ์ไปปฏิบัติกับเขาเยี่ยงนักโทษ!
“นี่...”
ฝางเสวียนหลิ่งถึงกับไปไม่เป็น
“ท่านลุงฝาง พระราชประสงค์ของฝ่าบาทก็คือให้ศาลต้าหลี่ซื่อเป็นผู้รับผิดชอบสืบสวนคดีนี้!”
“ฉู่ซุ่ยเหลียงกลับมารายงานผลที่เมืองหลวง กับการที่ศาลต้าหลี่สืบสวนคดี ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย”
“ดังนั้นตอนนี้ฉู่ซุ่ยเหลียงจึงยังไม่ได้เป็นนักโทษ”
“อย่างน้อยที่สุด ก่อนที่เขาจะกลับมารายงานผลต่อฝ่าบาท เขาก็ยังคงเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ดี!”
บรรดาขุนนางต่างก็อึ้งกิมกี่
โดนคนตระกูลเว่ยหลอกเอาอีกแล้ว
“ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย เป็นความสะเพร่าของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” ฝางเสวียนหลิ่งโค้งคำนับยอมรับผิด
ช่วยไม่ได้
ถ้าเขาดึงดันที่จะยัดเยียดข้อหาให้ฉู่ซุ่ยเหลียงเป็นนักโทษให้ได้
มันก็จะกลายเป็นว่าเขากระทำการเกินขอบเขตอำนาจ และตัดสินใจแทนหลี่ซื่อหมินไปเสียเอง
หลี่ซื่อหมินหรี่ตาลง...
เสี่ยวเว่ยนี่ก็เก่งไม่ใช่เล่นนะ
พูดแค่ไม่กี่ประโยค ก็ช่วยให้ข้าไม่ต้องรับเคราะห์จากการถูกตราหน้าว่าประหารขุนนางผู้จงรักภักดีผิดคนแล้ว
“ท่านฝางไม่ต้องคิดมากหรอก”
หลี่ซื่อหมินกล่าวด้วยน้ำเสียงอันน่าเกรงขาม “ต้าเลี่ยงเป็นสหายสนิทของท่าน ข้าเข้าใจดี”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ฝางเสวียนหลิ่งถอยกลับไปยืนที่เดิม
มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?
แม้แต่เฒ่าฝางยังพ่ายแพ้งั้นหรือ?
ที่เขาว่ากันว่าขุนนางบุ๋นฝีปากกล้านักกล้าหนา ข้าว่ามันก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอก
เฉิงเย่าจินเบ้ปากอยู่ข้าง ๆ
ถ้าจะจัดการกับไอ้ลูกวัวแซ่เว่ย มันต้องให้เหล่าเฉิงคนนี้ออกโรงเอง!
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าฉู่ซุ่ยเหลียง...”
เฉิงเย่าจินก้าวออกมา แล้วก็เริ่มโต้แย้งด้วยท่าทางขึงขัง
ใครจะไปคิดล่ะว่ายังพูดไม่ทันจบ เว่ยซูอวี้ก็จะพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่า...
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจินพ่ะย่ะค่ะ!”
หลังจากได้เห็นฝางเสวียนหลิ่งชิงลงมือก่อน
เว่ยซูอวี้ก็เรียนรู้และนำมาปรับใช้ทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เฉิงเย่าจินได้หาเรื่อง
“ไอ้ลูกวัวแซ่เว่ย เจ้าเป็นตัวอะไร กล้าดียังไงมาฟ้องร้องข้า?”
เฉิงเย่าจินถลึงตาใส่
ไอ้ลูกวัวแซ่เว่ยนี่ วัน ๆ เอาแต่จ้องจะหาเรื่องครอบครัวของข้าอยู่ได้
ถ้าไม่เห็นว่าเว่ยเจิงมันอ่อนแอเกินไป กลัวจะถูกตราหน้าว่ารังแกเด็ก หรือรังแกคนไม่มีทางสู้ล่ะก็ ข้าอัดเว่ยเจิงไปตั้งนานแล้ว!
ใช่แล้ว ในสายตาของเฉิงเย่าจิน เว่ยเจิงก็คือคนอ่อนแอ...
เวลาด่าคนก็ไม่มีใครช่วย
แถมบ้านก็จน
ค่าพลังการต่อสู้ก็น้อย
ที่น่าสมเพชที่สุดก็คือมีลูกชายแค่คนเดียว ยังจะอุตส่าห์พามาเสนอหน้าในราชสำนักอีก...
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอถวายฎีกาฟ้องเฉิงเย่าจิน เรื่องที่วัวบ้านเขามักจะตายอย่างผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมคิดว่า ในเมื่อเฉิงเย่าจินเลี้ยงวัวไม่เป็น ก็ขายวัวพวกนั้นให้กระหม่อมเสียเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ให้ตายเถอะ
เหล่าขุนนางต่างก็มองบนไปตาม ๆ กัน
แค่เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ก็ยังเอามาพูดในราชสำนักได้อีกงั้นหรือ?
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
เฉิงเย่าจินเบิกตากว้าง “ถ้าเจ้าซื้อวัวของข้าไป แล้วใครจะมาไถนาที่บ้านข้าล่ะ?”
ถึงคันไถชวีหยวนจะใช้แทนวัวเทียมไถได้ แต่แรงคนมันก็มีขีดจำกัด วัน ๆ นึงไถนาได้ไม่กี่หมู่หรอก...
“ก็เช่าเอาสิ”
เว่ยซูอวี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ชาวบ้านเขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง?”
“ถ้าท่านลุงเฉิงเช่าหลายตัว ข้าจะลดราคาให้เป็นพิเศษเลยนะ”
ลดราคาบ้าบออะไรของเจ้าล่ะ
ข้าตกลงว่าจะขายให้เจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“บังอาจ!”
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีขุนนางคนหนึ่งก้าวออกมาหนุนหลังเฉิงเย่าจิน
“สถานที่สำคัญอย่างราชสำนัก จะยอมให้เจ้ามาถกเถียงกันเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ได้อย่างไร!”
หืม?
เว่ยเจิงเลิกเปลือกตาที่หย่อนยานขึ้น
“เจ้านั่นแหละที่บังอาจ!”
เว่ยเจิงก้าวออกไปหนึ่งก้าว คำพูดของเขาเฉียบคมดุจใบมีด “ราชโองการคุ้มครองวัวเทียมไถ เป็นมติที่ผ่านความเห็นชอบจากเหล่าขุนนาง และฝ่าบาททรงเป็นผู้กำหนดด้วยพระองค์เอง...”
“เจ้ากล้าพูดว่านี่เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อขุนนางคนนั้นเห็นเฒ่าเว่ยออกโรง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
ข้าออกมาเถียงกับคนตระกูลเว่ยทำไมกันเนี่ย...
ไม่เห็นหรือไงว่าหลี่เวยมันด่าจนคนในตระกูลโดนปลดออกจากตำแหน่งไปแล้วน่ะ?
แต่ในเมื่อก้าวออกมาแล้ว ขุนนางคนนั้นก็ทำได้เพียงฝืนใจโต้แย้งต่อไป
“เรื่องวัวเทียมไถเป็นเรื่องใหญ่”
ขุนนางคนนั้นเชิดหน้าเถียง “แต่การเอาเรื่องซื้อขายวัวเทียมไถมาถกเถียงกันในราชสำนัก มันก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ?”
“ไม่เหมาะสมตรงไหน?”
เว่ยเจิงตวาดลั่น “วัวบ้านเฒ่าเฉิง ถ้าไม่พุ่งชนกำแพงตาย ก็ป่วยตาย ไม่ก็ตกเขาตาย...”
“นี่มันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะพันธุ์วัวเทียมไถของต้าถังเชียวนะ นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่งั้นหรือ?”
มารดามันเถอะ...
เรื่องแค่นี้ก็ยังลากเอาทฤษฎีมาอ้างได้อีกงั้นหรือ?
เหล่าขุนนางต่างก็พูดไม่ออก
ส่วนตัวเฉิงเย่าจินเอง ก็ยิ่งหน้าแดงก่ำ
ทำไมวัวถึงตายอย่างผิดปกติน่ะหรือ?
ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจนั่นแหละ
แต่การที่เว่ยเจิงเอามาพูดโจ่งแจ้งขนาดนี้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ
จะให้ยอมรับว่าตัวเองกินเข้าไปงั้นหรือ?
ฆ่าวัวมันเป็นความผิดร้ายแรงนะโว้ย!
“ไม่ต้องพูดแล้ว”
เฉิงเย่าจินห้ามขุนนางที่คิดจะออกโรงแทนตนเองเอาไว้
จากที่เขารู้จักคนตระกูลเว่ยมา
ถ้าถูกจับจุดอ่อนได้แล้วล่ะก็ ตราบใดที่ตัวเองไม่ยอมถอย เฒ่าเว่ยก็จะไม่มีวันปล่อยมืออย่างเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าสองพ่อลูกตระกูลเว่ยกำลังจ้องมองมา เฉิงเย่าจินก็รู้สึกโกรธจนหน้ามืด
“มองอะไรของพวกเจ้า?”
เฉิงเย่าจินถลึงตาใส่สองพ่อลูกตระกูลเว่ย “วัวมันตายยังไง พวกเจ้าก็ไปถามวัวเอาเองสิ?”
เอาเถอะ
เฉิงเย่าจินเริ่มทำตัวหน้าด้านแล้ว
“เรื่องวัวพวกเราถามแน่”
เว่ยเจิงพูดยิ้ม ๆ “แล้วตกลงเจ้าจะขายหรือไม่ขายล่ะ?”
“เจ้าคิดจะบังคับซื้องั้นหรือ?”
เฉิงเย่าจินถลกแขนเสื้อแล้วกวักมือเรียก “มา ๆ ๆ... ข้าต่อให้สองมือเลย แน่จริงก็เข้ามาลองดูสิ!”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นข้าไม่ซื้อแล้ว” เว่ยเจิงโบกมือปฏิเสธ
หึ
เฉิงเย่าจินแค่นเสียงเย็น แล้วเดินกลับไปที่เดิม
เรื่องของหลี่ต้าเลี่ยงนั้นสำคัญมากก็จริง แต่เงื่อนงำมันก็เยอะเกินไปจริง ๆ
มาเถียงกันตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เถียงชนะก็ไม่ได้ประโยชน์ เถียงแพ้ก็อาจจะถูกลงโทษอีก
เหล่าเฉิงคนนี้ไม่ได้โง่นะโว้ย
วัวเทียมไถสำคัญขนาดไหน?
ถ้าวัวเทียมไถหมดไป ก็ต้องรู้สึกผิดต่อคนอีกตั้งมากมาย...
อย่างเช่นตัวเอง... อะแฮ่ม
พวกชาวนาในที่ดินศักดินาของตัวเองน่ะ!