- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 175 ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของหลี่ซื่อหมิน
บทที่ 175 ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของหลี่ซื่อหมิน
บทที่ 175 ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของหลี่ซื่อหมิน
บทที่ 175 ผลงานที่ไม่มีใครรู้จักของหลี่ซื่อหมิน
จวนตระกูลเว่ย
เว่ยเจิงหายป่วยแล้ว
แต่เขาก็ยังคงพักฟื้นอยู่ที่บ้าน...
ก็เพราะว่าช่วงหลายวันมานี้ มีฎีการ้องเรียนลูกชายของเขาเข้ามาเยอะมากน่ะสิ
ทั้งเรื่องส่งเสริมการค้า ทั้งเรื่องไปก่อกวนที่กั๋วจื่อเจี้ยน...
เหล่าขุนนางฝ่ายตรวจสอบที่นำโดยเหวยถิ่ง ราวกับโดนฉีดยาบ้า พวกเขาถวายฎีกาและด่าทอเว่ยซูอวี้กันทุกวัน
ปล่อยให้เรื่องน่าปวดหัวตกเป็นของหลี่ซื่อหมิน ส่วนข้าก็นอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจดีกว่า
“เว่ยซูอวี้ เว่ยซูอวี้...”
ในขณะที่เขากำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวน จู่ ๆ ก็มีเสียงใส ๆ ดังแว่วเข้ามาในหู
เว่ยเจิงตาสว่างขึ้นมาทันที
เขาวางบัวรดน้ำลง แล้วก็รีบเดินออกไปต้อนรับ
“ชีชี มาหาซูอวี้งั้นหรือ?”
เว่ยเจิงยิ้มจนหน้าบาน
องค์หญิงจะไปดีอะไรกัน ดูว่าที่ลูกสะใภ้ของข้าสิ ทั้งร่าเริง ทั้งสวย ทั้งน่ารัก...
“ท่านลุงเว่ย...”
อู่ชีชีรีบทำความเคารพ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “มีคนรังแกข้า...”
อะไรนะ?
นี่มันชักจะเหิมเกริมกันใหญ่แล้ว!
ใครกล้ารังแกอนาคตลูกสะใภ้ของข้างั้นหรือ?
“ไอ้สารเลวหน้าไหนมันกล้ารังแกเจ้า บอกลุงเว่ยมาเลย เดี๋ยวลุงเว่ยจะจัดการมันให้เอง!”
เว่ยเจิงโกรธจัด
“เขาไม่ได้รังแกข้าหรอก แต่รังแกพี่สาวหนานกงต่างหาก...”
อู่ชีชีดึงตัวหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังมาตรงหน้าเว่ยเจิง
พี่สาวหนานกงงั้นหรือ?
ใครกัน?
เว่ยเจิงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า
นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดง ผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยเอียง ๆ ห้อยลงมาปรกอก แววตาแฝงไปด้วยความเย้ายวน ทุกท่วงท่าล้วนสง่างามและมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง...
ในเวลานี้ แววตาของหนานกงหว่านเอ๋อร์แฝงไปด้วยความเขินอาย ช่างน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน
อืม
หน้าคุ้น ๆ นะ
เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน?
เว่ยเจิงลูบเคราและครุ่นคิดอย่างละเอียด
“ท่านลุงเว่ย...”
อู่ชีชีร้องเรียก
“อ้อ เจ้าลองเล่ามาสิว่า ใครรังแกพวกเจ้า แล้วรังแกยังไง?”
เว่ยเจิงดึงสติกลับมา
“ก็เจ้าอ้วนเว่ยหวังน่ะสิ...”
อู่ชีชีกำหมัดแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ซึ่งในสายตาของเว่ยเจิงมันกลับดูน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน
“จะพูดแบบนั้นไม่ได้นะ”
เว่ยเจิงสั่งสอนด้วยความอดทน “เว่ยหวังเป็นถึงองค์ชาย ต้องให้ความเคารพเขาด้วย...”
ใคร ๆ ก็บอกว่าเว่ยเจิงเป็นคนหัวโบราณ ไม่รู้จักพลิกแพลง
หนานกงหว่านเอ๋อร์ยังคิดว่าเว่ยเจิงจะสั่งสอนอู่ชีชีด้วยความเข้มงวดเสียอีก
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า คำพูดต่อมาของเขาจะทำให้นางถึงกับอึ้งไปเลย...
“วันหลังถ้าจะแอบด่าก็ด่าได้ แต่อย่าให้ใครได้ยินเข้าล่ะ”
“ได้เลยเจ้าค่ะ”
อู่ชีชีพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ท่านลุงเว่ย ท่านไม่รู้หรอกว่าเจ้าอ้วนนั่นมัน...”
เมื่อได้ฟังที่อู่ชีชีเล่า เว่ยเจิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที
หนานกงหว่านเอ๋อร์ คนของสำนักสังคีต
หลี่ซื่อหมินได้รับการยกย่องให้เป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ผู้คนต่างมองเห็นแต่ผลงานของพระองค์ แต่หารู้ไม่ว่าพระองค์ยังได้ทำเรื่องที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกเรื่องหนึ่ง...
นั่นก็คือการคิดค้นอาชีพใหม่ขึ้นมา!
นางโลม
ต้นกำเนิดของอาชีพดารา ก็คือหลี่ซื่อหมินนี่แหละที่เป็นคนคิดค้นขึ้นมา
สำนักสังคีต
เป็นหน่วยงานของราชการที่มีหน้าที่ดูแลการดนตรีในราชสำนัก
ในสมัยราชวงศ์หมิงได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักสังคีตหลวง มีหน้าที่ดูแลงานเฉลิมฉลองและบรรเลงดนตรีต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
หญิงสาวในสำนักสังคีตส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวจากตระกูลที่ถูกริบทรัพย์ แต่ละคนล้วนมีความรู้ความสามารถทางวรรณกรรม และมีหน้าตาสะสวย เพื่อคอยปรนเปรอความสุขให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่!
ต่อมาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนกลายเป็นหอนางโลมของทางการ
แต่ในช่วงที่หลี่ซื่อหมินเพิ่งก่อตั้งสำนักสังคีตขึ้นมาใหม่ ๆ หญิงสาวในสำนักสังคีตล้วนแต่เป็นหญิงสาวจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา และเป็นหญิงสาวที่ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง
แต่เมื่ออยู่ในพระราชวัง หากเชื้อพระวงศ์เกิดถูกตาต้องใจขึ้นมา คำว่าขายศิลปะไม่ขายเรือนร่างมันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้น
ในช่วงที่หลี่หยวนถูกกักบริเวณเป็นเวลาเจ็ดปี พระองค์มีพระโอรสและพระธิดาหลายสิบองค์ แล้วหญิงสาวที่ถวายงานเหล่านั้นมาจากไหนกันล่ะ?
ก็มาจากสำนักสังคีตนั่นแหละ
หญิงสาวในสำนักสังคีตไม่เพียงแต่จะมีความสามารถโดดเด่น แต่ยังมีรูปร่างหน้าตางดงามอีกด้วย
หลี่ไท่อยู่ในวัยที่กำลังสนใจเพศตรงข้าม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว
ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง หลี่ไท่ก็หมายตาหนานกงหว่านเอ๋อร์เข้า
ในขณะที่เขากำลังจะลงมือทำมิดีมิร้าย ก็ถูกอู่ชีชีเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“แล้วไท่ซ่างหวงล่ะ?”
เว่ยเจิงถามขึ้นมา
มีไท่ซ่างหวงคอยคุ้มครองอยู่ เว่ยหวังยังจะกล้าเสียมารยาทอีกล่ะ?
“อย่าพูดถึงเลย”
อู่ชีชีเบ้ปาก และพูดด้วยความระอาว่า “ไท่ซ่างหวงเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แล้วเขาจะเอาหน้าไปช่วยข้าได้ยังไงล่ะ”
เอ่อ...
เว่ยเจิงอึ้งไป
มันก็จริงอย่างที่นางพูด
แต่เรื่องนี้เว่ยเจิงก็ออกหน้าไม่ได้เหมือนกัน
หญิงสาวในสำนักสังคีตล้วนแต่ถูกขายเข้ามาในพระราชวังด้วยความสมัครใจ
เมื่อเข้ามาในพระราชวังแล้ว พวกนางก็คือทรัพย์สินส่วนพระองค์ของราชวงศ์
ราชวงศ์จะจัดการกับพวกนางอย่างไร เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย!
ถ้าจะพูดให้ฟังดูแย่หน่อย การที่เว่ยหวังถูกใจหนานกงหว่านเอ๋อร์ ก็ถือเป็นบุญวาสนาของหนานกงหว่านเอ๋อร์แล้ว
ถ้าปรนนิบัติได้ดี และโชคดี ก็อาจจะได้เป็นอนุภรรยาด้วยซ้ำ
“ท่านลุงเว่ย ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะ ข้าจะไปหาเว่ยซูอวี้ให้ช่วยจัดการกับเจ้าอ้วนให้เอง!”
ราวกับมองเห็นความลำบากใจของเว่ยเจิง อู่ชีชีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“จริงสิ ซูอวี้ไม่อยู่นี่นา”
เว่ยเจิงทำหน้าปลาบปลื้มใจ
ดูว่าที่ลูกสะใภ้ของข้าสิ ช่างรู้ความ ฉลาด และเอาอกเอาใจเก่งเหลือเกิน...
“เขายังวุ่นอยู่กับงานที่อำเภอฮู่น่ะ”
หา?
อู่ชีชีขมวดคิ้ว และรู้สึกลังเลขึ้นมาทันที
เว่ยซูอวี้กำลังทำงานสำคัญอยู่นะ
ถ้าข้าไปกวนเขา...
มันจะดีหรือเปล่านะ? จะดีหรือเปล่านะ?? จะดีหรือเปล่านะ? จะดีหรือเปล่านะ?
“เอาอย่างนี้ไหม เจ้าก็พักอยู่ที่จวนตระกูลเว่ยไปก่อน?”
เว่ยเจิงเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “อีกไม่กี่วันซูอวี้ก็น่าจะกลับมาแล้ว”
“แบบนี้มันจะไม่ค่อยดีมั้งเจ้าคะ?”
อู่ชีชีก้มหน้าด้วยความเขินอาย
โอ้โห?
ยังรู้จักเขินอายด้วยแฮะ
หลายวันก่อนที่มาพัก ก็ไม่เห็นเจ้าจะเขินอายเลยนี่นา...
“วางใจได้เลย”
เว่ยเจิงพูดด้วยรอยยิ้ม “เดี๋ยวลุงจะไปคุยกับไท่ซ่างหวงเอง ส่วนนาง...”
เว่ยเจิงหันไปมองหนานกงหว่านเอ๋อร์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นางคือทรัพย์สินส่วนพระองค์ของราชวงศ์
ถ้าหากให้นางพักอยู่ที่จวนตระกูลเว่ย มันก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนให้คนอื่นโจมตีเอาได้
...
ในขณะเดียวกัน ที่อำเภอฮู่
เว่ยซูอวี้ยังคงกล่าวสุนทรพจน์อย่างกระตือรือร้น...
“หากทุกท่านยังมีความลังเลอยู่ ลองดูนี่ก่อนสิ...”
เว่ยซูอวี้กวักมือเรียกคนที่อยู่ด้านหลัง
ทหารกลุ่มหนึ่งเดินถือพัดจีบที่กางออกก้าวขึ้นมาบนยกพื้นสูง
“ทุกท่านรู้ไหมว่านี่คืออะไร?”
เว่ยซูอวี้มองเหล่าพ่อค้าด้วยรอยยิ้ม
เหล่าพ่อค้าไม่เข้าใจความหมาย พวกเขาเห็นแค่พัดจีบที่มีภาพวาดและตัวอักษรอยู่บนพัดเท่านั้น
เมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็มองเห็นรายละเอียดได้ไม่ชัดเจน
“หากทุกท่านมองไม่ชัด ก็สามารถขึ้นมาดูบนนี้ได้เลย...”
เว่ยซูอวี้โบกมือ
ทหารที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านล่างยกพื้นสูงก็แหวกทางออก
เหล่าพ่อค้ามองหน้ากันไปมา พวกเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปบนยกพื้นสูง
และเมื่อพวกเขาได้เห็นตราประทับสีแดงบนพัดจีบ พวกเขาก็ต้องตกใจจนสะดุ้ง
“นี่... ข้าตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย ลายมือของขงอิ่งต๋า ท่านขงงั้นหรือ?”
“นี่มันของชุยอี้เสวียน ผู้นำตระกูลชุยนี่นา!”
“แม้แต่ของฝ่าบาทก็ยังมี!”
เหล่าพ่อค้ารู้สึกแข้งขาอ่อนแรง พวกเขากลัวว่าจะเผลอทำพัดจีบเสียหาย จึงรีบถอยหลังไปหลายก้าว
ถ้าหน้าพัดเปื้อนหรือพังขึ้นมา
ต่อให้พวกเขามีสักกี่ชีวิตก็ชดใช้ไม่หวาดไม่ไหวหรอก!
“นี่มันของปรมาจารย์โอวหยางนี่...”
ทันใดนั้น ก็มีพ่อค้าคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“แล้วก็นี่ ของปรมาจารย์อวี๋!”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของทั้งสองคน เหล่าพ่อค้าก็รีบกรูกันเข้าไปดู
ลายมือของหลี่ซื่อหมินและคนอื่น ๆ แม้จะสวยงาม!
แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับโอวหยางสวินและอวี๋ซื่อหนาน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอวหยางสวิน ลายมือของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นฉบับเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าประเมินค่าไม่ได้
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทั้งสองคนแก่มากแล้ว ในวัยใกล้แปดสิบปี พวกเขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตวัดพู่กันได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
แต่ลายมือและรอยประทับตราบนหน้าพัด กลับเป็นผลงานชิ้นเอกในช่วงที่ทั้งสองคนมีฝีมือเข้าขั้นสูงสุด
มูลค่าของมันจึงพุ่งสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว!
พูดกันตามตรงเลยก็คือ...
ถ้านำไปประมูล ผลงานแต่ละชิ้นก็ล้วนแต่มีมูลค่ามหาศาล!
“นี่ นี่ นี่...”
มีพ่อค้าคนหนึ่งหันไปมองเว่ยซูอวี้ “เรียนท่านผู้ตรวจการเว่ย ไม่ทราบว่าพัดจีบพวกนี้มีขายไหมขอรับ?”
ขวับ
ทุกคนต่างก็หันไปมองเว่ยซูอวี้เป็นตาเดียว หัวใจเต้นระทึก
ถ้าใครได้ผลงานชิ้นเอกของพวกเขาไปสักชิ้น ก็สามารถเอาไปคุยโวได้ตลอดชีวิตแล้ว
โดยเฉพาะผลงานของหลี่ซื่อหมิน และหลี่หยวน...
สามารถนำไปตั้งบูชาและส่งต่อให้กับลูกหลานได้เลยทีเดียว
หรือแม้แต่ในยามที่ตระกูลตกที่นั่งลำบาก ผลงานของทั้งสองคนอาจจะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากวิกฤตได้เลยทีเดียว