- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 170 พัดจีบ บุกกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 170 พัดจีบ บุกกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 170 พัดจีบ บุกกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 170 พัดจีบ บุกกั๋วจื่อเจี้ยน
สามวันต่อมา
เว่ยซูอวี้กำลังใช้ท่อนไม้ขัดถูไปมาจนพื้นผิวของท่อนไม้เรียบเนียนและจับถนัดมือ
พรึ่บ
เมื่อเว่ยซูอวี้สะบัดข้อมืออย่างแรง ท่อนไม้ก็กางออก เผยให้เห็นกระดาษสีขาวสะอาดตา
“ปี้ใหญ่ นั่นมันพัดไม่ใช่หรือ?” ชุยเสินจีเบิกตากว้าง
“พัดจีบยังไงล่ะ!”
เว่ยซูอวี้หัวเราะ
ในแคว้นต้าถังแทบจะไม่มีใครใช้พัดจีบกันเลย ก็เพราะกระดาษมันแพงเกินไปน่ะสิ
พวกบัณฑิตก็คิดไม่ถึง
พวกช่างฝีมือก็ไม่กล้าลองทำ
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าไม่มีผู้มีชื่อเสียงมาเป็นผู้นำเทรนด์ ของแบบนี้มันก็ไม่มีทางที่จะฮิตขึ้นมาได้หรอก!
ในแคว้นต้าถัง บัณฑิตส่วนใหญ่มักจะใช้พัดขนนก ส่วนผู้หญิงก็จะใช้พัดผ้าไหม
“พวกเราจะขายเจ้านี่งั้นหรือ?”
ชุยเสินจีมองพัดที่อยู่ตรงหน้า เขาหยิบมันขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วก็สะบัดออกอย่างรวดเร็ว
เอาเป็นว่า ถ้ามองข้ามพฤติกรรมบ้าระห่ำของชุยเสินจีไป อย่างน้อยรูปลักษณ์ภายนอกเขาก็ยังดูเหมือนคุณชายรูปงามคนหนึ่ง
“ใช่แล้ว”
“ขายเท่าไหร่งั้นหรือ?”
เว่ยซูอวี้เผยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝงอยู่ “ราคาเริ่มต้นที่ 100 อีแปะ ไม่มีเพดานราคาสูงสุด!”
“แพงขนาดนี้เลยงั้นหรือ?”
ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“ไปกันเถอะ ออกเดินทางได้!”
เว่ยซูอวี้เก็บพัดจีบ
“ไปไหนงั้นหรือ?”
“กั๋วจื่อเจี้ยน!”
โฮ่ ๆ ๆ... ได้เวลาหาเรื่องแล้วสิ
ฉินซ่านเต้าถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น!
เขาสั่งให้คนนำพัดจีบทั้งหมดขึ้นรถม้า จากนั้นทุกคนก็ออกเดินทางไปอย่างยิ่งใหญ่
ในระหว่างนั้น ที่อำเภอฮู่ก็ได้มีพวกพ่อค้ามารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขาเห็นเว่ยซูอวี้ พวกเขาก็ต่างพากันประสานมือทำความเคารพ
เว่ยซูอวี้เพียงแค่พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
เมื่อพวกพ่อค้ามารวมตัวกัน ตามหลักแล้วเว่ยซูอวี้ก็ควรจะออกไปพูดอะไรสักหน่อย
แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลา
เขายังขาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นของตัวเองอยู่!
พวกพ่อค้ามักจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์...
ถ้าไม่สามารถนำผลประโยชน์มาให้กับพวกเขาได้ มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้พวกเขายอมสยบได้หรอก
พึ่งพานโยบายที่ราชสำนักประกาศออกมาเพียงอย่างเดียวนั้น มันยังไม่พอ!
ยุคโบราณไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน ในยุคโบราณพวกพ่อค้ามักจะหาเงินด้วยการนำสินค้าจากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่ง
รับซื้อในราคาถูกแล้วนำไปขายในราคาแพง เพื่อกินส่วนต่าง
และนี่ก็คือเหตุผลที่พวกพ่อค้ามักจะถูกผู้คนรังเกียจ
ถ้าหากต้องการจะเปลี่ยนให้อำเภอฮู่กลายเป็นศูนย์กลางการค้า เขาก็จะต้องมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว!
วิธีการที่จะสยบพวกพ่อค้าได้ง่ายที่สุด ก็คือการนำผลประโยชน์มาให้กับพวกเขา และทำให้พวกเขาไม่สามารถขาดเขาไปได้
พัดจีบ
นี่แหละคืออาวุธลับของเว่ยซูอวี้!
กั๋วจื่อเจี้ยน!
เว่ยซูอวี้พาคนมาปิดกั้นประตูทางเข้า
เมื่อยามเฝ้าประตูเห็นว่าจอมมารป่วนเมืองกลุ่มนี้กลับมาอีกแล้ว เขาก็ตกใจจนตัวสั่น
รสชาติของการโดนคลุมกระสอบพระราชทาน เขาได้ลิ้มรสมันมาหลายครั้งแล้ว
“เสี่ยวซ่านเต้า ไปเรียกระดมพลกั๋วจื่อเจี้ยนมา!”
ภายในกั๋วจื่อเจี้ยน
เหล่าสหายตัวน้อยกำลังตั้งใจฟังการบรรยายของอาจารย์ผู้สอนอย่างขะมักเขม้น
ถ้าจะพูดกันตามตรง เหล่าสหายตัวน้อยก็ค่อนข้างจะหวาดกลัวอาจารย์ผู้สอนอยู่เหมือนกัน
เพราะอาจารย์ผู้สอนสามารถใช้ไม้เรียวตีมือพวกเขาได้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนเว่ยซูอวี้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งเหมือนกับชุยเสินจี
สหายตัวน้อยบางคนก็เป็นแค่บุตรอนุภรรยา หรือไม่ก็เป็นแค่ญาติห่าง ๆ เท่านั้น
“พี่น้องทั้งหลาย พี่ใหญ่มาแล้ว พวกเราไปรวมตัวกันที่หน้าประตูใหญ่ของกั๋วจื่อเจี้ยนกันเถอะ!”
ในขณะที่อาจารย์ผู้สอนกำลังอ่านบทกวีอยู่นั้น เสียงของฉินซ่านเต้าก็ดังขึ้น
ตึง ๆ ๆ
เหล่าสหายตัวน้อยต่างก็พากันวิ่งกรูกันออกไปจากห้องเรียน
อาจารย์ผู้สอนมองดูหนังสือในมือสลับกับห้องเรียนที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปมองที่ประตู...
สหายตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งจนรองเท้าหลุด เขาจึงต้องวิ่งกลับมาเก็บมัน
เมื่อสายตาของทั้งสองประสานเข้าหากัน...
“แง... พี่ใหญ่ อาจารย์รังแกข้า”
สหายตัวน้อยหิ้วรองเท้าแล้ววิ่งหนีไป
“...”
อาจารย์ผู้สอนถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
ข้าไปรังแกเจ้าตอนไหนกัน เป็นพวกเจ้าต่างหากล่ะที่รังแกข้า?
เวลาที่สอนหนังสืออยู่ แล้วลูกศิษย์พากันวิ่งหนีไปจนหมด
แล้วแบบนี้อาจารย์อย่างข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
แต่เว่ยซูอวี้มาแล้ว ข้า... ข้า... ข้าทนก็ได้!
ตอนแรกที่เถียงชนะเฉินฝู่ เว่ยซูอวี้ก็เก่งมากพออยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขากล้าแม้กระทั่งโต้เถียงกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก...
แล้วข้าจะมีปัญญาอะไรไปเถียงสู้กับเว่ยซูอวี้ได้ล่ะ?
“พี่ใหญ่”
“เสินจี”
“อี๋อ้าย”
เหล่าสหายตัวน้อยพากันล้อมรอบพวกเขาทั้งสามคนด้วยความตื่นเต้น
เหตุผลหลักก็คือพวกเขาไม่ต้องเรียนหนังสือแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าจะไม่พูดอะไรให้มากความแล้วนะ”
หลังจากที่พูดคุยกันได้สักพัก เว่ยซูอวี้ก็เริ่มเข้าประเด็น “ธุรกิจน้ำแข็งคงจะทำกำไรไปได้อีกไม่นาน ข้าก็เลยไปหาช่องทางหาเงินใหม่มาให้ทุกคนแล้ว”
“ทุกคนสนใจที่จะทำธุรกิจพัดกระดาษนี่ไหม?”
เหล่าสหายตัวน้อยจะไปมีข้อโต้แย้งอะไรได้ล่ะ
พวกเขาต่างก็พากันตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น
เรื่องหอน้ำแข็ง พวกเขาก็ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย แค่รอรับส่วนแบ่งกำไรทุกสิ้นเดือนก็พอ
สิ้นเดือนที่แล้ว ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน พวกเขาก็ได้รับส่วนแบ่งกันไปคนละหลายสิบก้วน ถึงแม้เงินจะไม่ได้มากมายอะไร แต่มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขมาก
เพราะนั่นคือเงินที่พวกเขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
“ในเมื่อทุกคนเห็นด้วย ข้าก็จะแบ่งส่วนแบ่งให้ตามสัดส่วนก็แล้วกัน...”
“หลังจากนี้ เพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่ในการหาเงินของเรา...”
เว่ยซูอวี้กวาดสายตามองไปที่ทุกคนด้วยรอยยิ้ม “ทุกคนเอาพัดจีบไปคนละสิบอัน”
เหล่าสหายตัวน้อยต่างก็พากันแย่งชิงพัดจีบกันอย่างสนุกสนาน
เพียงไม่นาน พัดจีบก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดของทุกคน พวกเขากำลังรอฟังคำสั่งต่อไปของเว่ยซูอวี้
“เอาพัดจีบไปขายให้กับบรรดาศิษย์ในกั๋วจื่อเจี้ยน ในราคาอันละ 100 อีแปะ!”
เมื่อได้รับคำสั่ง เหล่าสหายตัวน้อยต่างก็พากันวิ่งเข้าไปในกั๋วจื่อเจี้ยนราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
ยามเฝ้าประตูมองดูด้วยความหวาดกลัว
กล้าเข้ามาทำธุรกิจในกั๋วจื่อเจี้ยนแบบนี้ ไม่มีใครทำได้อีกแล้วล่ะ
และเมื่อเหล่าสหายตัวน้อยเข้าไปในกั๋วจื่อเจี้ยน พวกเขาก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ในทันที
พวกเขาพุ่งเป้าไปที่บรรดานักศึกษาที่มาจากครอบครัวธรรมดาและนักศึกษาทุน พร้อมกับใช้สารพัดวิธีในการโน้มน้าว
ไม่ซื้องั้นหรือ?
ข้าอุตส่าห์เปลืองน้ำลายตั้งมากมาย แล้วเจ้าบอกว่าไม่ซื้องั้นหรือ?
ข้าจะตบให้หัวทิ่มเลย!
ขัดขืนงั้นหรือ?
“พี่น้องทั้งหลาย ขอกำลังเสริมหน่อย!”
ฟุ่บ
เหล่าสหายตัวน้อยรีบเข้ามาล้อมชายคนนั้นเอาไว้ในทันที
การบังคับซื้อขายมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้หรอก
ยกเว้นแต่ว่าจะไปเจอคนที่ยากจนจริง ๆ แต่ถ้าเป็นลูกหลานคนรวย ไม่มีใครกล้าปฏิเสธอย่างแน่นอน!
ถ้าไม่ซื้อ เลิกเรียนเมื่อไหร่ข้าจะไปดักรอตีเจ้าที่หน้าประตู
ถ้าไม่ซื้อ ข้าจะให้คนในครอบครัวไปจัดการกับเจ้า...
พ่อข้า อาข้า ปู่ข้า ตาข้า ลุงข้า... ล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักทั้งนั้น
ลองถามตัวเองดูสิว่าพวกเจ้าจะยอมซื้อหรือไม่!
ณ ศาลาแห่งหนึ่งในกั๋วจื่อเจี้ยน...
ตั้งแต่ที่เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้ากั๋วจื่อเจี้ยน ขงอิ่งต๋าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป เวลาว่างเขาก็มักจะฝึกเขียนอักษรหรือวาดภาพเพื่อยกระดับจิตใจ
ในขณะที่เขากำลังวาดภาพพยัคฆ์ลงเขา และกำลังจะวาดเสร็จอยู่รอมร่อ อาจารย์ผู้สอนคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา...
“ท่านขง เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ...”
พรวด
มือของเขาสั่นจนทำให้ภาพวาดเลอะเทอะไปหมด
บ้าเอ๊ย
ขงอิ่งต๋าปาพู่กันลงบนโต๊ะ ผลงานชิ้นเอกที่กำลังจะสำเร็จ กลับต้องมาพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา...
“เกิดอะไรขึ้น?”
ขงอิ่งต๋าตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พรุ่งนี้เจ้าเตรียมตัวไปขัดส้วมได้เลย!”
เอ่อ...
อาจารย์ผู้สอนตัวสั่นเทา ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว “ท่านขง เว่ยซูอวี้กลับมาแล้วขอรับ”
“กลับมาก็กลับมาสิ เขาจะมาคว่ำฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือยังไงกัน?”
ขงอิ่งต๋ายิ่งโกรธจัด
ก็แค่ผู้ตรวจการน้อยกลับมาเยี่ยมกั๋วจื่อเจี้ยน จะตื่นตูมไปทำไมกัน
“เขามาขายพัดจีบในกั๋วจื่อเจี้ยน แถมยังบังคับให้ซื้อด้วยขอรับ!”
อาจารย์ผู้สอนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เขาจึงรีบพูดรัว ๆ “มีนักศึกษาหลายคนตกเป็นเหยื่อของเขา พัดกระดาษเน่า ๆ แค่อันเดียว เขาขายตั้งร้อยอีแปะเลยนะขอรับ!”
“ว่าไงนะ?”
ขงอิ่งต๋าตกใจจนหน้าถอดสี
กล้ามาทำธุรกิจในถิ่นของข้า เว่ยเจิงก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้หรอก!
“ไป!”
บริเวณหน้าประตูใหญ่ของกั๋วจื่อเจี้ยน
เหล่าสหายตัวน้อยกำลังรวมกลุ่มกันเพื่ออวดผลงานของตัวเอง
บ้างก็เล่าว่าตัวเองขายไปได้กี่อัน บ้างก็เล่าว่ามีคนไม่ยอมซื้อเลยโดนตัวเองอัดไปหนักแค่ไหน
ฉินซ่านเต้ายิ่งโดดเด่นกว่าใครเพื่อน
เขาเชิดหน้าขึ้นสูงกว่าใคร ๆ ทั้งนั้น!
เมื่อกี้เขาเพิ่งจะขายไปได้ตั้งสามสิบอันด้วยตัวคนเดียวเลยนะ
ผลงานระดับนี้ มีใครสู้ได้บ้างล่ะ?
“เว่ยซูอวี้!”
ขงอิ่งต๋าดึงชายเสื้อคลุมขึ้น และรีบก้าวเท้ายาว ๆ ตรงเข้ามา
ด้านหลังของเขามีบัณฑิตวัยกลางคนติดตามมาด้วยอีกหลายคน
“ท่านลุงขง”
เว่ยซูอวี้เดินเข้าไปหาพวกเขา และประสานมือทำความเคารพขงอิ่งต๋า
“กั๋วจื่อเจี้ยนคือสถานที่สำหรับการศึกษาเล่าเรียน”
“เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในแคว้นต้าถัง”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามาบังคับขายพัดจีบ การกระทำที่ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ เจ้า...”
“พ่อเจ้าจะรู้เรื่องนี้ไหม?”
ขงอิ่งต๋าถลึงตาใส่ พร้อมกับพ่นคำด่าทอออกมาเป็นชุด...
เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาเคยถูกเว่ยซูอวี้ด่าจนหน้าหงายมาแล้วถึงสองครั้ง
ครั้งแรกตอนที่เถียงกับเฉินฝู่ ครั้งที่สองก็ในราชสำนัก
เมื่อคิดไปคิดมา การแจ้งทางการก็คงจะไม่ปลอดภัยเท่ากับการอ้างชื่อเว่ยเจิง
“ท่านลุงขงโปรดระงับโทสะด้วยเถิดขอรับ”
เว่ยซูอวี้หัวเราะ “ที่ซูอวี้มาในวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อทำการค้าหรอกนะขอรับ แต่มาเพื่อบริจาคสิ่งของต่างหากล่ะ”
“เด็ก ๆ”
เว่ยซูอวี้กวักมือเรียกทหารที่อยู่ด้านหลัง “เอาพัดจีบห้าร้อยอันที่พวกเราเตรียมไว้ออกมาสิ”
เว่ยซูอวี้หันกลับไปมองขงอิ่งต๋า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากว้างขึ้นเรื่อย ๆ...
“ท่านลุงขง ซูอวี้เองก็เป็นศิษย์ที่จบมาจากกั๋วจื่อเจี้ยน ย่อมไม่มีทางลืมบุญคุณของที่นี่หรอกนะขอรับ”
“ตอนนี้พอจะตั้งตัวได้บ้างแล้ว”
“จึงตั้งใจจะมาตอบแทนพระคุณของกั๋วจื่อเจี้ยนที่ได้อบรมสั่งสอนซูอวี้มาเป็นอย่างดี”
“พัดจีบห้าร้อยอันนี้คือน้ำใจจากซูอวี้ ที่ตั้งใจจะนำมาบริจาคให้กับกั๋วจื่อเจี้ยนโดยเฉพาะเลยนะขอรับ...”